วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
“ดื่ม”+“ขับ”=“ตาย” คุมพื้นที่ผลิตคนเมา

“ดื่ม”+“ขับ”=“ตาย” คุมพื้นที่ผลิตคนเมา

  • Share:

7 วันอันตรายช่วงเทศกาลปีใหม่ถือเป็น “ช่วงควบคุมเข้มข้น” หน่วยงานภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง จังหวัด กรุงเทพมหานครเพิ่มความเข้มข้นในการดำเนินงานในพื้นที่ เน้นการบังคับใช้ “กฎหมาย” อย่างเคร่งครัดต่อเนื่อง เพื่อลด “อุบัติเหตุทางถนน” ให้เหลือน้อยที่สุด

ผู้ใช้รถใช้ถนนจะสังเกตเห็น “จุดตรวจ” เคร่งครัด เข้มข้นนับรวมไปถึง “จุดอำนวยความสะดวก...จุดบริการ” ที่อุ่นใจปลอดภัย

ด้วยมีข้อเสนอต่อการตั้งจุดปฏิบัติการในช่วง 7 วัน ไว้ดังนี้ 1. บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด 10 มาตรการหลัก เน้นไม่ขับเร็ว ดื่มไม่ขับ ง่วงไม่ขับ โทร.ไม่ขับ ขับไม่แชต 2.ควบคุมการจำหน่ายและดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ควบคุมการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเน้นหนักในกลุ่มเด็ก...เยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปีเป็นพิเศษ

3.สนับสนุนการใช้อุปกรณ์ป้องกันในการขับขี่ สวมหมวกกันน็อก, คาดเข็มขัดนิรภัย 4.จุดปฏิบัติบริการ ควรคำนึงถึง “พื้นที่เสี่ยง” วิเคราะห์ปัญหาข้อมูลที่ผ่านมาให้ตรงกับข้อเท็จจริงในปัจจุบัน เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุซ้ำ 5.เน้นเฝ้าระวังพฤติกรรมเสี่ยง ช่วงเวลา “เสี่ยง” โดยเฉพาะพลบค่ำถึงกลางคืนเพิ่มขึ้น

6.จุดตรวจ-จุดบริการ ปรับเป็นหน่วยลาดตระเวนเฝ้าระวังจุดเสี่ยงทางร่วม ทางแยก...งานเลี้ยง สังสรรค์, สกัดคนดื่มแล้วขับ,เตือนลดความเร็ว 7.จังหวัดที่มีทางรถไฟผ่าน กำหนดมาตรการแนวทางแก้ไขปัญหา บริเวณจุดตัดทางรถไฟ อาทิ จัดทำป้ายเตือน จัดทำคลื่นระนาบบนผิวถนน ติดตั้งไฟหรือสัญญาณเสียง

8.ในระดับท้องถิ่น ชุมชน เสนอให้จัดตั้งด่านชุมชน สกัดผู้ขับขี่ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง แก้ไขจุดเสี่ยงในพื้นที่เป็นหลัก โดยอาศัยกลุ่มองค์กรภาคประชาชน ร่วมดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ

9.พื้นที่เฝ้าระวังเป็นกรณีพิเศษ “แหล่งผลิตคนเมาสู่ท้องถนน” ...ผับ บาร์ ร้านค้า...ร้านอาหารที่มีการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, เวทีคอนเสิร์ต งานกาชาด งานมหกรรมอาหาร ฯลฯ, แหล่งท่องเที่ยว พื้นที่ท่องเที่ยวตามแนวชายแดน, พื้นที่จัดงานเฉลิมฉลอง, บ้านหรือครัวเรือนที่ตั้งวงดื่มในหมู่บ้าน...ชุมชน

“ดื่ม”+“ขับ”=“ตาย”

หนึ่งในสมการชีวิตลดอุบัติเหตุที่สำคัญ “ดื่มแล้วขับ” ถูกจับ มีโทษปรับ คุมประพฤติ จำคุก ต้องย้ำกันชัดๆว่า...หากคุณดื่มแล้วขับและถูกตรวจพบว่ามีระดับแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย และถูกควบคุมความประพฤติ

การตรวจหาระดับแอลกอฮอล์ในเลือด ปัจจุบันมีวิธีการตรวจอยู่ 3 วิธีหลักๆคือ ทางลมหายใจโดยการเป่าลมออกจากปากเข้าไปในเครื่องตรวจ ตัวเลขที่อยู่บนเครื่องจะบอกระดับแอลกอฮอล์ในเลือดเป็นมิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ถัดมา...ตรวจทางเลือดโดยตรง และสุดท้ายตรวจทางปัสสาวะ

ว่ากันถึงความสัมพันธ์ของระดับแอลกอฮอล์ในเลือดกับโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุ ระดับแอลกอฮอล์ในเลือดอยู่ที่ 20 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ สมรรถภาพในการขับรถมีผลเพียงเล็กน้อยเฉพาะบางคน สำหรับโอกาสเกิดอุบัติเหตุเมื่อเทียบกับคนที่ไม่ได้ดื่มสุรา...ถือว่าใกล้เคียงกัน

ระดับแอลกอฮอล์ในเลือดอยู่ที่ 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ สมรรถภาพในการขับรถลดลงเฉลี่ยร้อยละ 8โอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุเพิ่มเป็น 2 เท่า ...ระดับแอลกอฮอล์ในเลือดอยู่ที่ 80 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ สมรรถภาพในการขับรถลดลงเฉลี่ยร้อยละ 12 โอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุเพิ่มเป็น 3 เท่า

...ระดับแอลกอฮอล์ในเลือดอยู่ที่ 100 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ สมรรถภาพในการขับรถลดลงเฉลี่ยร้อยละ 15 โอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุเพิ่มเป็น 6 เท่า...ระดับแอลกอฮอล์ในเลือดอยู่ที่ 150 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ สมรรถภาพในการขับรถลดลงเฉลี่ยร้อยละ 33 โอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุเพิ่มเป็น 40 เท่า

และถ้าหากระดับแอลกอฮอล์ในเลือดมากกว่า 200 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ สมรรถภาพในการขับรถจะลดลงเป็นสัดส่วนกับระดับแอลกอฮอล์ในเลือด สำหรับโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุนั้นจะไม่สามารถวัดได้ เนื่องจากควบคุมการทดลองไม่ได้

“ผู้ขับขี่” ตั้งสติให้มั่นๆ ตอกย้ำจำเอาไว้ให้แม่นๆว่า “ดื่มแล้วขับถูกจับแน่” และหากถูกตรวจพบว่ามีระดับแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์แล้วล่ะก็ มีโทษ “จำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับตั้งแต่ 5,000-20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” หรือ “ศาลอาจจะสั่งให้ถูกคุมประพฤติทำงานบริการสังคม”...ซึ่งอยู่ในดุลพินิจของศาล

ดื่มแล้วขับ...ถ้าคุมประพฤติจะถูกให้พักใบอนุญาตขับขี่ไม่น้อยกว่า 6 เดือน ต้องทำงานบริการสังคม ต้องเข้ารับการอบรมในหลักสูตร “การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม” ภายใต้การดูแลของเจ้าพนักงานคุมประพฤติ

กรณีดื่มแล้วขับ...ทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บหรือได้รับอันตรายจำคุกไม่เกิน 2 ปี...ปรับไม่เกิน 20,000-40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งพักใบอนุญาตขับขี่ไม่น้อยกว่า 6 เดือน

กรณีดื่มแล้วขับ...ทำให้ผู้อื่นได้รับอันตรายบาดเจ็บสาหัส จำคุก 2-6 ปี...ปรับ 40,000-100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับและให้ศาลสั่งพักใบอนุญาตขับขี่ไม่น้อยกว่า 1 ปี

กรณีดื่มแล้วขับ...ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จำคุก 3-10 ปี ...ปรับ 60,000-200,000 บาท และให้ศาลเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่

ข้อแนะนำสำหรับ “ผู้ขับรถ” เรื่อง...“การดื่มสุรา” แน่นอนว่า สำคัญที่สุด...ไม่ควรดื่มสุราหากต้องขับรถ หากรู้ว่าต้องเดินทางไปสังสรรค์และดื่มสุรา ควรหลีกเลี่ยงการขับรถไปเอง

“หากดื่มสุราไม่ควรขับรถเอง ควรให้ผู้ที่ไม่ดื่มสุราขับรถไปส่ง หรือใช้บริการรถโดยสาร หรือแท็กซี่...หากดื่มสุราควรหยุดพักให้หายเมาก่อนขับรถ”

ดีที่สุด...ควรลด ละ เลิก การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อลดอุบัติเหตุทางถนนและไม่เป็นสาเหตุให้ผู้อื่นเดือดร้อน บาดเจ็บ หรือเสียชีวิตจากการขาดสติของตนเอง

“ลดความเร็ว...ลดความเสี่ยง” ความเร็วจำกัดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ระบุว่า รถยนต์และรถจักรยานยนต์ อยู่ที่ไม่เกิน 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในเขตเทศบาล กรุงเทพฯ และเมืองพัทยา รถบรรทุกและรถโดยสาร ไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นอกเขตเทศบาลไม่เกิน 60 กิโลเมตร
ต่อชั่วโมง ในเขตเทศบาล กรุงเทพฯ และเมืองพัทยา...สำหรับ

รถพ่วงลากจูง ความเร็วไม่เกิน 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นอกเขตเทศบาล และไม่เกิน 45 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในเขตเทศบาล กรุงเทพฯและเมืองพัทยา

“โดนแน่...ถ้าคุณขับรถซิ่ง”...หากรถวิ่งในความเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด มีความผิดตามกฎหมาย มาตรา 67 ต้องโทษปรับตั้งแต่ 200-500 บาท อัตราตามข้อกำหนดปรับไม่เกิน 1,000 บาท ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 และการเปรียบเทียบปรับผู้กระทำผิด ให้เป็นไปตามข้อกำหนดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ขับรถเร็วสร้างความเสี่ยง...ความสูญเสียต่อตนเอง ครอบครัว สังคม...เป็นพฤติกรรมเสี่ยง อันตรายถึงชีวิต...มีโทษตามกฎหมาย “ลดความเร็ว=ลดความเสี่ยง”...ลดค่าใช้จ่าย ปลอดภัย ประหยัดพลังงาน

ตั้งสติก่อนสตาร์ต...ขับขี่ปลอดภัย ลดอุบัติเหตุ...ลดความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นกับชีวิต ทรัพย์สินทั้งของเราเองและผู้ร่วมทางได้ทุกวัน ทุกขณะเวลา.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้