วันศุกร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เปิดวิสัยทัศน์ กล้าฉีกกรอบ เคล็ดลับนักธุรกิจรุ่นใหม่

ในรอบปีนี้ ที่น่าจับตามองชนิดห้ามกะพริบตา

นอกจากเรื่องการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของเทคโนโลยี โดยเฉพาะสมาร์ทโฟนและโซเชียลเน็ตเวิร์กที่ทำให้โลกหมุนเร็วยิ่งขึ้นและส่งผลกระทบในวงกว้างต่อทุกส่วนของประเทศไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมแล้ว

ยังเป็นเรื่องของเส้นทางความสำเร็จของคนรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จในโลกธุรกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็วพร้อมๆไปกับการพัฒนาของเทคโนโลยี

คนรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จเหล่านี้ส่วนใหญ่ได้มีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ วิถีการทำธุรกิจแบบใหม่ๆเข้ามาดำเนินธุรกิจ จนช่วยให้ประสบความสำเร็จ

สำหรับนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จในปี 2560 นี้ และดูเหมือนจะไปโลดยิ่งขึ้นในปีต่อๆไปนั้น สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท

คือ 1.นักธุรกิจรุ่นใหม่ที่สานต่อยอดธุรกิจครอบครัวให้ยิ่งเติบโตแตกหน่อไปมากยิ่งขึ้น

และ 2.นักธุรกิจรุ่นใหม่ที่สร้างตัวเองมาจากศูนย์ จากนั้นได้พัฒนาตนเองจนเติบโตทวีคูณ

เป็นที่น่าสังเกตว่า นักธุรกิจรุ่นใหม่ทั้ง 2 ประเภทนี้ล้วนแต่มีจุดร่วมเหมือนกันคือความมุมานะ ความมีวิสัยทัศน์ ความกล้าในการฉีกกรอบ รู้จักประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ

รวมทั้งการรู้จักคว้าโอกาสหรือพลิกโอกาสให้กลายเป็นบันไดทองนำไปสู่ความสำเร็จ

และต่อไปนี้คือส่วนหนึ่งของนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จในยุค 4.0

อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา

อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ซีอีโอ “คิง เพาเวอร์” หรือ “ต๊อบ” เป็นบุตรชายคนเล็กของครอบครัวศรีวัฒนประภา ที่พิสูจน์ฝีมือการต่อสู้และความอดทนกับการบริหารจัดการสโมสรทีมฟุตบอลเล็กๆที่ชื่อ “เลสเตอร์ซิตี้” ในดิวิชั่น 1 ของอังกฤษให้ขึ้นมาสู่ชั้นพรีเมียร์ลีก จนสามารถคว้า “แชมป์พรีเมียร์ลีก” ของอังกฤษได้ในปี 2016

เขาเป็นลูกชายอีกคนที่เดินเคียงบ่าเคียงไหล่กับบิดามาจนเป็นมือไม้ที่ทำให้วิชัยสามารถลบคำสบประมาทได้สำเร็จ และสิ่งนั้นทำให้อัยยวัฒน์ ซึ่งมีอายุเพียง 30 ปี ได้รับเลือกจากครอบครัวให้มารับไม้ต่อในธุรกิจดั้งเดิมคือดิวตี้ฟรี (ร้านค้าปลอดภาษี) ที่บิดาสร้างขึ้นในตำแหน่งซีอีโอคนใหม่

วันที่อัยยวัฒน์ กับ วิชัย ตัดสินใจลงทุนซื้อทีมฟุตบอลราคา 40 ล้านปอนด์ เขาทั้งสองคนต้องปลุกปั้นนักฟุตบอลของเขา และเปลี่ยนแปลงอะไรต่ออะไรหลายอย่างอยู่นานหลายปี กระทั่งเขามีค่าใช้จ่ายที่ลงทุนไปสูงถึง 103 ล้านปอนด์ แต่ด้วยการทำงานอย่างหนัก และเปลี่ยนแรงกดดันเป็นแรงกระตุ้นการทำงานเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายของบิดา ในที่สุด อัยยวัฒน์ก็คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกของอังกฤษมาให้วิชัยสำเร็จ

วันนี้ อัยยวัฒน์กำลังถูกท้าทายใหม่ด้วยโจทย์ที่บิดาให้คือ ปรับเปลี่ยนโฉมหน้าของคิง เพาเวอร์ รางน้ำ ใหม่ให้เป็นสถานที่ที่ไม่ใช่แค่ดิวตี้ฟรีของนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ต้องเป็นศูนย์รวมความหลากหลาย และบริการที่จะให้แก่คนไทยได้ด้วย

อัยยวัฒน์ทำสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่งด้วยการปรับเปลี่ยนดิวตี้ฟรีของบิดาให้เป็นทั้งร้านค้าปลอดภาษี และแหล่งรวมอาหารรสเลิศของคนไทยที่ใครๆไปก็ต้องติดใจ

และในปีที่ผ่านมา วิชัยขยับขึ้นมาเป็น 1 ใน 5 ของอภิมหาเศรษฐีของนิตยสาร Forbes จากธุรกิจที่เติบโตสูงถึง 20% เพิ่มขึ้นเกือบ 50,000 ล้านบาทจากเมื่อ 5 ปีก่อนที่มีสินทรัพย์รวมกว่า 89,000 ล้านบาท

กวิน กาญจนพาสน์

กวิน กาญจนพาสน์ ซีอีโอ บริษัท VGI Global จำกัด (มหาชน) หรือในชื่อจริง “เควิน” (Kavin) อพยพย้ายถิ่นฐานจากฮ่องกง เข้ามาช่วยบิดาของเขา “คีรี กาญจนพาสน์” ซีอีโอของรถไฟฟ้าบีทีเอส เมื่อมีอายุเพียง 33 ปี หรือประมาณ 7-8 ปีที่แล้ว

เขาเป็นนักเรียนอังกฤษ และตัดสินใจกลับมาช่วยบิดาในช่วงเวลาที่การทำธุรกิจรถไฟฟ้าของ BTS กำลังลำบากที่สุด เพราะเป็นช่วงหลังการฟื้นฟู และต้องควบรวมกิจการกันระหว่าง BTS กับธนายง เจ้าของธนาซิตี้ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่คีรีสร้างขึ้นที่บางนา และไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่ตั้งใจไว้

กวิน กับ คีรี เป็นเสมือนสหายรักที่ร่วมกันแก้ปัญหาในแบบเคียงบ่าเคียงไหล่กันมา

จนกระทั่งมังกรจากฮ่องกงกลับมาผงาดขึ้นอีกครั้ง ด้วยการต่อยอดตามคอนเซปต์ที่ทั้งคู่วางเข็มทิศไว้คือ ทำธุรกิจทุกอย่างของพ่อให้เป็น Exclusive เพื่อเสริมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่บีทีเอสมีที่ดินถึง 3,000 ไร่

เริ่มจากเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ที่ช่วยคีรีดูแลธุรกิจหลักอันได้แก่ 1.การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน 2.ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ 3.ธุรกิจโรงแรม และการบริหารโรงแรม และ 4.ธุรกิจโฆษณามีเดีย และบริการที่เขาใช้บัตร Rabbit เป็นฐานในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ธุรกิจเดิมของพ่อ และเชื่อมโยงการให้บริการแก่ลูกค้าของ BTS ด้วยการร่วมลงทุนกับธุรกิจอื่นที่มีความเชี่ยวชาญกว่า

เช่น ร่วมมือกับเทสโก้ โลตัส ร่วมกับ แสนสิริ ทำคอนโดมิเนียมในโครงการ The Line ติดเส้นทางรถไฟฟ้าทั้ง BTS สายหลักที่วิ่งผ่าเมือง จนถึงสายสีเขียวที่ BTS รับบริหาร และสายสีเหลืองกับสายสีชมพูที่ประมูลได้มา

วันนี้ ธุรกิจของสองพ่อลูกที่คีรียอมรับว่าเขาเหมือนตนมาก แต่กวินมีความรอบคอบ และ conservative มากกว่าตนเองนั้น น่าจะมีมูลค่าลงทุนเกินกว่า 500,000 ล้านบาท เฉพาะรถไฟฟ้า ยังไม่นับธุรกิจหลักอีก 3 ประเภทซึ่งทำให้คีรีขึ้นทำเนียบ 1 ใน 10 มหาเศรษฐีของนิตยสาร Forbes

เฉลิมชัย มหากิจศิริ

ในฐานะที่ “กึ้ง เฉลิมชัย” เป็นลูกชายคนเดียวของ “ประยุทธ มหากิจศิริ” จึงเป็นคนหลักที่ต้องดูแลธุรกิจมูลค่าแสนล้านของครอบครัว ทั้งการต่อยอดธุรกิจเนสกาแฟ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ สนามกอล์ฟ ที่ดินและคอนโดมิเนียม ซึ่งบริษัทที่พ่อก่อร่างสร้างมาเขาบอกว่ามีวัฒนธรรมความคิดขององค์กรอยู่ แต่ว่าแต่ละยุคความคิดย่อมแตกต่างกัน จึงต้องใช้ความเข้าใจและหาจุดลงตัวในการปรับให้ดีขึ้น

“เฉลิมชัย” ยังนั่งในตำแหน่งซีอีโอของบริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ (TTA) ซึ่งเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ หลังจากเทกโอเวอร์มาเมื่อ 5 ปีก่อน โดย TTA เป็นบริษัทที่หาลู่ทางการลงทุนในธุรกิจที่น่าสนใจ มีบริษัทลูกที่มีสายงานแตกต่างกันไป เช่น บริษัททำธุรกิจเดินเรือ บริษัทธุรกิจพลังงานนอกน่านน้ำ บริษัทถ่านหิน และท่าเรือต่างๆ อีกทั้ง 5-6 เดือนที่ผ่านมาได้เข้าไปเทกโอเวอร์พิซซ่า ฮัท พร้อมมีเป้าขยายสาขาเพิ่มอีก 100 สาขาภายใน 3 ปี

“การเปลี่ยนแปลงของช่วงสมัยนี้ที่ผมเรียกว่า Digitalization มีเทคโนโลยีเข้ามาใหม่และเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ทำให้ต้องปรับตัวและลงทุนในธุรกิจดิจิทัล และบล็อกเชนเช่นกันด้วย”

ขณะเดียวกันเขามีบริษัท โฟร์ วัน วัน เอนเตอร์เทนเม้นต์ ที่ทำส่วนตัวด้วยใจรักมาตลอด 8 ปี เริ่มต้นจากเอาดาราเกาหลีมาเล่นละครไทย และสรรหาธุรกิจที่เป็นบลู โอเชี่ยน สถานะที่ออกมาอาจไม่มีกำไรเท่าไหร่ แต่ได้สร้างโอกาสให้บริษัทได้ทำงานกับทางเกาหลีใต้ที่เห็นว่าเรากล้าลงทุน จึงได้รับความไว้วางใจจากทางเกาหลีใต้ให้เป็นออกาไนเซอร์การจัดคอนเสิร์ตของดารา นักร้องเกาหลีใต้ที่ทำมานานที่สุด

ที่เหลือจากนี้เขายังเปิดร้านอาหารคิวชู จังกะระ ราเมน และร้านขนมมาการองชื่อดังจากฝรั่งเศส “ปิแอร์ แอร์เม่ ปารีส” อีกด้วย

พิธาน องค์โฆษิต

“พิธาน องค์โฆษิต” หรือ “แอมป์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท เคซีอี อิเล็กทรอนิกส์ จำกัด (มหาชน) เคยบอกกับ “ทีมเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” ว่าเขาไม่ได้รับตำแหน่งมาด้วยฝีมือ แต่มาด้วยโชคล้วนๆ เพราะเป็นลูกของ “บัญชา องค์โฆษิต” ผู้ก่อตั้งบริษัท

แต่หลังเข้าดำรงตำแหน่งซีอีโอเคซีอี ตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา ผลประกอบการและกำไรของผู้ผลิตแผงวงจรเบอร์ 1 ในประเทศไทยรายนี้เติบโตต่อเนื่องเฉลี่ย 10-15% ต่อปี จนทำให้เขาคว้าตำแหน่ง Young Rising Star CEO คนแรกจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อปี 2559

ปีที่ผ่านมา เคซีอี ซึ่งเป็นผู้ผลิตแผงวงจรสำหรับรถยนต์ 1 ใน 5 รายใหญ่ของโลก มียอดขาย 14,000 ล้านบาท สินทรัพย์ 17,000 ล้านบาท มาร์เก็ตแคป 62,000 ล้านบาท

ก่อนขึ้นดำรงตำแหน่ง พิธานผ่านด่านทดสอบความสามารถ ตั้งแต่แก้ปัญหาขาดทุน ต่อรองเรื่องเงินเดือนและโบนัสกับสหภาพแรงงานที่ต้องการขึ้นเงินเดือนและได้รับโบนัส แม้กิจการจะขาดทุน ไปจนถึงการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการบริหารจัดการ 100% เต็ม เพื่อควบคุมต้นทุนให้ได้ดีขึ้น จนปัจจุบัน แผ่นวงจรพิมพ์ของเคซีอีมีคุณภาพคับแก้ว 1 ล้านชิ้น เสียไม่เกิน 3 ชิ้น

ผลงานทั้งหมด ทำให้พิธานได้รับความไว้วางใจจากบอร์ดให้ดำรงตำแหน่งซีอีโอ ขณะที่บิดาของเขาหันไปดูงานด้านวิจัยและพัฒนา (R&D) ที่ถนัดแบบเต็มตัว ส่วนพี่ชายช่วยดูแลงานด้านไอทีทั้งหมด

ด้วยสามประสานความแกร่งดังกล่าว พิธานบอกว่า เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เคซีอีแข่งขัน ได้อย่างเข้มแข็ง เคียงบ่าเคียงไหล่คู่แข่งอย่างจีน ไต้หวัน และญี่ปุ่น เพราะวิจัย พัฒนา และใช้เทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง

นอกจากกำลังคิดค้น พัฒนา เพื่อผลิตแผ่นวงจรพิมพ์รองรับยานพาหนะในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้าไปจนถึงรถยนต์ไร้คนขับ รวมทั้งโดรนแล้ว พิธานยังมองโอกาสในธุรกิจอื่นๆ ทั้ง Wearable Device (อุปกรณ์สวมใส่ที่เชื่อมกับอินเตอร์เน็ต คอมพิวเตอร์ หรือ สมาร์ทโฟน)ที่กำลังเป็นเทรนด์ของโลก หรือ Internet of Things (อุปกรณ์ต่างๆที่สามารถสั่งการควบคุมการใช้งานผ่านอินเตอร์เน็ต)

เพื่อให้เป้าหมายรายได้แตะ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯในปี 2564

ชานนท์ เรืองกฤตยา

“ชานนท์ เรืองกฤตยา” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) วัย 43 ปี ถือเป็นอีก 1 ลูกไม้หล่นใต้ต้น ที่มีเรื่องราวน่าเล่าขาน

ในฐานะบุตรชายคนโตของ “ชนัฏ เรืองกฤตยา” อดีตกรรมการผู้จัดการ บริษัท กรีนวัลเล่ย์ จำกัด “ชานนท์” เลือกที่จะสร้างอาณาจักรของตัวเองขึ้นมาใหม่ในวงล้อมของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เช่นเดียวกับบิดาในนามอนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ ซึ่งวันนี้ดำเนินธุรกิจมาครบ 17 ปีเต็ม มีพนักงานทั้งสิ้น 1,200 คน มีรายได้ 16,000 ล้านบาท ยอดการรับรู้รายได้ (ยอดโอน) มากกว่า 20,000 ล้านบาท

นอกเหนือจากการเป็นผู้บุกเบิกคอนโดมิเนียมแนวรถไฟฟ้ารายแรกๆในนาม Ideo เพราะเชื่อในความสะดวกสบายในการเดินทางของคนกรุงแล้ว อนันดา ซึ่งกระจายหุ้นอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯยังเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายแรกๆของไทยที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารจัดการในระดับเข้มข้น

ออฟฟิศของอนันดาที่อาคารเอฟวายไอ ถนนพระราม 4 ถือได้ว่าเป็นออฟฟิศที่ทันสมัยที่สุดในเอเชีย (ข้อมูล ณ เดือน พ.ค. 2560) นอกจากเทคโนโลยีล่าสุดจากทั่วโลกแล้ว บรรยากาศ และการตกแต่งยังแฝงไว้ซึ่งความร่าเริง สนุกสนาน มีทั้งก๊อดซิลล่าตัวเขื่องและเตียงนอนตั้งกลางออฟฟิศ

เพราะเขาเชื่อว่า องค์กรยุคใหม่ต้องทำลาย (Disrupt) ตัวเองให้ได้ก่อน พนักงานรวมถึงผู้บริหารจึงไม่มีโต๊ะ-ห้องทำงานประจำ ไม่มียศ ตำแหน่ง ลดขั้นตอนบังคับบัญชา ทำองค์กรให้แบนราบ ลดปัญหาการสื่อสาร

เขายังมีเป้าหมายที่จะปรับให้อนันดา ซึ่งอยู่ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ กลายเป็นบริษัทเทคโนโลยี เพื่อที่จะสามารถเติบโตได้ในลักษณะก้าวกระโดด

“ชานนท์” จึงเต็มที่มากกับการลงทุนด้านนวัตกรรม เพื่อให้แน่ใจว่ามันจะฝังอยู่ในทุกองคาพยพ รวมทั้งตัวพนักงาน

วรสิทธิ อิสสระ

“วรสิทธิ อิสสระ” หรือ “ปลาวาฬ” ผู้บริหารหนุ่มรุ่นใหม่ วัย 36 ปี ชื่อนี้คงคุ้นหูไม่ใช่น้อยจากการที่เป็นผู้ปลุกปั้นสร้างแบรนด์ “ศรีพันวา” โครงการบ้านพักตากอากาศ และโรงแรมหรูระดับ 5 ดาวสไตล์พูลวิลล่าให้ติดอันดับที่พักที่นักท่องเที่ยวหลายๆคนฝันต้องไปพักสักครั้งเมื่อเดินทางไปจังหวัดภูเก็ต ซึ่งปีนี้ศรีพันวา ภูเก็ต ก็ก้าวสู่ปีที่ 14

โดยความสำเร็จนั้น เกิดมาจากความทุ่มเทและตั้งใจทำสิ่งนั้นอย่างเต็มกำลัง โดยเขาจะเป็นคนที่คิดทำอะไรก็ตามสิ่งนั้นจะต้องเป็นอะไรที่สมบูรณ์แบบที่สุด เพื่อเวลาที่ทำสิ่งนั้นออกมาแล้วยืนยันได้ว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดผ่านการคิดอย่างละเอียดมีความสุขทั้งผู้ทำและผู้ได้รับ

“ในช่วง 8 ปีแรกที่เปิดศรีพันวา ผมจะใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นเป็นหลัก เพื่อคอยดูแลหากเกิดปัญหาอะไรขึ้น เดินตรวจไซต์งาน ประชุมงาน รวมถึงตรวจดูครัว ดูห้องพัก ให้มีความ พอดีที่สุดไว้รองรับลูกค้า”

“ปลาวาฬ” เล่าว่า ความท้าทายที่มาต่อยอดธุรกิจในครั้งนี้ คือการสร้างทีมงาน พนักงานขึ้นมาใหม่เพื่องานบริการโดยตรง ซึ่งก็ไม่มีพื้นฐานด้านนี้มาก่อน เพราะธุรกิจหลักที่บ้านคือพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ บริษัท ชาญอิสสระ ดีเวล็อปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งก็ไม่เคยทำด้านโรงแรมมาก่อน ซึ่งก็ต้องใช้เวลาอยู่นานเพื่อสร้างทีมพนักงานให้ออกมาเป็นอย่างที่เราต้องการ

“การบริหารงานของผมนั้นจะใส่ใจในทุกเรื่อง ถึงขนาดจำชื่อพนักงานทุกคนให้มากที่สุด ตอนนี้น่าจะจำได้ 80% ซึ่งการที่จำชื่อลูกน้องได้ ก็เป็นหลักบริหารอย่างหนึ่งของผม แสดงความเป็นกันเอง เพื่อให้เวลาที่เขามีปัญหาจากการทำงานก็กล้าที่จะเข้ามาพูดคุยกับเรา โดยไม่รู้สึกกลัว มองเราเป็นครอบครัวเดียวกัน”

ณัฐวุฒิ พึงเจริญพงศ์

ณัฐวุฒิ พึงเจริญพงศ์ หรือ “หมูอุ๊กบี” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้งบริษัท อุ๊กบี จำกัด เป็นหนึ่งในผู้ฝ่าด่านหินเข้ามาติดโผในฐานะสตาร์ตอัพไทยรายแรกๆ ที่สามารถสะกดคำว่า “ประสบความสำเร็จ” ได้อย่างเต็มปากเต็มคำ นับตั้งแต่ก่อตั้งเมื่อปี 2553

เพราะ ณ วันนี้ อุ๊กบี (Ookbee) มีมูลค่าตลาดรวมหรือมาร์เก็ตแคป ไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท

อุ๊กบี ซึ่งเริ่มต้นจากการให้บริการอี-บุ๊ก (e-Book) หรือหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ทำธุรกิจอยู่ใน 5 ประเทศ ได้แก่ ไทย มาเลเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ด้วยฐานลูกค้าใช้งานประจำราว 6 ล้านคน จากจุดเริ่มต้นที่เขาและเพื่อนรวม 5 คน ช่วยกันก่อตั้งบริษัท

ปัจจุบัน อุ๊กบีมีพนักงานทั้งสิ้น 400 คน ขยายสายธุรกิจออกไปสู่การให้บริการอ่านการ์ตูนออนไลน์ ฟังเพลงออนไลน์ (Fungjai) รวมทั้งบริการเว็บนิยายแชตที่ใช้ชื่อว่า “จอยลดา”

และล่าสุดยังเพิ่งได้ร่วมงานกับหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ในโปรเจกต์ “หนังสือพิมพ์มีชีวิต” เพื่อถวายอาลัยแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ด้วย

วันนี้ หมูอุ๊กบีในวัย 39 ปี บอกว่า เขามาไกลกว่าที่คิด แต่ก็ยังมีเป้าหมายที่จะไปให้ถึงทั้งการนำอุ๊กบีเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ รวมทั้งการปลุกปั้นให้โอกาสสตาร์ตอัพไทย เพื่อก้าวเข้าสู่ตลาดโลก

ยอด ชินสุภัคกุล

นาทีนี้ ถ้าเอ่ยชื่อ “วงใน” เชื่อเลยว่าคนส่วนใหญ่ต้องนึกถึง “การรีวิวร้านอาหาร”

“ยอด ชินสุภัคกุล” เขาคือผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จดังกล่าว ปัจจุบันนั่งแท่นในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้งบริษัท วงใน มีเดีย จำกัด

ย้อนหลังกลับไปเมื่อปี 2553 ยอดและเพื่อนอีก 3 คน ซึ่งเรียนด้วยกันที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เริ่มต้นก่อตั้ง “วงใน” (Wongnai) แอพพลิเคชั่นและเว็บไซต์ค้นหาและรีวิวร้านอาหารของไทย เพราะเห็นว่าบริการนี้ยังไม่มีในประเทศไทย

จากความสำเร็จของ “วงใน” ที่เริ่มต้นจากการเป็นสตาร์ตอัพทำแอพพลิเคชั่นและเว็บไซต์ค้นหาและรีวิวร้านอาหาร ปัจจุบันได้แตกหน่อขยายบริการสู่กลุ่มความงาม-สปา (Beauty), Cooking และส่งอาหารร่วมกับไลน์แมน ล่าสุดเพิ่งเข้าซื้อเว็บข่าวไอทีอย่าง “บล็อกนัน” และ “แบรนด์อินไซด์” เพื่อขยายองคาพยพสู่ธุรกิจสื่อ

โดยปีนี้ “วงใน” มีรายได้ราว 150 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อนหน้า 70% และเริ่มต้นทำกำไรแม้จะเป็นตัวเลขหลักเดียว ภายใต้ฐานสมาชิกที่ราว 3 ล้านคน ผู้ใช้งานประจำเดือนละ 700,000 คน ส่วนในปี 2561 ตั้งเป้ารายได้เติบโต 60% กำไร 10%

“ยอด” บอกว่า ปีหน้าจะเป็นปีที่สำคัญของ “วงใน” เพื่อแต่งตัวเข้าตลาดหุ้น จึงจะขยายงานเต็มสูบ เพิ่มบริการสู่กลุ่มท่องเที่ยว ให้ “วงใน” เป็นแอพพลิเคชั่นตอบรับไลฟ์สไตล์ครบวงจร

อุษณีย์ มหากิจศิริ ลีโอณีโอ

“คุณตุ๊ก” อุษณีย์ มหากิจศิริ ลีโอณีโอ ประธานกรรมการ บริษัท คิง ฟูด กรุ๊ป จำกัด ถือเป็น หนึ่งในนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่มาแรง ได้พัฒนาด้วยตัวเองจากศูนย์จนมีสินค้าอยู่ในพอร์ตมากถึง 6 แบรนด์

ที่โด่งดังมากสุดเห็นจะเป็นการคว้าสิทธิ์โดนัทสัญชาติอเมริกา “คริสปี้ ครีม” ได้สร้างปรากฏการณ์คนแห่เข้าคิวรอซื้อจนแถวยาวเหยียดล้นออกมานอกศูนย์การค้า และเกิดธุรกิจใหม่คือ รับจ้างต่อคิวซื้อขนม

วันนี้ อาณาจักร “คิง ฟูด กรุ๊ป” ผู้นำเข้าและเจ้าของลิขสิทธิ์แฟรนไชส์แบรนด์อาหารและเบเกอรี่ชื่อดังจากทั่วโลก ได้ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ มีสินค้าประเภทอาหาร เบเกอรี่ และเครื่องดื่ม รวมมากถึง 6 แบรนด์

ประกอบด้วย คริสปี้ ครีม ที่ได้ลิขสิทธิ์แฟรนไชส์จากสหรัฐอเมริกา, ซินนาบอน ได้ลิขสิทธิ์แฟรนไชส์จากสหรัฐอเมริกา, บูลโกกิ บราเธอร์ส ได้ลิขสิทธิ์แฟรนไชส์จากเกาหลีใต้, พาย เฟสซ์ ได้ลิขสิทธิ์แฟรนไชส์จากออสเตรเลีย, แจมบาร์ จูซ น้ำผลไม้ปั่น ได้ลิขสิทธิ์แฟรนไชส์จากสหรัฐอเมริกา และ ไอฮ็อป ร้านน้ำผลไม้ ได้ลิขสิทธิ์แฟรนไชส์จากสหรัฐอเมริกา มีสาขารวมทุกแบรนด์มากกว่า 50 สาขาทั่วประเทศ

เมื่อปี 2559 ทำรายได้รวมถึง 700 ล้านบาท

เจ้าแม่คริสปี้ ครีม เมืองไทย เล่าว่า ความสำเร็จของคิง ฟูด กรุ๊ป อยู่ที่การได้ทำในสิ่งที่ชอบ ได้ทำธุรกิจที่รัก และมีความสุขในทุกๆวันที่ทำ พร้อมนำพาธุรกิจก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

รรินทร์ ทองมา

“รรินทร์ ทองมา” หรือ “ต้า O&B” นักธุรกิจสาววัย 33 ปี ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อาเทอแอนด์บุค จำกัด เจ้าของเว็บไซต์ www.otherandbook.com และเจ้าของแบรนด์เครื่องแต่งกาย รองเท้า กระเป๋า “O&B” ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมของวงการแฟชั่นในขณะนี้ โดยตั้งแต่ดำเนินธุรกิจมา บริษัทสร้างรายได้แตะ 400 ล้านบาทในปี 2560

รรินทร์เล่าว่า เริ่มทำธุรกิจเครื่องแต่งกาย กระเป๋า รองเท้า แบรนด์ O&B จากความชอบส่วนตัว โดยเฉพาะรองเท้า ลักษณะส้นแบนทรงบัลเล่ต์ เพราะเป็นคนชอบมาตั้งแต่สมัยเรียน โดยรองเท้า O&B มีให้เลือก 50 เฉดสี

ส่วนการขายนั้น เริ่มจากขายออนไลน์ ผ่านเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม (ไอจี) เว็บไซต์ ช่วงแรกยอดขายผ่านเฟซบุ๊ก ไอจี พุ่งกระฉูดทุกวัน จนทุกวันนี้ยอดขายผ่านเฟซบุ๊ก และไอจี ก็ยังคงอยู่ แต่ยอดขายผ่านเว็บไซต์ของ O&B เอง ก็ได้รับความนิยมมากขึ้น นั่นเป็นเพราะ O&B ได้พัฒนาระบบรองรับการสั่งซื้อผ่านเว็บไซต์ให้สะดวกรวดเร็ว และความน่าเชื่อถือของสินค้า O&B ด้วย

“ปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เราต้องหากลยุทธ์ ต้องปรับตัวตลอดเวลา ในอดีตการซื้อรองเท้า ต้องไปที่ร้าน ไปลองจนกว่าจะพอใจ แต่ O&B ก็มาเปลี่ยนพฤติกรรม เน้นการซื้อออนไลน์ ซึ่งช่วงแรกไม่มีหน้าร้าน แต่เมื่อขายระยะหนึ่ง ก็มีหน้าร้าน ให้คนมาลอง บางคนก็ซื้อกลับไป บางคนก็กลับไปสั่งซื้อผ่านออนไลน์”

รรินทร์ กล่าวด้วยความภูมิใจว่า ที่บ้านไม่มีใครทำธุรกิจเลย จึงไม่มีพื้นฐานการทำธุรกิจมาก่อน เดิมทำงานประจำ แต่ก็ลาออก เพราะอยากเป็นเจ้าของธุรกิจ อยากเป็นนายตัวเอง ที่ผ่านมาก็ลองทำมาหลายอย่าง มีล้มเหลวบ้าง แต่ก็ไม่ท้อ เพราะด้วยความตั้งใจที่จะเป็นเจ้าของธุรกิจจึงฮึดสู้

กุลพัชร์ กนกวัฒนาวรรณ

“เมย์ อาฟเตอร์ ยู” หรือ “กุลพัชร์ กนกวัฒนาวรรณ” ผู้ก่อร่างสร้างธุรกิจขนมหวานและเบเกอรี่ ภายใต้แบรนด์ “อาฟเตอร์ ยู” (After You) ที่แสนจะโด่งดัง มีผู้คนมายืนต่อคิวรอหน้าร้านแทบจะทุกสาขา ทั้งยังสามารถผลักดันตัวเองเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยได้สำเร็จ

ปัจจุบันนั่งเก้าอี้ตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท อาฟเตอร์ ยู จำกัด (มหาชน) ถือเป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่อายุน้อยที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก

คุณเมย์เล่าว่า ความสำเร็จในการทำธุรกิจอยู่ที่ได้ทำในสิ่งที่ชอบคือ “ขนม” และมีความสุข สนุกกับการทำงานในทุกๆวัน

“เป้าหมายไม่ได้อยู่ที่จะหาเงินในแต่ละวันให้ได้จำนวนมากๆ แต่อยู่ที่ความสุขที่ได้ทำขนม ซึ่งถือเป็นการนำเอาความชอบ มาสู่การพัฒนาธุรกิจอาฟเตอร์ ยู ก็ว่าได้”

เริ่มเปิดร้านสาขาแรกที่ เจ อเวนิว ทองหล่อ ช่วงปลายปี 2550 ขนาดพื้นที่ 100 ตร.ม. ใช้เงินลงทุน 4.5 ล้านบาท จากนั้นก็ขยายมาเรื่อยๆ พร้อมๆกับยอดขายและผลกำไรที่เติบโตเพิ่มขึ้นด้วย สำหรับปี 2560 งวด 9 เดือน ทำรายได้ 517 ล้านบาท เติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 18.5% กำไร 95 ล้านบาท เติบโต 26.61%

คุณเมย์เล่าว่า จุดแข็งที่ทำให้อาฟเตอร์ ยู ยังเป็นที่ต้องการและได้รับการตอบรับจากกลุ่มลูกค้าทุกเพศ ทุกวัยอย่างหนาแน่น ยังต่อคิวยาวตลอดระยะเวลา 10 ปี คือ รสชาติความอร่อย ใช้วัตถุดิบคุณภาพ มีมาตรฐานทุกสาขา ในราคาที่ทุกคนเอื้อมถึง

อิทธิพัทธ์ พีระเดชาพันธ์

จากเด็กติดเกมวัย 19 มีหัวธุรกิจชอบค้าขาย หาเงินเองตั้งแต่วัยเรียน ทำมาหลายอย่างจับพลัดจับผลูมาขายสาหร่าย เพื่อวางเสริมในร้านขายเกาลัดของตัวเอง แต่ขายดีหนักมากจนเห็นโอกาส จึงคิดผลิตเอง ตั้งโรงงานปิ้งย่างทอดสาหร่ายกันหลังบ้านพร้อมหน้าพ่อแม่ลูกแล้วนำไปฝากขายตามร้านค้าต่างๆ

13 ปีหลังจากนั้น วันนี้ธุรกิจ “สาหร่ายเถ้าแก่น้อย” นอกจากจะเขย่าวงการ snack เมืองไทยแล้ว ยังวางขายไปทั่วโลกกว่า 44 ประเทศ ยอดขายปีละกว่า 3,000 ล้านบาท และยังโตขึ้นเรื่อยๆ บริษัทอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ มีมูลค่าหลักทรัพย์ (มาร์เก็ตแคป) ราว 20,000 ล้านบาท!!

“อิทธิพัทธ์ พีระเดชาพันธ์” หรือ “ต็อบเถ้าแก่น้อย” ที่วันนี้อยู่ในวัย 30 ต้นๆ บอกที่มาของความสำเร็จว่า เพราะเขารู้ตัวเองว่าอยากทำอะไรตั้งแต่อายุยังน้อย ซึ่งคนส่วนใหญ่รู้ช้า เมื่อรู้ว่าอยากสร้างธุรกิจด้วยตัวเอง ก็ไม่รอช้ามุ่งมั่นทำทุกอย่างเพื่อเป้าหมาย “เหมือนมีปลายแหลมพุ่งไปที่จุดนั้น” ต็อบเปรียบ

หัวใจของความสำเร็จที่สำคัญ เมื่อรู้เป้าหมายของตัวเองแล้วคือความหิวกระหาย-ใคร่รู้-ไม่ยอมแพ้!!

“ต็อบ” อธิบายว่า เมื่อเห็นว่าสาหร่ายขายดี มีความต้องการมาก เหมือนเห็นแสงสว่างหรือความสำเร็จอยู่ข้างหน้า มันขายได้แน่ๆ เขาจึง “รู้สึกหิวกระหาย” มาก อยากทำให้สำเร็จจึงลุยสู้ ทำทุกอย่าง หาเงินทุนเพื่อขยายกิจการ หาเทคโนโลยีมาพัฒนาและผลิตสินค้า หาข้อมูล ใฝ่รู้ ทำตัวเป็นน้ำครึ่งแก้วตลอดเวลา

ที่สำคัญกล้าเผชิญหน้ากับปัญหา “ไม่ยอมแพ้” แต่ไม่ดันทุรัง!!

“ธุรกิจเถ้าแก่น้อยยังต้องเดินหน้าอีกไกล ผมกำลังหิวกระหายกับการขยายตลาดไปอเมริกาที่มูลค่าตลาดสแนคมากกว่า 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ตอนนี้ไปซื้อโรงงานเพื่อผลิตที่โน่นแล้ว หลังจากเมื่อ 5 ปีก่อน ผมหิวกระหายกับตลาดเมืองจีนที่ตอนนี้ยอดขายก็ยังโตไม่หยุด!!”

สราวุฒิ พรพัฒนารักษ์

หากเอ่ยชื่อบริษัท “ดู เดย์ ดรีม” ถ้าไม่ใช่นักลงทุนในตลาดหุ้น น้อยคนนักที่จะรู้จักแต่หากบอกว่าผลิตภัณฑ์บำรุงผิว “สเนลไวท์” (SNAILWHITE) ไม่เฉพาะสาวไทยเท่านั้นที่ร้อง“อ๋อ!!”

เพราะสินค้าไทยแท้แบรนด์นี้นอกจากยอดขายจะประสบความสำเร็จในไทยแล้ว ยังเป็นสินค้ายอดนิยมของสาวจีนแผ่นดินใหญ่ และชาติเพื่อนบ้านใกล้เคียง

แบรนด์ที่สร้างขึ้นมาเพียง 3 ปี มียอดขายหลักพันล้านและกำลังโตอย่างก้าวกระโดดนี้ เป็นเหตุผลที่ทำให้ “สราวุฒิ พรพัฒนารักษ์” เป็นที่จับตาในฐานะนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่ก่อร่างสร้างธุรกิจด้วยตัวเองจนประสบความสำเร็จ!!

เมื่อเริ่มสร้างผลิตภัณฑ์บำรุงผิว “สเนลไวท์” เขาพุ่งเป้าไปที่การขายและการทำตลาดผ่านออนไลน์โดยใช้สื่อออนไลน์ทุกรูปแบบ จนประสบความสำเร็จทั้งยอดขายและแบรนด์เป็นที่จดจำ!!

ถือเป็นแบรนด์ดังในโลกออนไลน์ ที่รุกคืบกระจายวางขายตามห้างค้าปลีกสมัยใหม่ได้อย่างรวดเร็ว ด้วยการทุ่มเททุกสรรพกำลัง ปูพรมทำโฆษณามาร์เก็ตติ้งทุกรูปแบบทุกช่องทางรวมถึงการทุ่มงบจ้างดาราซุปตาร์ตัวแม่ของวงการเป็นพรีเซ็นเตอร์ จนทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักในวงกว้าง และไปไกลถึงต่างประเทศ

“สราวุฒิ” บอกว่า ความสำเร็จของ “สเนลไวท์” เพราะมีพาร์ทเนอร์ที่ดีที่เขาชักชวนคนเก่งให้เข้ามาร่วมงาน เพื่อทำหน้าที่สำคัญที่ตนเองไม่เชี่ยวชาญโดยเฉพาะด้านการตลาด ขณะที่การวางตำแหน่งของสินค้าและกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนก็สำคัญ รวมถึงการเดินหน้าวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ตลอดเวลาเพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนและมั่นคง!!

ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเคล็ดลับความสำเร็จที่ทำให้ “ดู เดย์ ดรีม” สามารถเข้าระดมทุนเอาเงินในตลาดทุนออกมาขยายกิจการได้มากถึง 4,028 ล้านบาท!!

หิรัญ ตันมิตร

การกำเนิดเปิดร้าน EVE AND BOY เมื่อ 5 ปีก่อนที่ย่านสยามสแควร์ ศูนย์กลางการรวมตัวของวัยรุ่นทั่วฟ้าเมืองไทย ถือเป็นมิติใหม่ของวงการร้านขายเครื่องสำอางในเมืองไทยเลยทีเดียว!!

“บอย-หิรัญ ตันมิตร” 1 ใน 3 ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้บริหาร “EVE AND BOY” ร้านสะดวกซื้อความงาม สัญชาติไทยรายแรก บอกถึงความสำเร็จที่วันนี้ EVE AND BOY เป็นที่รู้จักขายดิบขายดีไม่ว่าจะไปเปิดสาขาที่ไหนมีลูกค้าเข้าออกร้านอยู่ตลอดเวลา แม้วันนี้จะมีสาขาตามห้างใหญ่ในกรุงเทพฯ ถึง 9 สาขา


เริ่มต้นจาก 12 ปีก่อนที่ EVE AND BOY กำเนิดเปิดร้านแรกที่จังหวัดมหาสารคาม บ้านเกิดจนประสบความสำเร็จ และต้องขยายไปเปิดสาขาที่ 2 และ 3 ที่เมืองใหญ่อย่างขอนแก่น ก่อนจะรุกเข้าเมืองหลวง เพื่อมาปักธงเปิด EVE AND BOY สาขาที่ 4 ที่สยามสแควร์ เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ปรากฏว่าได้รับการตอบรับล้นหลาม

“บอย” บอกว่า เราเติบโตมาจากธุรกิจค้าปลีกที่บ้านเป็นร้านโชห่วย และเมื่อมาทำร้าน EVE AND BOY เราทำเองทุกอย่างทุกขั้นตอน และใส่ใจบริการลูกค้า ศึกษาว่าลูกค้าชอบหรือไม่ชอบอะไร เลือกสินค้าเข้าร้านก็เลือกจากความต้องการของลูกค้าเป็นหลักๆ

เราสร้าง EVE AND BOY ให้มีความแตกต่าง นอกจากการตกแต่งร้านที่สวยหรูดูทันสมัยและมีสินค้าที่หลากหลาย มีทุกยี่ห้อทุกแบรนด์ ทั้งแบรนด์ไทยไปจนถึงลักชัวรี่แบรนด์ ที่สำคัญเป็นราคาที่วัยรุ่นสามารถซื้อหาจับต้องได้

ตอบโจทย์ตรงใจขาช็อปรุ่นใหม่ที่ชอบการได้เลือก ได้ลองสินค้าจำนวนมากๆ ก่อนตัดสินใจซื้อ!!


ทีมเศรษฐกิจ