วันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ลูกจ้างปลอมเช็คไปเบิกเงิน ธนาคารจะรับผิดชอบครึ่งเดียว แบบนี้ก็ได้หรอ

สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่านครับ สัปดาห์นี้มีเรื่องที่น่าสนใจ กรณีลูกจ้างปลอมลายมือชื่อของนายจ้างลงในเช็ค และได้นำเช็คที่ปลอมขึ้นมานั้น ไปเบิกเงินออกจากบัญชีธนาคารของนายจ้าง ตลอดระยะเวลากว่าสามปี ลูกจ้างปลอมเช็คทั้งหมด จำนวน 162 ฉบับ นายจ้างสูญเงินไปกว่า 4,700,000 บาท มีประเด็นปัญหาที่น่าสนใจ คือ ลูกจ้างจะมีความผิดในคดีอาญาข้อหาฐานใดบ้าง และในกรณีนี้ธนาคารต้องรับผิดชอบอย่างไร รวมถึงธนาคารจะรับผิดชอบเพียงแค่ครึ่งเดียวตามที่ผู้เสียหายให้สัมภาษณ์ได้หรือไม่

แหล่งที่มาของข่าว https://www.facebook.com/thairath/videos/10156409582107439/


ในกรณีนี้ เมื่อผู้กระทำความผิดเป็นลูกจ้างของผู้เสียหาย และได้ลักเช็คของผู้เสียหายไป จำนวน 162 ฉบับ ดังนั้น ผู้กระทำความผิดจึงมีความผิดในข้อหาลักทรัพย์นายจ้าง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335 (11) การปลอมลายมือชื่อของนายจ้างลงในเช็คมีความผิดข้อหาปลอมเอกสาร และใช้เอกสารปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266(4) 

ในส่วนการนำเช็คปลอมไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารเป็นการหลอกลวงผู้อื่น ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวง ผู้กระทำความผิดจึงผิดฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341 ด้วย เรียกว่า เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทที่มีโทษหนักที่สุด เรียงกระทงลงโทษ เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2617/2529

ในส่วนของค่าเสียหาย ลูกจ้างซึ่งได้ลักเช็คของนายจ้างไปเบิกถอนเงิน ย่อมต้องรับผิดเต็มจำนวนเงินที่ได้เบิกถอนเงินออกจากบัญชีของนายจ้าง พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี 

ในส่วนของธนาคารนั้น ธนาคารมักจะปัดความรับผิดชอบ โดยอ้างว่ามีข้อตกลงตามคำขอเปิดบัญชีกระแสรายวันว่า ธนาคารไม่ต้องรับผิดในการจ่ายเงินตามเช็คในกรณีที่เจ้าของเช็คประมาทเลินเล่อในการเก็บรักษาเช็คเป็นเหตุให้บุคคลอื่นได้เช็คไปและมีผู้ปลอมลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายมาเบิกเงินจากธนาคาร ซึ่งศาลฎีกาเคยมีคำวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวไว้แล้วว่า ธนาคารจะหยิบยกข้อความดังกล่าวมาปัดความรับผิดชอบไม่ได้

อย่างไรก็ตาม การกำหนดค่าสินไหมทดแทนในหนี้ที่เกิดจากการละเมิดแก่ฝ่ายผู้เสียหาย จะมากน้อยเพียงใดต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นข้อสำคัญ คือ ความเสียหายนั้น ได้เกิดขึ้น เพราะฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไร ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 223, 438 และ 442

ดังนั้น จึงต้องพิจารณาข้อเท็จจริงในแต่ละคดีเป็นเรื่องๆ ไป ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น ฝ่ายใดเป็นผู้ก่อให้เกิดขึ้นมากน้อยกว่ากัน โดยศาลจะใช้ดุลพินิจในการพิจารณาตัดสินอีกครั้ง เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2738/2554

กรณีที่เกิดขึ้นจึงเป็นอุทาหรณ์ให้กับนายจ้างเป็นอย่างดี นายจ้างควรมีกระบวนการในการตรวจสอบ เอกสารใบเบิกเงิน เช็ค ยอดเงินในบัญชี ใบเสร็จรับเงินจากคู่ค้า เพื่อให้สอดคล้องกัน และที่สำคัญ คือ ไม่ควรให้พนักงานบัญชี พนักงานการเงิน พนักงานจัดซื้อจัดจ้าง เป็นคนเดียวกัน เนื่องจากจะทำให้กระบวนการตรวจสอบด้อยประสิทธิภาพ ควรแยกพนักงานในแต่ละหน้าที่ให้ชัดเจน ไม่ควรใช้พนักงานแค่คนเดียว แต่ทำหน้าที่หลายอย่าง เนื่องจากจะทำให้ง่ายต่อการทุจริต และยากต่อการตรวจสอบภายในครับ 

สำหรับใครที่มีคำถามข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องกฎหมายและต้องการความช่วยเหลือ หรือมีเรื่องราวดีๆ อยากแบ่งปันประสบการณ์ เมลมาหาผมได้ที่ “คุยกับคนดัง” talktoceleb@trendvg3.com ได้เลยครับ

Facebook: ทนายเจมส์ LK

ทนายเจมส์

สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่านครับ สัปดาห์นี้มีเรื่องที่น่าสนใจ กรณีลูกจ้างปลอมลายมือชื่อของนายจ้างลงในเช็ค และได้นำเช็คที่ปลอมขึ้นมานั้น ไปเบิกเงินออกจากบัญชีธนาคารของนายจ้าง 25 ธ.ค. 2560 10:56 25 ธ.ค. 2560 14:43 ไทยรัฐ