วันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

จะเร่งไป “4.0” ก็ไม่ว่า แต่ต้องแก้ปัญหาเหลื่อมล้ำ

โดย ซูม

ผมได้เขียนแสดงจุดยืนของผมเอาไว้หลายครั้งหลายหนในคอลัมน์นี้ว่า ผมมิได้ขัดข้อง หรือคัดค้านการลงทุนใหญ่ใช้เงินเยอะๆของรัฐบาล (ทุกรัฐบาล) แต่อย่างใดทั้งสิ้น

เพราะก็เล็งเห็นถึงความจำเป็นของรัฐบาลที่จะต้องก้าวเดินไปข้างหน้า ไปสู่ความเจริญต่างๆตามแนวโน้มของโลกที่ไม่หยุดนิ่ง

ดังนั้นไม่ว่าจะลงทุนเรื่องรถไฟความเร็วสูง หรือการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก หรือการจะผลักดันประเทศชาติไปสู่ 4.0 และอีก ฯลฯ ผมก็มิได้ตั้งหน้าตั้งตาที่จะคัดค้าน

เพียงแต่ฝากข้อสังเกตเอาไว้ 2-3 ข้อเท่านั้น เช่น รัฐบาลจะต้องรอบคอบ จะต้องระมัดระวังอย่าให้เป็นการลงทุนที่เกินตัว และต้องมีภูมิคุ้มกันตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9

ถ้าพิจารณาโดยหลักวิชาการอย่างถี่ถ้วนแล้วว่ามันคุ้มทุน และจะมีประโยชน์แก่ประเทศชาติอย่างแท้จริง ไม่ใช่ทำเพื่อหวังประโยชน์ในแง่หาเงินทอนอย่างที่เกิดบ่อยๆในอดีตละก็ ทำไปเถอะ

ส่วนข้อสังเกตประการที่ 2 ของผมก็คือ เมื่อรัฐบาลลงทุนในเรื่องโครงการใหญ่ๆทันสมัยทั้งหลายไปแล้ว ก็จะต้องรู้ด้วยว่าโครงการประเภทนี้มันมีผลดีในระดับหนึ่งเท่านั้น

คนที่ได้ประโยชน์จะมีจำนวนจำกัดมากและไม่ค่อยกระจายไปถึงคนส่วนใหญ่ของประเทศที่ยังล้าหลังและยากจน

พอลงมือทำไปแล้วตัวเลขรายได้ประชาชาติรวมเพิ่มขึ้นก็จริง แต่ส่วนใหญ่แล้วจะไปอยู่ในกำมือของคนกลุ่มน้อยที่ร่ำรวยอยู่แล้ว

ปัญหาเรื่องช่องว่างระหว่างคนกลุ่มบนกับกลุ่มกลางและกลุ่มล่างของประเทศก็จะยิ่งถ่างขึ้นไปอีก

คำว่า “รวยกระจุก จนกระจาย” ก็จะยังอยู่กับประเทศไทยต่อไป และกลับจะทวีมากขึ้นด้วยซ้ำ

นักวิชาการที่ติดตามการพัฒนาประเทศอย่างใกล้ชิด จึงให้ข้อเสนอแนะ ให้ข้อคิดเห็น ให้ระมัดระวังประเด็นนี้มาตลอด และเกือบร้อยทั้งร้อยจะเสนอให้รัฐบาลทำควบคู่กันไป

นั่นก็คือจะตะลุยเรื่องโครงการใหม่โครงการใหญ่สู่ฐานอุตสาหกรรมสู่ฐานเทคโนโลยียุคใหม่ก็เชิญเถิด แต่จะต้องทำเรื่องการกระจายรายได้ หรือการแก้ปัญหาความยากจนควบคู่ไปด้วย

ดังเช่นที่เคยทำมาแล้วในอดีตยุคพัฒนาชายฝั่งทะเลตะวันออก หรือ “อีสเทิร์นซีบอร์ด” ในสมัย พล.อ.เปรม ที่จะมีการดำเนินการควบคู่กันไปกับ “แผนพัฒนาชนบทยากจน”

ผมจึงเรียกร้องมาที่รัฐบาลนี้ว่า ท่านจะรุกคืบไปข้างหน้าอย่างไร? จะไป 4.0 หรือหากอนาคตมี 5.0 ผมก็ยินดีให้กำลังใจ

แต่จะต้องมีการดำเนินการในเรื่องดูแลผู้คนอีกกลุ่มหนึ่งที่จะไม่มีวันได้รับผลพวงจากการลงทุนสมัยใหม่ควบคู่ไปด้วยอย่างจริงจัง

เพราะถ้ายิ่งปล่อยให้ปัญหาช่องว่างถ่างมากขึ้น ปัญหาสังคมต่างๆ จะตามมาอีกเยอะ และอาจเยอะจนถึงขั้นไม่คุ้มเลยด้วยซ้ำที่เราจะเร่งปั๊มให้ประเทศก้าวกระโดดไปอย่างรวดเร็ว

ว่าไปแล้วรัฐบาลนี้ก็มีนโยบายที่จะแก้ปัญหาช่องว่างเหล่านี้อยู่ มีหลายๆโครงการที่เดินหน้าไปได้ดี โดยเฉพาะ “โครงการประชารัฐ” หลายรูปแบบที่ร่วมมือกับภาคเอกชนอย่างขมีขมันในขณะนี้

แต่จะเป็นเพราะขาดการประชาสัมพันธ์หรือขาดตัวผู้รับผิดชอบที่ชัดเจนก็ไม่รู้ ทำให้รู้สึกเหมือนว่ารัฐบาลยังมิได้ทำเรื่องนี้เลย

ไม่เหมือนการพัฒนาที่จะรุดไปข้างหน้า ท่านมี ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นแม่ทัพใหญ่ เห็นชื่อเห็นแบรนด์ก็เชื่อแล้วว่า ท่านถนัดการพัฒนาด้านเศรษฐกิจด้านการลงทุน และมีความสามารถสูงอย่างยิ่ง

ในขณะที่ผู้จะมาดูแลด้านสังคม ด้านลดความเหลื่อมล้ำ ยังไม่มีตัวบุคคลที่รับผิดชอบชัดเจน

ข้อเสนอแนะของผมก็คือ ขอให้ท่านนายกฯเฟ้นหาบุคคลที่มี “แบรนด์” ในด้านนี้มาทำงานประกบกับ ดร.สมคิด จะดีหรือไม่?

เพื่อให้เห็นว่ารัฐบาลนี้มิได้ทอดทิ้งประเด็นอันสำคัญยิ่งประเด็นนี้และมิได้มุ่งหน้าแต่จะกระโดดไปเป็นประเทศรายได้สูงอย่างเดียว

รายได้สูงแบบนั้น มันภาพลวงตานะครับท่าน ประเทศไทยหลุดพ้นกับดัก (ทางตัวเลข) ไปได้ แต่ในความเป็นจริงคนส่วนใหญ่ยังยากลำบากอยู่...มันจะมีประโยชน์อันใดเล่าครับ.

“ซูม”

ผมได้เขียนแสดงจุดยืนของผมเอาไว้หลายครั้งหลายหนในคอลัมน์นี้ว่า ผมมิได้ขัดข้อง หรือคัดค้านการลงทุนใหญ่ใช้เงินเยอะๆของรัฐบาล (ทุกรัฐบาล) แต่อย่างใดทั้งสิ้น 25 ธ.ค. 2560 10:18 26 ธ.ค. 2560 11:36 ไทยรัฐ