วันพฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ข่มน้ำตาไว้ข้างใน! ลูกชาย อ.ถวัลย์ เคยคิดฆ่าตัวตาย เหตุเจอวิกฤติหลังพ่อเสีย

ข่มน้ำตาไว้ข้างใน! ลูกชาย อ.ถวัลย์ เคยคิดฆ่าตัวตาย เหตุเจอวิกฤติหลังพ่อเสีย

  • Share:

ต้องข่มน้ำตาไว้ข้างใน! ดอยธิเบศร์ ดัชนี ลูกชายเพียงคนเดียวของ อ.ถวัลย์ ดัชนี เคยคิดฆ่าตัวตาย หลังต้องสูญเสียพ่อ และเจอวิกฤติต่างๆ ทั้งเรื่องเงิน เรื่องส่วนตัว และเรื่องงาน

ดอยธิเบศร์ ดัชนี ลูกชายเพียงคนเดียวของอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ พ.ศ.2544 ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า #ผมเคยคิดฆ่าตัวตาย คุณรู้ไหมครับว่าคนที่คิดฆ่าตัวตายมีความรู้สึกอย่างไร ทำไมคนเหล่านั้นถึงคิดทำร้ายตัวเอง ทำไมพวกเขาถึงคิดสั้น แล้วคุณเคยมีความคิดหรือมีความรู้สึกแบบนั้นบ้างไหมครับ?

ผมเคยครับ...ในช่วงนั้นเป็นช่วงที่พ่อผมจากไปได้สักระยะนึง มันเป็นวิกฤติที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตผม หลายคนคงคิดว่าผมคงสบายที่ได้สมบัติมหาศาลจากพ่อ จริงๆ แล้วหลังจากที่พ่อผมตาย ชีวิตผมดำดิ่งสู่หุบเหว ผมทุกข์ทรมานกับอาการเจ็บป่วยของพ่อในช่วงระยะเวลาที่อาการของท่านทรุดหนัก หลังจากมะเร็งลามไปอวัยวะสำคัญ จนท่านจากไปอย่างสงบภายในระยะเวลาเพียงไม่นาน มันเร็วจนไม่มีเวลาตั้งตัว ไม่มีแม้กระทั่งเวลาที่จะร้องไห้

นับตั้งแต่วินาทีที่พ่อผมสิ้นลม มีนักข่าวและผู้คนมากมาย โทรเข้ามาสัมภาษณ์ รวมถึงสอบถามซื้อสินค้าที่เกี่ยวกับพ่อผม ผมรับสายประมาณ 200 สายจนลูกน้องบอกว่า "พี่พอเถอะให้พวกหนูทำแทนนะ" มันเป็นเวลาที่บีบคั้นหัวใจและต้องจัดเตรียมทุกอย่างเพราะเป็นหน้าที่ของลูกชายคนเดียวพึงกระทำ

ผมให้สัมภาษณ์นักข่าวผ่านทางโทรศัพท์ และโทรทัศน์ รวมถึงสื่อโซเชียลต่างๆ ในขณะที่ต้องข่มน้ำตาเอาไว้ข้างใน ตลอดระยะเวลาของงานศพผมรับแขกที่มาจนเบลอไปหมด หลังจากงานพระราชทานเพลิงศพเสร็จสิ้น ผมก็รีบกลับเชียงราย เพื่อเตรียมงานทำบุญร้อยวัน ต้องเตรียมสถานที่และพิธีการต่างๆ

ในช่วงนั้นก็มีศิลปินอันเปรียบเสมือนพ่อผมอีกคนนั่นก็คือ ศาสตราจารย์เกียรติคุณประหยัด พงษ์ดำ จากไปแบบปัจจุบันทันด่วนอีกหนึ่งคน ณ เวลาที่ผมได้ทราบข่าวน้ำตาของผลไหลออกมาเหมือนเขื่อนแตก ความอดทนอดกลั้นทั้งหมดพังทลายลงไปพร้อมการจากไปของคนที่รักและผูกพันในเวลาใกล้ๆ กัน หลังจากนั้นอีกไม่นานศาสตราจารย์เกียรติคุณชลูด นิ่มเสมอ ก็จากไปอีกท่าน ซึ่งเป็นอาจารย์ของผมและพ่อ นับเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของวงการศิลปวัฒนธรรม

หลังงานทำบุญร้อยวันเสร็จ ผมก็จัดเตรียมเอกสารต่างๆ เพื่อไปยื่นต่อศาลในการขอเป็นผู้จัดการมรดก ปรากฏว่า มีคนยื่นคำร้องขอเป็นก่อนผม หลังจากงานศพพ่อผมเสร็จไปได้แค่ 9 วัน มันเป็นเรื่องที่เกินจะคาดคิด เพราะผมเป็นทายาทผู้สืบสันดานเพียงผู้เดียว และไม่คิดมาก่อนว่าจะมีใครกล้าทำอะไรแบบนี้ ผมทำอะไรไม่ถูกเพราะไม่มีประสบการณ์เรื่องขึ้นโรงขึ้นศาลมาก่อน

ช่วงนั้นผมเกิดวิกฤติทางการเงินอย่างหนัก เพราะภาระค่าใช้จ่ายทั้งงานศพ งานทำบุญร้อยวัน งานเลี้ยงกาล่าดินเนอร์แสงสีเสียงที่คนเขาอยากจัดให้พ่อ แต่ผมต้องเป็นคนจ่ายเงิน ค่าแรงคนงาน ค่าดูแลพิพิธภัณฑ์บ้านดำ ค่าใช้จ่ายต่างๆ หลั่งไหลเข้ามาจนตั้งรับไม่ทัน

ในขณะที่เงินทั้งหมดของผมถูกอายัด ผมมีบัญชีร่วมกับพ่อ ในนั้นเป็นเงินที่เราทำโปรเจกต์ร่วมกัน ผมเปิดบัญชีร่วมกับพ่อ เพราะผมอยากให้ท่านมีความรู้สึกภาคภูมิใจกับเงินที่ลูกหามาได้ แต่มาถึงวันนี้ผมเบิกเงินออกมาไม่ได้ เพราะธนาคารบอกว่าต้องรอคำสั่งศาลแต่งตั้งผมเป็นผู้จัดการมรดกเสียก่อน

ทำไงดีล่ะเงินจ้างทนายก็ยังไม่มี งานที่บริษัทลูกน้องก็ลาออกทั้งหมด ลูกน้องที่บ้านดำ ก็รอเงินเดือน เงินเก็บที่ผมมีก็ใช้จ่ายเกี่ยวกับงานศพไปจนหมด ผมเหมือนคนล้มละลาย ไม่มีงาน ไม่มีเงิน ไม่มีสมบัติ ผมขายรถที่ผมรักไป 5 คัน เพื่อเอามาใช้จ่ายต่างๆ เงินในบัญชีก็ถูกอายัด เงินของพ่อก็เอาออกมาใช้ไม่ได้ เพราะมีคนไปร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก

ซึ่งเขาคนนั้นหลังจากที่ศาลนัดไกล่เกลี่ย เขายืนยันจะขอเป็นผู้จัดการมรดกให้ได้ ผมก็เลยต้องต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งผลสุดท้ายศาลท่านก็ให้ความเป็นธรรม ตัดสินให้ผมเป็นผู้จัดการมรดกแต่เพียงผู้เดียว ในศาลชั้นต้นและศาลอุทรณ์ แต่เขาคนนั้นก็ร้องต่อศาลฎีกา ซึ่งจะตัดสินภายในปีหน้า ดังนั้นลืมไปได้เลยว่าผมจะเอาสมบัติพ่อออกมาผลาญอย่างหลายๆ คนคิด

ผมดีใจที่ตัวเองทำงานตั้งแต่อายุ 17 ผมไม่เคยขอเงินพ่อเลยตั้งแต่เรียบจบปริญญาตรี จริงๆ ผมเป็นคนปากหนักตั้งแต่เด็กๆ ไม่เคยขออะไรพ่อ แล้วแต่ท่านจะเมตตาเอง จากการทำงานหนักผมจึงมีทุกอย่างด้วยหนึ่งสมองสองมือหนึ่งหัวใจด้วยตัวเอง ไม่งั้นผมคงต้องนอนข้างถนนในขณะที่มีเรื่องฟ้องร้องกันแบบนี้ นับจากวันที่พ่อจากไปผ่านมาสามปีแล้ว แต่ผมก็ยังทำอย่างหนักเพื่อประคับประคองทุกๆ อย่าง

ในขณะที่หัวใจยังบอบช้ำอย่างสาหัส คนรักของผมได้เดินออกจากชีวิตของผมไป โดยที่ไม่ลาแม้แต่คำเดียว ทั้งๆ ที่อาทิตย์หน้าเราวางแผนจะไปเที่ยวญี่ปุ่นด้วยกัน แต่ก็ไม่ใช่ความผิดของเธอ ตั้งแต่เธอเข้ามา เธอต้องพบกับปัญหาต่างๆ ของผมรอบด้านรวมทั้งความกดดันอื่นๆ ร่วมกับผม

เมื่อเธอจากไป วันนั้นผมล้มทั้งยืน มันเหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด เหมือนโลกจะแตกดับ เหมือนผมขาดที่พึ่งทางใจ แถมเพื่อนฝูงพี่น้องที่เคยรักกันมาหลายปี ก็เปลี่ยนไปเดินออกจากชีวิตผม ตัดสินผม โดยไม่เคยถามหรือให้โอกาสผมได้พูดอะไร หลายคนทำร้ายผม ใส่ร้ายผม แต่ผมก็เลือกที่จะอดทน โดยไม่ออกมาโต้แย้งอะไรใดๆ เพราะผมเชื่อว่าความจริงเสียงดังเสมอ

...พ่อตาย มีคนฟ้องร้อง เงินถูกอายัด อาจารย์ไล่ไปดรอปเพราะขาดเรียนไปงานศพพ่อ ลูกน้องลาออก งานไม่มีเข้า เงินไม่มีแฟนทิ้ง ผมกลายเป็นคนซึมเศร้า เป็นซอมบี้...

สภาพจิตใจผมย่ำแย่ ผมไปตรวจร่างกายกับหมอที่ดูแลผมประจำ หมอบอกว่าผมมีภาวะเครียดจนร่างกายเกินจะรับได้ ผมสารภาพกับหมอตรงๆ ว่า "ผมไม่อยากอยู่แล้วผมไม่ไหว ผมเคยคิดจะยิงตัวตายหลายครั้ง" หมอบอกผมว่ามันเป็นอาการเคมีในสมองผิดปกติ เกิดจากความเครียดและสถานการณ์ต่างๆ ที่บีบคั้นเรามากเกินไป

แต่รู้ไหมว่าทำไมผมถึงผ่านมาได้ อย่างแรกผมต้องเข้าใจตัวเองก่อน คือผมมีหมอที่ชี้แนะและรักษาผมทางด้านร่างกาย และผมใช้ธรรมะเยียวยาด้านจิตใจ เมื่อผมเจอปัญหาหนักจนเกินจะเยียวยา ผมรีเซตตัวเองด้วยการตัดสินใจไปปฏิบัติธรรม ตัดขาดจากโลกภายนอก เพื่อประคองสติให้รู้ตื่นรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา อยู่ในสภาวะทางธรรม

หลังจากผมกลับมาในสภาวะทางโลก ผมทำงานหนักเพิ่มขึ้นเป็นสามเท่าเพื่อไม่ให้มีเวลาฟุ้งซ่าน และผมออกไปทำงานเพื่อส่วนรวมเพิ่มขึ้นเป็นสามเท่า โดยการทำงานเป็นอาสาสมัครและช่วยเหลือสังคมด้านอื่นๆ

ทั้งนี้ เพื่อให้ได้เห็นความยากลำบากและได้เรียนรู้ชีวิตคนอื่นว่ายังมีคนอื่นที่ทุกข์กว่าเราอีกเยอะ นี่คือเคล็ดลับในการเอาชีวิตรอดของผม บวกกับผมมีเพื่อนหลายๆ คนที่ดี ที่เข้าใจและเป็นกำลังใจให้ผม หลายปัจจัยเหล่านี้ทำให้ผมก้าวผ่านการฆ่าตัวตายมาได้จนถึงวันนี้

ผมเข้าใจดีว่าทำไมคนถึงฆ่าตัวตาย เพราะผมเคยผ่านจุดนั้นมาแล้ว ถ้าคุณเจอคนที่เป็นโรคซึมเศร้าหรือกำลังคิดทำร้ายตัวเอง อย่าทอดทิ้งเขา เพราะเขาเหล่านั้นต้องได้รับการเยียวยาและต้องการกำลังใจ

"การตายไม่ใช่เรื่องยาก แต่การอยู่อย่างมีคุณค่านั้นยากยิ่งกว่า" ขอให้ทุกคนเอาชนะปัญหาและอุปสรรคได้ด้วยสติและปัญญาของตนเอง ด้วยความรักและปรารถนาดี.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้