วันศุกร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

บริบทใหม่ของ คีรี-กวิน กาญจนพาสน์ พยัคฆ์ผงาด-มังกรผยอง

“ไม่มีความยากจนในหมู่คนขยัน...ไม่มีคำว่าตกต่ำในหมู่คนดี” ยังคงเป็นวลีอมตะที่ใช้ได้ผลมาทุกยุคสมัย

ไม่ว่ากาลเวลาจะเปลี่ยนไปอย่างไร เทคโนโลยีจะถูกพัฒนาไปไกลขนาดไหน และบริบทของสังคมในยุคมิลเลนเนียมจะปรับเปลี่ยนไปเพียงใด

คนขยัน และคนดีย่อมเอาชนะปัญหาและอุปสรรคต่างๆ เพื่อนำพาตนเองก้าวข้ามผ่านวิกฤตการณ์ต่างๆไปได้ จนกระทั่งประสบความสำเร็จ

เช่นเดียวกับที่สองพ่อลูก คีรี–กวิน กาญจนพาสน์ ผู้ก่อตั้งและผู้ถือหุ้นใหญ่รถไฟฟ้ามหานคร ที่มีชื่อขึ้นทำเนียบ 1 ใน 10 อันดับมหาเศรษฐีไทยของนิตยสารฟอร์บส์ ด้วยมูลค่าสินทรัพย์ 50,000 ล้านบาท หรือราว 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

หลังจากที่นายคีรี ผู้พ่อต้องพบกับวิกฤตการณ์ค่าเงินบาทปี 2540 และตกเป็นลูกหนี้ที่มีมูลหนี้สูงกว่า 80,000 ล้านบาทจากการเริ่มต้นลงทุนโครงการรถไฟฟ้า BTS ในปี 2542 กระทั่งได้ลูกชาย นายกวิน ที่ตัดสินใจย้ายถิ่นฐานจากฮ่องกง กลับมาช่วยแก้ไขปัญหาเคียงบ่าเคียงไหล่กับพ่อของเขา จนสามารถล้างหนี้สินที่มีอยู่ออกไปเกือบหมด และเหลืออยู่เพียง 3,000 ล้านบาทในปี 2551

ขณะที่ BTS เปิดดำเนินการมาจนสามารถให้บริการในการขนส่งผู้โดยสารในกรุงเทพฯ ได้สูงถึง 700,000 คนต่อวัน โดยมีมูลค่าหลักทรัพย์ (Market Cap) ตามราคาตลาด ณ เดือนมกราคม 2560 กว่า 100,000 ล้านบาท

ทั้งยังสามารถต่อยอดธุรกิจให้ก้าวสู่จุดยืนแห่งความสง่างามบนถนนหลายสายด้วย

ทีมเศรษฐกิจ มีโอกาสคุยกับพวกเขาในช่วงเวลาที่การลงทุนกำลังรุ่งโรจน์ บนเส้นทางที่เต็มไปด้วยโอกาส และเงินที่โปรยปรายลงมาให้เก็บเกี่ยว

นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ บริษัท BTS Group Holding จำกัด (มหาชน) บอกว่า กรรมการบริษัทกำลังจะเสนอแผนปรับโครงสร้างธุรกิจต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 4 ม.ค.2561 หลังจากที่เขากับบุตรชายสามารถแก้ไขวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นกับรถไฟฟ้า BTS ตลอดช่วงเวลา 20 ปีที่ผ่านมาจนประสบความสำเร็จ

โครงสร้างใหม่ของธุรกิจในกลุ่ม จะแบ่งออกมาเป็น 4 กลุ่มด้วยกัน ได้แก่ กลุ่มการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน, กลุ่มโฆษณาและมีเดีย, กลุ่มอสังหาริมทรัพย์, และสุดท้ายคือ กลุ่มบริการ

การต่อยอดธุรกิจใหม่ จะมีความชัดเจนมากขึ้น โดยกลุ่มการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน จะบริหารงานโดยบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSC ซึ่งจะเน้นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทั้งระบบราง ระบบถนนและโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ การลงทุนในธุรกิจกลุ่มนี้จะเกิดขึ้นในปี 2561-2563 ไม่น้อยกว่า 105,450.65 ล้านบาท

เพื่อพัฒนาโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี ที่มีมูลค่าลงทุนรวม 53,519.50 ล้านบาท ส่วนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง จะมีมูลค่าลงทุนรวม 51,931.15 ล้านบาท ทั้งสองโครงการนี้จะดำเนินการโดยบริษัท ร่วมค้า บีเอสอาร์ (BSR Joint Venture) ซึ่งเป็นการร่วมทุนกันระหว่างบีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ กับบริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) และบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน)

กิจการร่วมค้า บีเอสอาร์ ยังพร้อมที่จะเข้าประมูลโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐบาลจะเปิดประมูลในปี 2561 มูลค่าไม่น้อยกว่า 300,000 ล้านบาท และยังสนใจที่จะขยายการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสู่อาเซียนที่ยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องด้วย

กลุ่มธุรกิจโฆษณาและมีเดีย ซึ่งบริหารงานโดยบริษัท VGI Global Media จำกัด (มหาชน) นั้น ปัจจุบัน วีจีไอได้ขยายการลงทุนไปในธุรกิจโฆษณาและสื่อต่างๆทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงปรับโครงสร้างให้บัตร Rabbit ที่เคยอยู่ในกลุ่มธุรกิจบริการเข้ามาอยู่ในความดูแลของวีจีไอด้วย

ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เป็นกลุ่มที่ 3 หลัง BTS Group Holding เข้าไปถือหุ้นใหญ่ในบริษัท เนเชอรัล พาร์ค จำกัด (มหาชน) เมื่อปี 2558 และเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท U City จำกัด (มหาชน)

นายคีรี เปิดเผยว่า หลังจากที่เขาเข้าไปนั่งเป็นประธานกรรมการก็ได้มีการเข้าไปซื้อธุรกิจโรงแรม 24 แห่ง และธุรกิจการบริหารจัดการโรงแรมในยุโรปตะวันออกอีก 36 แห่งมูลค่าการลงทุน 12,300 ล้านบาท ทุกแห่งไม่ว่าจะเป็นโรงแรมที่ซื้อ หรือเข้าไปรับจ้างบริหารให้ จะอยู่ในเครือโรงแรมเดียวกันหมดคือ Vienna House ไม่ว่าจะเป็นที่กรุงเบอร์ลิน ปราก หรือโปแลนด์

BTS Group Holding มีแผนจะโอนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เหล่านี้ให้แก่ U City ไปดำเนินกิจการ ขณะเดียวกันก็จะโอนบริษัทร่วมทุนระหว่าง BTS Group Holding กับ บมจ.แสนสิริ ซึ่งทำโครงการคอนโดมิเนียมชื่อ The Line ร่วมกัน 9 โครงการ มูลค่ากว่า 12,000 ล้านบาทเข้าไปด้วย พร้อมๆกับโอนโรงแรมเดิมที่ทำอยู่คือ U Hotel, บริษัท Absolution Hotel Service จำกัด และโรงเรียนนานาชาติที่อยู่ระหว่างพัฒนาโครงการธนาซิตี้ที่บางนาเข้าไปด้วย

หลังการโอนกิจการกัน จะทำให้ U City เข้าไปบริหารจัดการโรงแรมทั้งสิ้น 4 แบรนด์คือ U Hotel, Eastin, Vienna House และ Vienna House easy ซึ่งมีจำนวนห้องพักทั้งในและต่างประเทศรวมกัน 15,000 ห้อง อยู่ระหว่างการก่อสร้างอีก 4,000 ห้อง และภายในปี 2561 U City จะมีจำนวนห้องพักรวมไม่น้อยกว่า 19,000 ห้อง

U City ยังอยู่ระหว่างการเจรจากับเชนโรงแรมในยุโรป และดูไบบนเกาะปาล์มอีกสองสามแห่ง ที่จะบริหารและทำกิจการโรงแรมในรูปแบบของรีสอร์ตหนึ่งแห่ง อีกแห่งบริหารและทำกิจการโรงแรมในเมือง ซึ่งคาดว่า ถ้าการเจรจาสรุปได้ต้องใช้เงินอีกไม่น้อยกว่า 10,000 ล้านบาท สำหรับการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่นายคีรีกล่าวว่า เขาเชื่อมั่นว่าจะสร้างรายได้ในระยะยาวได้อย่างน้อยปีหนึ่งๆ ต้องเติบโตไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10

ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เดียวกันนี้ นายคีรียังมีโครงการลงทุนร่วมกับ บมจ.แสนสิริ ทั้งในและต่างประเทศอีก 25 โครงการ มูลค่ากว่า 100,000 บาท ในช่วงระหว่างปี 2558-2562

“ตลอดช่วงเวลาของการต่อยอดขยายธุรกิจออกไปในกิจการต่างๆ ผมพบว่า บุคลากรเป็นทรัพย์สินที่จำเป็น และมีค่ามาก และเราโชคดีที่ได้บุคลากรที่ดีมีคุณค่ามาช่วยกันสร้างและวางรากฐานของธุรกิจ” นายคีรีกล่าว

ขณะที่ธุรกิจในกลุ่มบริการซึ่งเป็นกลุ่มสุดท้าย หลังปรับโครงสร้าง และดึงเอาธุรกิจของบัตรแรบบิทเข้ามา อยู่ภายใต้การบริหารงานของ VGI Global Mediaแล้ว

นายกวิน จะเป็นผู้รวบรวมเอาธุรกิจบริการต่างๆที่เกี่ยวข้องกัน โดยเฉพาะธุรกิจอาหารเข้าไปไว้ในส่วนของธุรกิจร่วมกันในชื่อบริษัท Man Food Holding จำกัด เพื่อจะร่วมลงทุนในธุรกิจร้านอาหาร และภัตตาคาร ซึ่งธุรกิจนี้มีโอกาสจะขยายตัวต่อเนื่องไปยังธุรกิจอาหารแปรรูปในอนาคตได้ เพราะมีร้านอาหารชื่อดัง Chef Man และชงชิม อยู่ในมือแล้ว

ผลจากการปรับโครงสร้างธุรกิจข้างต้น นายคีรีมั่นใจว่า จะทำให้บริษัทมีความสามารถในการทำกำไรให้มีอัตราการเติบโตได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ต่อปี จากกำไรสุทธิของกลุ่มในปี 2559-2560 ซึ่งอยู่ที่ 2,100 ล้านบาท และไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ของผลกำไรสุทธิของกลุ่มจะมาจากการลงทุนในธุรกิจสาธารณูปโภคพื้นฐาน, ร้อยละ 20 มาจากธุรกิจโฆษณาและมีเดีย ที่เหลือจะมาจากกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และบริการ

“เวลาที่เราลงทุน เราคาดหวังอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ซึ่งการลงทุนที่ผ่านมาก็ให้ผลตอบแทนในระดับที่วางไว้” นายคีรีกล่าว

นายคีรี ยังกล่าวถึงบุตรชายซึ่งเป็นเสมือนสหายที่ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่ต่อสู้ปัญหามากับเขาด้วยว่า คนที่จะเข้ามาบริหารหลักๆ ก็คือ นายกวิน กาญจนพาสน์ ซึ่งปัจจุบันมีตำแหน่งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ BTS Group Holding แล้ว และนายกวินก็มีทีมงานที่แข็งแกร่งของตัวเองในการบริหารงาน

ส่วนตนเองจะทำหน้าที่เพียงดูแลนโยบายเท่านั้น “ยุคนี้ถือว่าเป็นยุคที่ลูกชายเข้ามาทำงานเป็นหลัก เราก็แค่ช่วยดูในฐานะที่มีประสบการณ์ และให้คำแนะนำแก่เขาเท่านั้น” นายคีรีกล่าว

ด้าน CEO คนใหม่ของ BTS Group Holding ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมพาสื่อมวลชนเดินทางไปสำรวจธุรกิจโรงแรมของ U City ในออสเตรีย ปราก เบอร์ลิน และโปแลนด์ ซึ่งเป็นทั้ง Design Hotel, Hip Hotel และ Boutique Hotle ที่ใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ทุกอย่างของคนรุ่นใหม่

โดยเฉพาะสนนราคา และการเดินทางที่ควรต้องอยู่ในทำเลที่มีรถไฟฟ้าวิ่งผ่านเพื่อความสะดวก บอกกับเราว่า เขาจะใช้รูปแบบที่แตกต่างกันของโรงแรมใน 4 แบรนด์ที่เขามีเจาะตลาดลูกค้าในกลุ่มต่างๆที่มีความต้องการแตกต่างกันออกไป

ตั้งแต่ที่จะเน้นเจาะตลาดนักธุรกิจ ดึงการประชุมขนาดใหญ่เข้าไป จนถึงจับตลาดผู้คนในยุคมิลเลนเนียม ครอบคลุมถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ชอบรีสอร์ตและสปาด้วย

ขณะที่ นาย Rupert Simoner ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท Vienna House Cappital จำกัด เล่าให้เราฟังถึงแผนการขยายงานของกลุ่ม Vienna House ว่า พวกเขามีแผนจะขยายการลงทุนไปในทั่วยุโรป ตะวันออกกลาง และเอเชีย โดยเฉพาะในประเทศไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และญี่ปุ่น

ภายใน 5 ปี นับจากปี 2561–2565 Vienna House จะมีโรงแรมในเครือเพิ่มจาก 34 แห่ง เป็น 60 แห่ง ในปี 2565 มีจำนวนห้องพักเพิ่มขึ้นจาก 6,500 ห้อง เป็น 9,900 ห้อง และ Vienna House แห่งแรกในเอเชียจะเปิดที่กรุงเทพฯ ประเทศไทย ในปี 2564นั่นเอง

ส่วนโรงแรมที่บริหารงานโดย Vienna House 34 แห่งนั้น อยู่ในยุโรป 9 ประเทศ ตั้งแต่เยอรมนี, ฝรั่งเศส, สาธารณรัฐเช็ก, โรมาเนีย, โปแลนด์, รัสเซีย, ออสเตรีย, สโลวะเกีย และเบลารุส ทั้งหมดอยู่ในการดูแลของนายกวินนี่เอง

นายกวิน เคยบอกกับหลายคนว่า กว่าจะมาถึงวันนี้ พ่อและเขาต้องตัดสินใจขายธุรกิจที่มีอยู่ทั้งที่ฮ่องกง และไทยออกไปหลายอย่างเพื่อรักษารถไฟฟ้า BTS ไว้

แน่นอนว่า เขาต้องทุ่มเท และเรียนรู้โลกของธุรกิจอย่างรวดเร็วเพื่อช่วยพ่อให้หลุดพ้นจากพิษค่าเงินบาทให้ได้...เรารู้ว่าต้องทุ่มทุกอย่างในมือด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดเพื่อทำโครงการ BTS ให้เสร็จ และหลุดพ้นจากการล้มละลาย

“พ่อผมเป็นนักสู้ ไม่เคยยอมแพ้ และเขาลุยไปข้างหน้าอย่างเดียว”

ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ และเห็นความสำคัญของงานที่ทำทุกขั้นตอน ในที่สุดเขากับพ่อ ก็กลับมาผงาดในยุทธจักรได้อีกครั้ง ขณะที่ตัวเขาเองประสบความสำเร็จจากการทำธุรกิจโฆษณาของ VGI และบัตรแรบบิท ที่ทำรายได้ให้บริษัทสูงถึง 2 เท่า หรือกว่าปีละ 4,000 ล้านบาท ด้วยแนวคิดที่ต้องทำธุรกิจทุกประเภทให้เป็น Exclusive

นายกวิน ยังจับมือกับ บมจ.แสนสิริ ให้ลูกบ้านในโครงการ The Line ใช้บัตรแรบบิทเป็น Key Card ร่วมกับบริการอื่นๆที่เขามอบให้เป็น Exclusive เช่นเดียวกับที่ทำให้ผู้บริหารแบงก์กรุงเทพยอมให้พนักงาน 30,000 คนของแบงก์เป็นสมาชิกบัตรแรบบิทของเขา

“ธุรกิจจะประสบความสำเร็จ คุณต้องคิดอะไรที่แตกต่างจากคนอื่น ถ้าตามคนอื่น ไม่มีทางทำได้ดี”

ส่วนคนจะประสบความสำเร็จได้ก็ด้วย...ผลงานที่เขาพิสูจน์ให้พ่อเห็นนั่นเอง.

ทีมเศรษฐกิจ

“ไม่มีความยากจนในหมู่คนขยัน...ไม่มีคำว่าตกต่ำในหมู่คนดี” ยังคงเป็นวลีอมตะที่ใช้ได้ผลมาทุกยุคสมัย 24 ธ.ค. 2560 10:41 24 ธ.ค. 2560 10:42 ไทยรัฐ