วันอังคารที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ปฏิรูป!การศึกษา สุดทางที่ครู-เด็ก

“ปฏิรูปการศึกษา” ยังทำกันอยู่และยังคงเดินหน้าต่อไปเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับคนไทยรับปี 2561 นักข่าวหลายเสียงสื่อสะท้อนทำนองว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นคนไม่ค่อยพูด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า “กระทรวงศึกษาธิการ” ไม่ได้มีผลงาน คำถามสำคัญมีว่ากระทรวงทำอะไรอยู่บ้าง?

คณะกรรมการอิสระดูแลเรื่องการปฏิรูปการศึกษายังเดินหน้าต่อไปทำงานในภาพใหญ่ ส่วนกระทรวงศึกษาธิการก็เดินงานปฏิรูปอยู่ตลอดเวลาในเชิงนโยบายที่มีการเปลี่ยนแปลง

เตือนความจำกันหน่อยก็เรื่อง “ภาษาอังกฤษ”...“วิทยฐานะครู” นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ยืนยันว่า การปฏิรูปการศึกษาจะต้องถึง...“ครู” ถึง...“เด็ก” การปฏิรูปในเชิงโครงสร้างมีผลน้อยมากที่ทะเลาะกันอยู่ในเรื่องใครเป็นศึกษาธิการภาค...ผู้อำนวยการเขต เป็นเรื่องเชิงโครงสร้าง เรื่องอำนาจส่งผลถึงเด็กน้อยมาก แต่ก็ต้องทำ เพราะนั่นคือการ “ปฏิรูปกระทรวง” แต่ไม่ใช่การ “ปฏิรูปการศึกษา”

“การปฏิรูปการศึกษาจะต้องถามว่า ครูและเด็กดีขึ้นกับการศึกษาหรือเปล่า เขาได้เรียนในโรงเรียนที่มีคุณภาพไหม ได้เรียนหลักสูตรหรือพูดง่ายๆว่าเขาได้อะไรจากครู และครูมีการพัฒนาตัวเองหรือเปล่า”

ครูกับภาษาอังกฤษเราพัฒนาไปได้เยอะแล้ว การเลื่อนขั้นวิทยฐานะก็เดินหน้า “คูปองครู”...ปีที่แล้วเราเริ่มต้นกระแสจริงๆมาจากเงินก้อนที่เคยกอดกันไว้ถูกดึงเอามาใช้ในโครงการนี้ ไม่ได้ใช้เงินก้อนใหม่

เพียงแต่ว่าเมื่อก่อนส่วนกลางเป็นคนจัด แต่เราทำใหม่ด้วยคนที่รู้ตัวดีที่สุดว่าเราควรจะพัฒนาในเรื่องอะไร ก็คือตัว “ครู” กระแสที่สำคัญที่ออกมา

ก็คือคนจัดที่ไม่มีคุณภาพ การติดสินบน พยายามโกง ทำมาหากินกับคอร์สเหล่านี้ ก็มีมาตรการป้องกัน ย้อนไปก่อนหน้ายุคที่ส่วนกลางจัด จะมีการรับสินบน...ส่วนต่าง หรือมีคุณภาพมากน้อยกันแค่ไหน อย่างไร ก็ไม่มีใครรู้ แต่ทุกวันนี้สิ่งที่เกิดขึ้น ผลสะท้อนกลับมาทำให้รู้เร็วขึ้น เพราะคนมีส่วนร่วมเยอะ “...เป็นผลดี เรื่องทุจริตต่างๆก็ลดน้อยลงไป บริษัทที่จัดคอร์ส สถาบันที่ไม่มีคุณภาพนับร้อยก็ถอนคอร์สออกไป หรือบางรายก็ถูกเราจับได้ไล่ทัน”

ขณะนี้มาตรการขั้นต่อไปในช่วงก่อนปีใหม่ก็คือการเข้มข้นในเรื่องคุณภาพของคอร์สต่างๆ ที่สำคัญก็คือเราต้องการให้ใช้เงินกับคูปองนี้กับการพัฒนาตนเองที่เรียกว่า “PLC” ในพื้นที่...“ครู” อย่าลืมว่าการพัฒนาตนเอง ไม่ใช่ว่าจำเป็นต้องมามุ่งที่จะเข้าคอร์ส แต่สามารถนำเงินไปใช้ใน PLC ได้ในพื้นที่ และจะได้เครดิตมากกว่าด้วย และอีกเรื่องสำคัญที่อยากจะคุย
อีกเรื่องหนึ่ง “เด็กไทยปีหน้าทั้งหมด”...จะต้องได้อินเตอร์เน็ตไฮสปีด 4.0

“เราบอกว่าเราจะเป็นไทยแลนด์ 4.0 เดินหน้าอุตสาหกรรม นวัตกรรม อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ แต่ถ้าลงไปในพื้นที่บ้านนอก ชนบท ได้ไฮสปีดไหม อินเตอร์เน็ตติดๆหลุดๆ ไม่เสถียร นำไปสู่คำถามที่แท้จริง...โรงเรียน ครู เด็ก ได้อะไร ลงพื้นที่หลายครั้ง ศึกษาปัญหาพบว่า...ปัญหาใหญ่ที่สุดที่ทำให้การพัฒนาไม่คืบหน้าเท่าที่ควร คือการที่รวมศูนย์อยู่ที่กระทรวงทำให้เกิดความซ้ำซ้อนอย่างหนัก”

ถ้าเราสามารถบริหารจัดการใหม่ ลดความซ้ำซ้อนระดับบน ผู้ให้บริการ...กระทรวงบอกว่ามีเครือข่ายเรียกว่า “MOE เน็ต” ไม่ใช่ผู้ให้บริการทางอินเตอร์เน็ต แต่ไปซื้อบริการในนามกระทรวงส่วนกลางแล้วก็ส่งไปที่โรงเรียน

วิธีการนี้ผลที่เกิดขึ้น ถ้าเราซื้อแล้วไปแจก 3 หมื่นโรงเรียน ก็คงไม่ซื้อ ได้ถูกใจทุกโรงเรียน จะรู้ไหมว่าแถวนั้นมีผู้ให้บริการกี่ราย? ซื้อแล้วใช้ได้ไหม? คิดว่ามีโอกาสเกิดช่องว่างทุจริตกันข้างบนหรือเปล่า...มีแน่นอน

“MOE เน็ต” ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดคิดว่าเป็นผู้ให้บริการ แต่เป็นเพียงหน่วยประสานงานเฉยๆ ไม่ใช่ผู้ให้บริการของรัฐอย่างยูนิเน็ตของมหาวิทยาลัยที่โรงเรียนต่างๆไปขอพ่วงใช้ มีประมาณ 1 หมื่นโรงเรียน

ถัดมาก็ “เน็ตประชารัฐ” เน็ตหมู่บ้านทั้งหลาย กระทรวงดิจิทัลฯ เกือบจะมีครบแล้วแบ่งใช้ได้...ภาครัฐวิสาหกิจก็มี CAT กับ TOT และสุดท้ายภาคเอกชน อาทิ ทรู เอไอเอส 3BB ดีแทค

ขั้นแรกของการแก้ปัญหาของโรงเรียน 3 หมื่นโรง หนึ่งต้องมีหลักว่า ...ผู้ที่ใกล้ชิดกับโรงเรียนที่สุดก็คือโรงเรียนจะเป็นผู้รู้ดีที่สุดว่ามีผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตอยู่กี่ราย ใช้การได้ดี แน่นอนว่าส่วนกลางต้องหยุดซื้อให้ เปลี่ยนโยกเอาเงินไปให้โรงเรียนซื้อเอง โดยมีมาตรฐานรองรับว่าโรงเรียนที่ดีควรจะมีอินเตอร์เน็ตแบบไหน เร็วเท่าไหร่ อย่างต่ำ ผู้อำนวยการโรงเรียนจะต้องดูว่าโรงเรียนจะเลือกแบบไหน...ราคา...เข้าถึง อาจจะซื้อมากกว่า 1 ราย เพื่อให้ได้มาตรฐานเพียงพอต่อการใช้งาน สมมติว่าเจ้าแรกยูนิเน็ต พ่วงเน็ตประชารัฐ 10M...ใช้ไม่พอก็ซื้อเพิ่ม

ทั้งนี้ทั้งนั้นการบริหารจัดการอยู่ในระดับโรงเรียนในแง่การจัดหา ส่วนในเรื่องเทคนิคเป็นเรื่องของกระทรวง หน้าที่เขตการศึกษาต้องให้ความช่วยเหลือ เช่น เราเตอร์มีปัญหา อุปกรณ์ขาดเหลือ

สุดท้ายก็...“ยั่งยืน” ด้วยรู้ความต้องการตัวเอง “เติบโต”...ได้ด้วยตัวเอง

ที่ไหนอาจมีรายเดียวไม่มีทางเลือกก็ต้องซื้อรายนั้น แต่อย่างน้อยที่สุด ที่ที่มีมากกว่า 1 จะเกิดการแข่งขัน วิธีการเช่นนี้จะทำให้รัฐวิสาหกิจ เอกชน เข้าถึงพื้นที่เพื่อให้เกิดการแข่งขันที่แท้จริง

การแข่งขันที่แท้จริงของผู้ให้บริการในทุกเรื่องจะทำให้ “คุณภาพ” ดีขึ้น

นี่คือของขวัญปีใหม่ไม่ใช่ให้แล้วจบแต่เป็นการเริ่มศักราชใหม่ “รัฐบาลลุงตู่” ก่อนที่จะหมดโรดแม็ป รัฐบาลชุดนี้จะเป็นผู้ที่วางรากฐาน โครงสร้างพื้นที่ทางอินเตอร์เน็ตในกระทรวงศึกษาธิการให้ดีที่สุดเท่าที่งบประมาณ

จะอำนวยให้ ต่อเนื่องการบริหารจัดการยังขาดเหลือตรงไหน ก็จะของบรัฐฯเสริมให้โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล

“การปฏิรูปไม่ใช่ลอยๆอยู่ข้างบน มีเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ โครงสร้างพื้นฐาน 4.0 นอกจากนี้ ข่าวดีถัดมาก็คือ...ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึง ครู บทเรียน ทุกวันนี้ก็อาศัยประชารัฐ ยูทูบ ซีดี แต่เด็กยุคใหม่ในเมืองก็มีแอพ นอกเมืองก็ขอให้อินเตอร์เน็ตเข้าถึง เรียนรู้ผ่านทางโทรศัพท์ คอมพิวเตอร์”

ปัญหามีว่าในกลุ่มที่อินเตอร์เน็ตเข้าไม่ถึงจะทำอย่างไร กระทรวงก็มีโครงการประชารัฐร่วมกับมูลนิธิยุวสถิรคุณ บริจาคเว็บไซต์ มูลนิธิกองทุนส่งเสริมการศึกษา ของ กสทช. แล้วก็ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านอินเตอร์เน็ต และการเรียนการสอนพัฒนาอีแพลตฟอร์มเลิร์นนิ่งขึ้นมาเป็นอีเลิร์นนิ่งจริงๆ ชื่อ www.tuifree.com 

“ไม่ได้ไปติวแข่งกับใคร แต่เป็นการรวบรวม จัดให้เกิดเป็นกระบวนการเรียนการสอน...สองส่วนใหญ่ๆที่มีการเรียนการสอนผ่านอินเตอร์เน็ตกับติว...เปิดให้การเรียนการสอนหลายรูปแบบเกิดขึ้นในนี้เป็นของฟรี ให้กับนักเรียนทุกคน ทุกระดับ ทั้งภาครัฐ...เอกชน โดยจะปรับปรุงไปเรื่อยๆ ติดตามได้ จะเปิดตัวในวันเด็กที่จะถึงนี้”

เรื่องสุดท้าย วกกลับมาในเรื่องพวกที่ทะเลาะกัน ต้องย้ำว่า...สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดเหล่านี้คือการปฏิรูปที่ถึงครูถึงเด็ก ผู้บริหารทุกคนที่อยู่ในกระทรวงศึกษาธิการ คุณครูยุคนี้นอกจากจะได้ คูปอง บ้านพักครูที่รัฐซ่อมให้ ได้วิทยฐานะที่ไม่ต้องไปทำวิทยานิพนธ์ งานกระดาษจากการประเมินประกันคุณภาพลดลงอย่างมหาศาลในรอบหลายปี

“ครูทุกวันนี้อยู่กับเด็ก อยู่กับห้องเรียนมากขึ้น งานติดตามผู้ใหญ่หายไปเยอะ คุณภาพจะต้องดีขึ้น...ปัญหาที่เกิดขึ้นที่เป็นข่าวตอนนี้คือผู้บริหารระดับกลาง ผู้อำนวยการเขต ศึกษาธิการจังหวัด...บอกรัฐมนตรีฝากมาว่าจะบริหารจัดการอย่างไร ในที่สุดแล้วต้องเอาเป้าหมายเด็กและครูเป็นสำคัญ”

ไม่ใช่ตำแหน่งและอำนาจ การทะเลาะกันไม่ได้ทำให้ประชาชนเขารู้สึกดีขึ้นกับกระทรวงศึกษาธิการ ในที่สุด...ประชาชนจะแยกได้ว่าอะไรคือกระทรวง อะไรคือการศึกษา...ปฏิรูปการศึกษาจะถึงเด็ก โรงเรียน

“การศึกษาเป็นเรื่องของทุกคน ครู...ทุกภาคส่วน นี่แหล่ะที่เรียกว่า ประชารัฐ ประชาสังคมจริงๆ และในการทำงานทั้งหมดนี้ก็มีการเชื่อมโยงกับคณะกรรมการอิสระอยู่และทุกภาคส่วนจริงๆ”

สมมติว่าหมดยุครัฐบาลนี้แล้ว สิ่งที่ยั่งยืนและจะยั่งยืนต่อไปได้...ก็ต่อเมื่อทุกอย่างอยู่ในมือของ “ประชาชน”...ไม่ใช่อยู่ในมือของ “นักการเมือง” กระทรวงส่วนกลางต้องลดอำนาจลง

กระจายไปสู่พื้นที่ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เมื่อถึงวันนั้นวันที่ไม่มี “อำนาจ” แล้วก็คงไม่มี “นักการเมือง” คนไหนอยากมาอยู่กระทรวงนี้ ก็เป็นเรื่องดีที่จะได้เปิดโอกาสให้คนดีๆเข้ามาบริหารจัดการ สานไม้ต่อ “ปฏิรูประบบการศึกษาไทย” ให้ทัดเทียมเท่าทันโลก.

“ปฏิรูปการศึกษา” ยังทำกันอยู่และยังคงเดินหน้าต่อไปเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับคนไทยรับปี 2561 นักข่าวหลายเสียงสื่อสะท้อนทำนองว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นคนไม่ค่อยพูด 24 ธ.ค. 2560 09:43 24 ธ.ค. 2560 09:43 ไทยรัฐ