วันพุธที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ฉะ ‘คลายล็อก’ แฝงนัยเซ็ตซีโร่

พรรคเก่ารุมยำคสช.เดินหมากเอื้อพรรคใหม่

พรรคเก่าดาหน้าสับแหลกคำสั่ง หัวหน้า คสช. “นิพิฏฐ์” ซัดคำสั่งพิสดาร ทำพรรคใหญ่อ่อนแอ เอื้อพรรคนอมินี คสช.ที่จะตั้งใหม่ เย้ย “บิ๊กตู่” เข้าใจปรัชญาการเมืองถ่องแท้แน่หรือ “ราเมศ” ฉะแหลกพวกปากปราศรัยใจเชือดคอจงใจเซ็ตซีโร่ “อรรถวิชช์” เชื่อหวังล้างฐานพรรคเก่า “ชัยเกษม” รู้ทันเกมเอื้อพรรคใหม่ ทิ้งไว้ให้คิดพวกเดียวกันอาจหักดิบเสียของแน่ “ตือ” กระแทก คสช.ทำลักลั่น ปล่อยตามครรลองก็ไม่มีปัญหาแล้ว “นิกร” จ่อถาม กกต.ให้ชัดเจน “สมชัย” ร่ายนิทาน “คุณปู่ขี้โมโห” แอบกินข้าวเที่ยงคนเดียว

หลังจากหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจมาตรา 44 ขยายเวลาให้พรรคการเมืองดำเนินการทางธุรการได้ ล่าสุดบรรดาพรรคการเมืองเก่า ทั้งประชาธิปัตย์ เพื่อไทย และชาติไทยพัฒนา ต่างเห็นตรงกันว่าคำสั่งดังกล่าวมีนัยแฝงหวังเซ็ตซีโร่ฐานสมาชิกพรรคเก่า เพื่อเอื้อพรรคการเมืองใหม่ที่จะตั้งขึ้น

“นิพิฏฐ์” ซัดคำสั่งพิสดาร คสช.

เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 23 ธ.ค. ที่บ้านพัก จ.พัทลุง นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจมาตรา 44 ออกคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 ขยายเวลาให้พรรคการเมืองดำเนินการในเรื่องสมาชิก ว่า เป็นการทำให้พรรคใหญ่อ่อนแอลง อย่างพรรคประชาธิปัตย์มีสมาชิกพรรคทั่วประเทศประมาณ 2.8 ล้านคน หากปฏิบัติตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ต้องเสียค่าบำรุงพรรคภายใน 30 วัน สมาชิกพรรคจะเหลือแค่ประมาณ 1 แสนคน คำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับนี้น่าจะเกิดประโยชน์ชัดเจนต่อพรรคการเมืองที่จะตั้งขึ้นมาใหม่ เพื่อสานต่ออำนาจของ คสช.ภายหลังการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในอนาคต การให้พรรคเก่าแก่อย่างประชาธิปัตย์ที่มีอายุ 71 ปี ไปเท่าเทียมกับพรรคที่จะตั้งขึ้นมาใหม่ เป็นเรื่องแปลกและพิสดาร การตัดแขนขาคนที่มีอายุมากที่ลืมตาดูโลกมานานหลายปี ไปเทียบเท่ากับคนที่เพิ่งคลอดใหม่ เป็นเรื่องที่ไม่ควรกระทำ ส่วนการเลือกตั้งจะยังเป็นไปตามโรดแม็ปหรือไม่นั้น วิเคราะห์ยากเพราะไม่มีระเบียบกฎเกณฑ์ที่แน่นอน เพราะไม่ได้ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมาย ทั้งหมดขึ้นอยู่กับผู้มีอำนาจเท่านั้น

เตือน “บิ๊กตู่” ระวังจะถูกหลอก

นอกจากนี้นายนิพิฏฐ์ยังโพสต์ลงเฟซบุ๊กระบุว่า “ประชาธิปไตยแบบตัวแทน” หรือแบบ “ผู้แทน” เห็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ยกข้อความในหนังสือ “เศรษฐกิจดิจิทัล” ว่าประชาธิปไตยแบบสภาผู้แทนอาจหมดสมัย ยุคใหม่อาจกลายเป็นแบบมีส่วนร่วม ฟังแล้วตกใจ เชื่อว่าคงไม่ได้อ่านเอง หรืออ่านเองก็คงอ่านไม่หมด หยิบเฉพาะส่วนที่เห็นด้วยมาพูด เหมือนจับหางช้างแล้วบอกว่าเป็นช้าง เรื่องนี้เป็นปรัชญาทางรัฐศาสตร์ ต้องเข้าใจให้ถ่องแท้เรื่อง “ตัวแทน” กับ “ผู้แทน” สองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน เวลาพูดเรื่องการมีส่วนร่วมพึงระวัง เดี๋ยวคนจะตั้งคำถามง่ายๆว่า แล้วเรื่องเรือดำน้ำกับรถไฟความเร็วสูงจีนประชาชนมีส่วนร่วมหรือไม่ ขอแนะนำให้พูดในเรื่องที่ถนัดดีกว่า ฟังที่พูดมานี่รู้เลยว่าใครแนะนำให้พูด ถ้าไม่อ่านจริงหรือไม่เข้าใจในสารัตถะ อาจถูกหลอกให้หลงทางได้ หนังสือดูเฉพาะหน้าปกไม่ได้ มีเยอะไปหน้าปกบอกว่าหนังสือธรรมะ แต่ข้างในเป็นหนังสือโป๊ สิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์พูดคือความพยายามสร้างความ ชอบธรรมให้กับรัฐบาลตัวเอง ให้กับสิ่งที่ท่านกำลังทำใช่หรือไม่

ปชป.ฉะแหลกจงใจเซ็ตซีโร่

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายราเมศ รัตนะเชวง รองโฆษกและคณะทำงานด้านกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงการออกคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 ว่า พรรคประชาธิปัตย์พร้อมปฏิบัติตามกฎหมาย สิ่งสำคัญผู้มีอำนาจควรคิดอยู่บนพื้นฐานความจริง ต้องตรงไปตรงมา และจริงใจ เริ่มต้นเขียนอารัมภบทมาเหมือนเข้าใจคำว่าพรรคการเมือง เข้าใจประชาชนที่เป็นสมาชิกพรรค แต่สุดท้ายกลับให้มายืนยันตัวตนใหม่ ยื่นหลักฐานใหม่ เสียค่าบำรุงสมาชิกใหม่ ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ 1 เม.ย.2561 หากดำเนินการไม่ทันให้ถือว่าสิ้นสภาพการเป็นสมาชิกพรรค ความหมายนี้ไม่ต่างอะไรกับการให้สมัครสมาชิกพรรคใหม่ เป็นเรื่องยากมากในทางปฏิบัติ เท่ากับเป็นการเซ็ตซีโร่สมาชิกพรรคการเมืองนั่นเอง

พวกปากปราศรัยใจเชือดคอ

รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า ที่ทำเช่นนี้เพราะอยากช่วยใคร พรรคใด มีอะไรแฝงอยู่ในใจควรบอกประชาชนตรงๆ ผู้มีอำนาจระบุเองว่าอยากให้สมาชิกผูกพันกับพรรคการเมือง เพื่อให้เป็นพรรคของประชาชน แต่คำสั่งที่ออกมากลับตรงกันข้าม ไม่อายบ้างหรือเขียนคำสั่งออกมาเช่นนี้ เข้าภาษิตปากปราศรัยน้ำใจเชือดคอ หากเปรียบกับคนที่รับราชการเป็นทหาร แล้วผู้มีอำนาจบอกว่าทหารทั้งกองทัพต้องไปยืนยันตัวตนต่อผู้บังคับบัญชา หากใครไม่มารายงานตัวจะขาดจากการเป็นทหาร คิดว่าเป็นธรรมหรือไม่ทั้งที่เขาเป็นทหารมา 10-20 ปี หรือมากกว่านั้น หรือให้ประชาชนทุกคนต้องมาแสดงตนว่าเป็นคนไทย หากไม่ทำตามกำหนดให้พ้นจากการเป็นประชาชนไทย คิดว่าประชาชนยอมหรือไม่

ซัดคำสั่งน่าอับอาย

นายราเมศกล่าวอีกว่า ถามว่าทำเพราะอยากอยู่ต่อ หรือช่วยพรรคการเมืองใด ช่วยใคร นี่หรือการปฏิรูปการเมือง นี่คือการล้มสมาชิกทำให้พรรคอ่อนแอ คำตอบจะมีในอนาคตว่า คสช.ทำเรื่องนี้เพื่อประโยชน์ตัวเอง หรือเพื่อปฏิรูปแน่ เป็นคำสั่งที่น่าอับอายที่สุด แต่จะยัดเยียดสร้างความอ่อนแอให้เราอย่างไร ไม่หวั่นไหวใดๆ ส่วนกระแสข่าวการตั้งพรรคทหาร หรือพรรคที่สนับสนุน คสช.นั้น เราไม่ขัดข้องถือเป็นสิทธิ์ แต่ คสช.อย่าทำให้เกิดความไม่เท่าเทียม หรือไม่เป็นธรรมขึ้น ขอให้เปิดหน้าเปิดตัวให้สังคมประชาชนรับรู้รับทราบ

หวังล้างฐานพรรคการเมือง

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี อดีต ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การออกคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 บางสื่อบอกว่าเป็นการคลายล็อก แต่ความจริงไม่ใช่ เป็นการเซ็ตซีโร่พรรคการเมือง การออกคำสั่งเช่นนี้เท่ากับล้างฐานพรรคการเมือง คสช.กำลังสร้างภาระความยุ่งยากให้ประชาชนในการมีส่วนร่วมกับการปฏิรูปการเมือง โดยเฉพาะกระบวนการทำไพรมารีโหวต ทั้งที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง กำหนดให้เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองมีอำนาจตรวจสอบว่าสมาชิกพรรคซ้ำซ้อนกันหรือไม่ มีกลไกตรวจสอบนี้อยู่แล้ว สุดท้ายเชื่อว่าการทำไพรมารีโหวตจะไม่ตรงตามเจตนารมณ์ที่ตั้งเอาไว้ ดังนั้น คำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับนี้คือการเซ็ตซีโร่ชัดเจน ไม่ใช่การคลายล็อก

“ชัยเกษม” รู้ทันเอื้อพรรคใหม่

ขณะที่นายชัยเกษม นิติสิริ อดีต รมว.ยุติธรรม และแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ออกมา คงต้องมองเรื่องความได้เปรียบเสียเปรียบ ด้วยความเชื่อว่าพรรคเกิดใหม่น่าจะสนับสนุนพรรคทหารมากกว่าพรรคเก่า เมื่อได้เปรียบเชิงนี้ก็ต้องทำทั้งที่กฎหมายเพิ่งประกาศใช้ แสดงให้เห็นว่าเปลี่ยนใจทำอะไรก็ได้ที่เป็นประโยชน์กับฝ่ายตัวเอง จากเงื่อนไขเท่ากับกึ่งๆเซ็ตซีโร่พรรคการเมือง ทำให้พรรคเก่าลำบาก พรรคใหม่สบายขึ้น เพราะถ้าเซ็ตซีโร่เลยทีเดียวอาจถูกประณามได้ เป็นกลอุบายที่ทำให้คนมองว่าพยายามทำให้เกิดความเป็นธรรม และจะเห็นว่าคนที่เรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงเป็นพรรคใหม่ทั้งนั้น

ทิ้งให้คิดพวกเดียวกันอาจหักดิบ

นายชัยเกษมกล่าวว่า จากนี้ไปคงเห็นอะไรอีกเยอะ ที่บอกว่าจะมีเลือกตั้งอย่าเพิ่งไปมั่นใจนัก อะไรก็เกิดขึ้นได้ในภาวะอย่างนี้ คอยดูกันต่อไปแล้วกันว่าเป็นอย่างที่ว่าหรือไม่ รวมถึงการลงพื้นที่ การให้อำนาจ กอ.รมน.มากขึ้น เวลานี้บางคนชักเริ่มคิดแล้วว่าอาจไม่มีการเลือกตั้งใน 1 ปีหรือปีครึ่งจากนี้ จะมีคนคอยคิดว่าทำอย่างนี้อย่างนั้นแล้วอาจดี กลุ่มกับพวกของตน แล้วเสนอผู้หลักผู้ใหญ่ก็เอาด้วย การอยู่ในอำนาจ 3 ปี การที่ 3 ปีไม่มีประชาธิปไตย กับ 3 ปีที่เศรษฐกิจแก้ไม่ไหว ถ้ายังฝืนกันต่อไปจะถึงกลียุคสักวันที่ประชาชนรับไม่ได้ คิดว่าต่อจากนี้เขาต้องผ่อนหนักผ่อนเบา เพราะอะไรที่ไม่ดีประชาชนเห็นชัดขึ้นทุกวัน เผลอๆอาจมีพวกเขาเองที่ทนไม่ไหวออกมาทำอะไรสักอย่าง และเสียของแน่นอน

“สามารถ” เคลิ้มไม่กระทบโรดแม็ป

นายสามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงรายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การขยายกรอบเวลาการทำกิจกรรมของพรรคการเมือง ดูแล้วไม่กระทบกับโรดแม็ป เพราะถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแล้ว คงเคลื่อนอะไรลำบาก การขยายเวลาตามคำสั่งดังกล่าวเป็นรายละเอียดปลีกย่อย ต้องไปศึกษารายละเอียดว่าพรรคการเมืองจะทำอะไรได้ช่วงไหน กระทบพรรคเก่าพรรคใหม่อย่างไร รวมถึงต้องติดตามดูข้อเสนอแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองของนายไพบูลย์ นิติตะวัน ผู้ริเริ่มก่อตั้งพรรคประชาชนปฏิรูป ที่มีประเด็นเรื่องไพรมารีโหวตด้วย

ย้อน “บิ๊กตู่” เป็นตัวอย่างที่ดีให้เด็ก

ด้าน ร.ท.หญิง สุณิสา ทิวากรดำรง กล่าวว่า คำขวัญวันเด็กปี 2561 “รู้คิด รู้เท่าทัน สร้างสรรค์เทคโนโลยี” ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ จะมีประโยชน์อะไร ในเมื่อในโลกแห่งความเป็นจริง รัฐบาลใช้กฎหมาย อาทิ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯคอยควบคุมเสรีภาพทางความคิด ปิดกั้นการรับรู้ของสังคม ทั้งยังกวาดล้างคนคิดต่างในโลกออนไลน์ต่อเนื่อง ที่จริงต้องต่อท้ายคำขวัญอีก 1 ประโยคเป็น “รู้คิด รู้เท่าทัน สร้างสรรค์เทคโนโลยี และมีเสรีภาพในโลกออนไลน์เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม” จึงจะถูก การตั้งคำขวัญวันเด็กไม่ใช่การแต่งนิทาน แต่ต้องสะท้อนความจริงด้วย ต้องแสดงให้เห็นว่าจะส่งเสริมเรื่องนั้นๆจริงจัง อย่าทำเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีให้เด็กเห็น ว่าการกระทำไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับคำพูดก็ได้ หากรัฐบาลอยากส่งเสริมให้เด็กไทยรู้คิด รู้เท่าทัน และมีความคิดสร้างสรรค์ ต้องยกเลิกกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้และขวางกั้นการพัฒนาของเด็ก ต้องรีบเปิดพื้นที่ทางวิชาการให้ภาคประชาชน นักวิชาการและสื่อมวลชนทำหน้าที่อย่างเสรี

ชงยุบพรรคบอยคอตเลือกตั้ง

นายอำนวย คลังผา อดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงข้อเสนอให้กำหนดบทลงโทษผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง อาจตัดสิทธิไม่ให้ไปรับราชการ ลงในร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ว่าไม่เห็นด้วยเป็นโทษที่มากเกินไปสำหรับประชาชน กลับกันก่อนหน้านี้เคยมีพรรคการเมืองบางพรรคไม่ส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง จนทำให้การเลือกตั้งต้องล้มไป คนร่างกฎหมายตอนนี้กลับไม่พูดถึง ทั้งที่เป็นการสร้างความเสียหายมากกว่าการไม่ไปใช้สิทธิของประชาชน จึงขอเสนอให้เขียนกำหนดโทษถึงขั้นยุบพรรคสำหรับพรรคใดที่ไม่ส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งแม้แต่เขตเดียวในการเลือกตั้งครั้งนั้นๆไว้ด้วย

“ตือ” กระแทก คสช.ทำลักลั่น

นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า คำสั่งหัวหน้า คสช.ไม่ถือว่าเป็นการปลดล็อก เพราะถ้าจะปลดล็อกจริงพรรค การเมืองต้องดำเนินกิจกรรมได้ในทันที แต่คำสั่งนี้เป็นเพียงการขยายเวลาเท่านั้น กฎหมายกำหนดห้วงเวลาชัดเจน แต่ คสช.รัฐบาลกลับปล่อยเวลาทอดมาจนครบกำหนด เป็นการลักลั่นโดยอ้างเหตุผลเรื่องการได้เปรียบเสียเปรียบ ถ้าย้อนไปดูในกฎหมายไม่ได้พูดถึงการได้เปรียบเสียเปรียบเลย หากปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามครรลอง จะไม่มีพรรคใดลุกขึ้นมาโวยวาย เมื่อถามว่าเวลาที่เหลือกระชั้นชิดมากเกินไป จะส่งผลให้เกิดปัญหาต่อไพรมารีโหวต และการหาเสียงเลือกตั้งหรือไม่ นายสมศักดิ์ตอบว่า เกี่ยวแน่ แต่ตอบไม่ได้ว่าจะส่งผลกระทบต่อโรดแม็ปหรือไม่ เมื่อ คสช.ยืนยันไม่กระทบเราก็ต้องเชื่อ ถ้าไม่เชื่อ คสช.ก็ไม่รู้จะเชื่อใครแล้ว

ชทพ.จ่อถาม กกต.ให้ชัดเจน

นายนิกร จำนง ผู้อำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า ต้องขอบคุณ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ออกคำสั่งผ่อนคลายข้อกังวลของพรรคการเมือง แต่การเขียนคำสั่งแบบนี้ โดยเฉพาะเรื่องสมาชิกพรรคเท่ากับเป็นการรีเซ็ตสมาชิกพรรคแบบซ่อนรูป และสร้างความลำบากให้พรรคการเมืองมากกว่า เพราะ ยากที่พรรคการเมืองจะทำเสร็จทันภายในเวลาที่กำหนด ที่อ้างว่าเป็นการแก้ปัญหาความซ้ำซ้อนของสมาชิกพรรคนั้น ไม่มีทางซ้ำกันได้ เพราะเราใช้ระบบยืนยันด้วยเลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลักมาตั้งแต่ปี 2550 แล้ว แต่เมื่อมีคำสั่งออกมา ในฐานะนักการเมืองคงต้องยอมรับและไม่มีสิทธิเลือกทางอื่น แต่เพื่อเป็นการเยียวยาให้กับพรรคการเมือง จะขอใช้สิทธิหารือไปยัง กกต. เพื่อให้ กกต.ชี้แจงให้ชัดเจนว่าประเด็นใดที่พรรคการเมืองทำได้ และสามารถขอความช่วยเหลือใดได้บ้างตามข้อเท็จจริง ตามความจำเป็น เพื่อไม่ให้เกิดเดดล็อกทางการเมืองในอนาคต

“สมชัย” ร่ายนิทาน “คุณปู่ขี้โมโห”

ด้านนายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า นิทานเรื่อง “คุณปู่ขี้โมโห” คุณปู่คนหนึ่งอาศัยในบ้านหลังใหญ่ มีผู้ร่วมอาศัยมากมาย แต่ด้วยความเป็นคุณปู่เจ้าอารมณ์ ก็มักขึ้นเสียงกับใครต่อใครในบ้าน จนไม่มีใครอยากตอแยด้วย เด็กๆที่วิ่งเล่นในบ้านก็ช่างกระไร ทั้งซุกซน ทั้งส่งเสียงดัง ไม่ค่อยอยู่ในแถวในแนวที่คุณปู่ต้องการ ยังไม่ถึงเวลาทานข้าวก็ส่งเสียงกันดัง “หิวข้าวๆๆๆ” บางคนก็รู้ดีอีก “หุงข้าวได้แล้ว” คุณปู่จอมหงุดหงิดจึงออกคำสั่งไปว่า “หนวกหูจัง ไป ไปเล่นตรงนู้นไกลๆเลย เดี๋ยวถึงเวลากินข้าวตะโกนเรียกเอง” เด็กน้อยจอมซน ได้ยินคำสั่งก็สงสัย ให้ไปเล่นไกลมากๆแล้วจะกลับมาทานข้าวเที่ยงทันหรือครับปู่ คุณปู่เลยบอก “หากข้าเคาะระฆังเสียงดังเมื่อไร พวกแกมีเวลาเล่นอีก 180 นาที ได้ยินเสียงระฆังเมื่อไร แกกะเวลากันเองให้ดีแล้วกัน กลับมาทานข้าวเที่ยงกันให้ทันล่ะ” เด็กบางคนได้ฟังก็สบายใจไปเล่นสนุกสนาน เพราะคิดว่ามีเวลาเหลือเฟือ เด็กบางคนก็ยังไม่วางใจ ยังป้วนเปี้ยนไปมาไม่ยอมห่างบ้านนัก เด็กบางคนเอาเวลาที่คุณปู่บอกมาคิดคำนวณ “มันเลยเที่ยงไปแล้วนี่นา หรือคุณปู่อยากแอบกินข้าวเที่ยงคนเดียว” นิทานเรื่องนี้ สอนให้รู้ว่า “อย่าส่งเสียงดังหนวกหู คุณปู่ไม่ชอบ”

ตีปี๊บนายกฯนำทีม ครม.สัญจร

อีกเรื่อง พ.อ.หญิง ทักษดา สังขจันทร์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. มีกำหนดนำคณะรัฐมนตรี (ครม.) ลงพื้นที่ตรวจราชการ ที่ จ.พิษณุโลก และประชุม ครม.สัญจร ครั้งที่ 4/2560 ที่ จ.สุโขทัย โดยการลงพื้นที่ จ.พิษณุโลก วันที่ 25 ธ.ค. นายกฯจะไปพบประชาชนเพื่อสร้างการรับรู้ต่อนโยบายและการดำเนินแผนงานโครงการรัฐบาลในรอบ 3 ปี อาทิ ชุมชนต้นแบบในการขับเคลื่อนพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ บริษัทประชารัฐรักสามัคคีพิษณุโลก ร่วมประชุมยุทธศาสตร์และแนวทางการพัฒนา 17 จังหวัดภาคเหนือ และติดตามความก้าวหน้าการบริหารจัดการน้ำตามโครงการบางระกำโมเดล และวันที่ 26 ธ.ค. จะประชุม ครม.สัญจร ที่ จ.สุโขทัย โดยก่อนการประชุมจะร่วมทำบุญตักบาตรรับรุ่งอรุณแห่งความสุขของประชาชน ณ บริเวณหน้าวัดมหาธาตุ

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สิ่งที่นายกฯรอคอยคือการได้พบปะพี่น้องประชาชน และผู้นำท้องถิ่น เป็นโอกาสอันดีที่จะได้รับฟังปัญหาความเดือดร้อน และสร้างความเข้าใจทิศทางอนาคตประเทศ ทิศทางที่สำคัญคือการแก้ไขปัญหาความยากจน ดึงศักยภาพที่มีอยู่สร้างมูลค่า เชื่อมโยงเศรษฐกิจกับประเทศในกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

สร้างความดีสวดมนต์ได้ทั้งปี

ที่ตลาดน้ำขวัญ-เรียม เขตมีนบุรี ชมรมช่างภาพการเมือง นำโดยนายชัยยศ ศิริสวัสดิ์ ประธานชมรมฯ ร่วมกับเครือข่ายจิตอาสารัฐสภา ร่วมกับ สสส. จัดกิจกรรมทำดีตามรอยพ่อ รณรงค์ “สวดมนต์ทั้งปี ทำสมาธิ 9 นาที สร้างความดีได้ทุกวัย” และโครงการสื่อสารนโยบายสาธารณะเพื่อการสร้างเสริมสุขภาวะที่ดี เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้เดินรณรงค์ร่วมกับเด็กนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เขตมีนบุรี และแจกหนังสือสวดมนต์ เพื่อรณรงค์ส่งเสริมสนับสนุนให้คนไทยที่นับถือศาสนาพุทธ ได้สวดมนต์นั่งสมาธิ รักษาศีล เป็นประจำทุกวัน เพื่อเสริมความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง

โพลชู “ตูน” ขวัญใจมหาชนปี 60

วันเดียวกัน นายนพดล กรรณิกา ผอ.สำนักวิจัยซูเปอร์โพล เปิดผลสำรวจความเห็นจากประชาชนทุกสาขาอาชีพ จำนวน 1,116 คน ระหว่างวันที่ 10-22 ธ.ค. เรื่อง “ขวัญใจมหาชน บุคคลที่สุดแห่งปี 2560” พบว่า ขวัญใจมหาชนบุคคลวงการบันเทิงที่สุดแห่งปี 2560 ได้แก่ “ตูน” อาทิวราห์ คงมาลัย ซึ่งทิ้งห่างอันดับสอง คือ “อั้ม” พัชราภา ไชยเชื้อ 3. “กาละแมร์” พัชรศรี เบญจมาศ 4.ณเดชน์ คูกิมิยะ และ 5. “ใหม่” ดาวิกา โฮร์เน่ ส่วนบุคคลวงการกีฬาที่สุดแห่งปี 2560 ได้แก่ “เจ” ชนาธิป สรงกระสินธ์ 2. “เมย์” รัชนก อินทนนท์ 3.“ตูน” อาทิวราห์ คงมาลัย 4. บัวขาว บัญชาเมฆ และ 5. ปลื้มจิตร์ ถินขาว สำหรับบุคคลการเมืองที่สุดแห่งปี 2560 อันดับหนึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา 2.นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ 3. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 4.คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ 5.นายชวน หลีกภัย ส่วนละครทีวีที่สุดแห่งปี ได้แก่ ล่า (ช่องวัน) หลงไฟ (ช่อง GMM25) เพลิงพระนาง (ช่อง 7) เพลิงบุญ (ช่อง 3) และรากนครา (ช่อง 3) ตามลำดับ ขณะที่บทเพลงพระราชนิพนธ์ที่ชื่นชอบ อันดับ 1 ได้แก่ ใกล้รุ่ง ตามด้วย ยามเย็น สายฝน ลมหนาว และพรปีใหม่ ตามลำดับ