วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
คุณประโยชน์สุดเพี้ยนของ มัมมี่อียิปต์โบราณ

คุณประโยชน์สุดเพี้ยนของ มัมมี่อียิปต์โบราณ

  • Share:

ผู้คนร่วมชมการคลี่ผ้าพันร่างมัมมี่.

ชาวอียิปต์โบราณมีความเชื่อในเรื่องชีวิตหลังความตาย การจะเดินทางไปใช้ชีวิตในโลกหน้าได้อย่างมีความสุขนั้น ไม่ใช่เพียงแค่การตระเตรียมสุสานอันโอ่อ่าพร้อมด้วยทรัพย์ศฤงคารมากมายเท่านั้น แต่ต้องเตรียม “ร่างกาย” ของพวกเขาเอาไว้ให้พร้อมสำหรับเป็นที่อยู่อาศัยของ “วิญญาณ” หรือที่ชาวไอยคุปต์เรียกว่า “คา” (kA) ด้วย ชาวอียิปต์โบราณจึงต้องสรรหาวิธีการที่จะทำให้ศพของพวกเขาไม่เน่าเปื่อยเพื่อคงสภาพร่างกายเอาไว้ให้เหมือนเมื่อครั้งยังมีชีวิตมากที่สุด ทั้งนี้ ก็เพื่อให้วิญญาณจดจำได้และเข้ามาอยู่อาศัยได้อีกครั้งหนึ่ง สำหรับชาวไอยคุปต์แล้ว มัมมี่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่พำนักของวิญญาณ เพื่อที่จะเป็นทางผ่านไปยังโลกหลังความตาย หรือ “สวรรค์” ที่เรียกว่า “ทุ่งต้นกก” (Field of Reeds) นั่นเอง

ในปัจจุบันนี้มัมมี่ที่มีชื่อเสียงอย่าง ฟาโรห์รามเสสที่ 2 (Ramses II) หรือยุวฟาโรห์ตุตันคาเมน (Tutankhamen) เจ้าของสุสานต้องคำสาป ล้วนได้รับการจัดแสดงเอาไว้ในโลงแก้วปรับอุณหภูมิและความชื้นอย่างดี ทว่ามัมมี่อียิปต์โบราณบางร่างก็ไม่ได้รับการทะนุถนอมเป็นอย่างดีเช่นนี้เสมอไปหรอกนะครับ แถมมัมมี่บางร่างยังถูกนำไปใช้งานด้วยวัตถุประสงค์สุดเพี้ยนจนน่าสงสาร ซึ่งคอลัมน์ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียล โดยทีมงานนิตยสารต่วย’ตูนจะพาไปดูกันครับ

มัมมี่แมวเคยถูกใช้ทำเป็นปุ๋ย.

คุณประโยชน์แรกก็คือมัมมี่ถูกใช้เป็น “ยารักษาโรค” ครับ ด้วยว่าในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 นั้น ความเชื่อเกี่ยวกับการนำชิ้นส่วนจากร่างกายของมนุษย์ เช่น เนื้อ กระดูก หรือเลือด ไปใช้ในฐานะตัวยาชั้นดีกำลังเป็นที่นิยมอย่างสูง มัมมี่อียิปต์โบราณที่ถูกขนย้ายออกไปยังยุโรปจึงกลายเป็นวัตถุดิบชั้นเลิศในการผลิตยาสุดสยองนี้ กล่าวกันว่ามัมมี่จะถูกนำมาหั่นหรือบ้างก็ทำการบดให้เป็นผง แล้วนำมาใช้แทน “ยาพอก” เพื่อโปะลงบนผิวหนัง หรือบ้างก็นำเอามัมมี่ผงที่บดได้ไปผสมกับน้ำแล้วดื่ม ด้วยความเชื่อที่ว่าตัวยาแสนวิเศษจากมัมมี่ไอยคุปต์นี้จะสามารถช่วยบรรเทาแผลฟกช้ำ รวมทั้งรักษาโรคภัยไข้เจ็บนานัปการได้ชะงัดนัก

ความเชื่อนี้อาจจะมาจากความเข้าใจผิดเกี่ยวกับคำว่า “มัมมี่” ด้วยว่าเอกสารแรกสุดที่พูดถึงคุณประโยชน์ด้านการเยียวยารักษาของมัมมี่มาจากบันทึกของ “พลินีผู้ชรา” (Pliny the Elder) เขาเขียนเอาไว้ว่า “บิทูเมน” (Bitumen : ยางสีดำในการทำมัมมี่) นั้นมีพลังในการเยียวยารักษา แน่นอนครับว่าพลินีไม่ได้หมายความว่าร่างของมัมมี่จะมีพลังทางด้านนี้ตามไปด้วย แต่ถึงอย่างนั้น “มัมมี่” หรือที่ในขณะนั้นเรียกว่า “มัมเมีย” (Mumia) ก็ได้รับความนิยมในฐานะวัตถุดิบชั้นเลิศสำหรับผลิตยารักษาโรค ทำให้มีการสร้าง “มัมมี่ปลอม” ออกมาหลอกขายเพื่อการนี้กันโดยเฉพาะอีกด้วยครับ ซึ่งศพที่นำมาทำมัมมี่ปลอมนั้นก็มีด้วยกันหลากหลาย ทั้งเหล่าอาชญากรที่ถูกประหาร บ้างก็อาจจะนำร่างของเหล่าทาสมาทำเป็นมัมมี่ ที่เด็ดไปกว่านั้นก็คือมีการนำอูฐมาทำเป็นมัมมี่ปลอมด้วยนะครับ!!

ห้องอีเทอร์โดม โรงพยาบาลแมสซาชูเสตต์ เจนเนอรัล.

มัมมี่ยังถูกใช้เพื่อการนัดพบปะสังสรรค์ด้วยครับ!! ในปัจจุบันเราอาจจะนัดเจอเพื่อนที่ห้างสรรพสินค้า อาจจะมีการกินข้าว ดูหนัง ร้องคาราโอเกะ แต่ชาวอังกฤษในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 มีวาระในการนัดเจอเพื่อนฝูงที่เด็ดกว่านั้น นั่นก็คือนัดกันมาดูโชว์การคลี่ผ้าพันมัมมี่น่ะสิครับ!!

ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 นั้น อังกฤษอยู่ในช่วงของการขนย้ายโบราณวัตถุและสิ่งของที่ค้นพบในอียิปต์กลับไปยังประเทศของตน แน่นอนว่ารวมถึง “มัมมี่” จำนวนมหาศาลด้วย บุคคลแรกสุดที่เริ่มไอเดียของการแกะผ้าพันมัมมี่ในที่สาธารณะเพื่อดึงดูดผู้คนให้เข้ามาชมคือนักสำรวจชาวอิตาเลียนชื่อว่า จิโอวานนี บาติสตา เบลโซนี (Giovanni Battista Belzoni) ในปี ค.ศ.1821 เบลโซนีได้เปิดการแสดงโชว์คลี่ผ้าพันมัมมี่ ซึ่งงานนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการอียิปต์โบราณที่จัดขึ้นใกล้กับพิคคาดิลลี เซอร์คัส (Piccadilly Circus) ในกรุงลอนดอน งานในครั้งนั้นถือว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงาม เพราะมีผู้สนใจเข้าร่วมชมถึง 2,000 คนเลยทีเดียว และหนึ่งในผู้ชมก็คือ โธมัส เพ็ตติกรูว์ (Thomas Pettigrew) ศัลยแพทย์ผู้มีหัวการค้าเป็นเลิศ เพราะหลังจากที่ได้ชม เขาก็เริ่มคิดที่จะทำบ้าง โดยจำหน่ายตั๋วเข้าชมหาเงินเข้ากระเป๋าด้วย แต่ก็มีการบรรยายให้ความรู้เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน

โจน ออฟ อาร์ค ถูกเผาทั้งเป็น.

หลังจากนั้นในปี ค.ศ.1834 โธมัสก็ได้ออกหนังสือหนึ่งเล่มชื่อว่า “ประวัติศาสตร์ของมัมมี่อียิปต์โบราณ” (A History of Egyptian Mummies) ทำให้ชาวยุโรปรู้จักมัมมี่อียิปต์โบราณ (จากมุมมองของโธมัส) ดียิ่งขึ้น นั่นทำให้กระแสการแกะผ้าพันมัมมี่ดังเป็นพลุแตก สมาชิกชนชั้นสูงในอังกฤษบางคนซื้อมัมมี่มาไว้ที่บ้านเพื่อหมายจะคลี่ผ้าพันออก แน่นอนครับว่าจะต้องมีคนเข้ามาร่วมชมมากมาย นอกจากนั้นบรรดาเครื่องรางที่ค้นพบระหว่างชั้นของผ้าพันมัมมี่ยังถือเป็นของมีค่าอีกด้วย ทำให้การพบปะเพื่อนฝูงด้วยการมาร่วมกันคลี่ผ้าพันมัมมี่เป็นที่นิยมอยู่พักใหญ่ๆเลยครับ

ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 นั้นเริ่มมีการซื้อหามัมมี่กันมากขึ้น ชาวยุโรปในช่วงนั้นจะนำมัมมี่มาเป็น “เครื่องตกแต่งบ้าน” บรรดาชนชั้นสูงนิยมซื้อหามัมมี่ไปฝากเป็นของที่ระลึก มัมมี่ถูกนำไปวางไว้ยังห้องรับแขกบ้าง ห้องนั่งเล่นบ้าง แม้แต่ใน “ห้องนอน” ก็ยังมี บางคนก็นำเอามือ แขน หรือศีรษะของมัมมี่ไปจัดวางเอาไว้รอบบ้าน บ้างก็เก็บไว้ในโดมแก้วอย่างดี วางโชว์ไว้เหนือเตาผิงอย่างภาคภูมิใจ ร้านค้าบางแห่งยังใช้มัมมี่ในฐานะ “นางกวัก” ที่ช่วยดึงดูดลูกค้าให้เข้าร้านด้วยครับ มีเอกสารระบุว่าร้านลูกกวาดแห่งหนึ่งในเมืองชิคาโก ช่วงปี ค.ศ.1886 ได้จัดแสดงมัมมี่อียิปต์โบราณเอาไว้ โดยระบุว่าเป็น “มัมมี่ของธิดาแห่งฟาโรห์ผู้ค้นพบโมเสสในดงต้นกก” เพียงเท่านี้ก็ได้ลูกค้าเข้ามาเลือกซื้อสินค้าเพียบเลยล่ะครับ

คุณประโยชน์ สุดเพี้ยนอีกกรณีหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันก็คือมัมมี่ไอยคุปต์ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องตบตาว่ามันเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์อันแสนล้ำค่าจากอดีต ในกรณีนี้เกี่ยวข้องกับตำนานของวีรสตรีแห่งฝรั่งเศส โจน ออฟ อาร์ค (Joan of Arc) ด้วยครับ

พ่อค้านั่งขายมัมมี่ในช่วงปี ค.ศ. 1875 .

ในช่วงปี ค.ศ.1421 นั้น โจน ออฟ อาร์ค ถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการมัดติดกับเสาสูง หลังจากนั้นนางถูกเผาจนไหม้เกรียม แต่จะเผาครั้งเดียวก็เกรงว่าจะยังกำจัดซากไปไม่หมด นั่นจึงทำให้โจน ออฟ อาร์ค ถูกเผาถึงสองครั้งสองครา ทั้งนี้ ก็เพื่อที่จะไม่ให้หลงเหลือสิ่งใดให้เก็บไว้เป็นอนุสรณ์ได้ แต่ในปี ค.ศ.1867 ก็ได้ปรากฏสิ่งที่เหลือเชื่อขึ้น เพราะขวดโหลที่มีฉลากเขียนไว้ว่า “วัตถุที่เหลือจากใต้เสาแห่งโจน ออฟ อาร์ค” ได้ปรากฏตัวขึ้นในห้องใต้หลังคาของร้านขายยาแห่งหนึ่งในกรุงปารีส เมื่อนำไปให้ทางโบสถ์พิจารณาก็พบว่านี่เป็นของแท้แน่นอน!

แต่หลังจากนั้นในช่วงปี ค.ศ.2007 นักโบราณคดีได้ทำการตรวจสอบวัตถุที่เหลืออยู่ในขวดด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์โดยละเอียด แล้วก็พบกับความจริงที่น่าทึ่ง เพราะว่าสิ่งที่อยู่ในขวดโหลนั้นเก่าแก่จริงๆครับ แถมมันยังเก่าแก่กว่ายุคของโจน ออฟ อาร์ค ไปอีกร่วมพันปี นั่นก็เพราะว่าสิ่งที่อยู่ในขวดโหลเป็นชิ้นส่วนของซี่โครงมนุษย์และกระดูกโคนขาของแมว ซึ่งมาจาก “มัมมี่” ของชาวอียิปต์โบราณต่างหากเล่า

ประโยชน์สุดพิลึกจากมัมมี่ยังไม่หมดเพียงเท่านี้นะครับ มนุษยชาติยังเคยใช้มัมมี่สร้างประโยชน์อีกสามประการหลักๆก็คือนำมาทำปุ๋ย ทำสี และทำกระดาษครับ

มัมมี่ที่ใช้ในการทำปุ๋ยส่วนใหญ่เป็นมัมมี่สัตว์ครับ ชาวไอยคุปต์ทำมัมมี่สัตว์นานาชนิด โดยเฉพาะสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นตัวแทนของเทพเจ้าองค์ต่างๆ เช่น แมว นก กระสา และลิงบาบูน ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ทางการอังกฤษได้ซื้อมัมมี่จากอียิปต์ไปเป็นจำนวนมหาศาลเพื่อใช้ประโยชน์ในเชิงเกษตรกรรม โดยเฉพาะมัมมี่แมวที่มีหลักฐานว่าบริษัทแห่งหนึ่งได้ซื้อมัมมี่แมวไปถึง “หนึ่งแสนแปดหมื่นตัว” รวมแล้วน้ำหนักมหาศาลถึง 19 ตัน!! เพื่อนำไปบดทำปุ๋ย แล้วปุ๋ยจากมัมมี่แมวอียิปต์โบราณเหล่านี้ก็ได้แพร่กระจายออกไปทั่วทั้งประเทศอังกฤษเลยล่ะครับ

การนำมัมมี่มาทำ “สี” เกิดขึ้นมาตั้งแต่ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 15 ช่างศิลป์ชาวยุโรปนิยมนำเอามัมมี่อียิปต์โบราณมาบดผสมกับเรซินและมดยอบ (Myrrh) ได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นผงสีน้ำตาล ดูค่อนข้างโปร่งใส เหมาะกับงานเคลือบเงาเป็นอย่างยิ่ง เรารู้จักสีน้ำตาลที่ผลิตจากมัมมี่ว่า “มัมมี่บราวน์” (Mummy Brown) แต่ก็มีนักวิชาการบางท่านสงสัยว่าสีมัมมี่บราวน์นี้จะสกัดจากศพของมัมมี่โดยตรงจริงแท้แค่ไหน เพราะสีมัมมี่บราวน์นั้นก็ถูกใช้มายาวนานตั้งแต่ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 15 ซึ่งการค้ามัมมี่อียิปต์โบราณยังไม่แพร่หลายเท่าใดนัก จึงมีการเสนอกันว่าบางทีวัตถุดิบที่นำมาใช้ในการผลิตมัมมี่บราวน์ในยุคแรกเริ่มอาจจะไม่ได้สกัดมาจากมัมมี่โดยตรง แต่น่าจะสกัดมาจาก “บิทูเมน” ที่ใช้ในการทำมัมมี่มากกว่า

ภาชนะบรรจุยาสมัยคริสต์ศตวรรษที่18 มีคำว่า “มัมเมีย” ที่ด้านข้าง

ประโยชน์สุดเพี้ยนประการสุดท้ายคือการทำกระดาษ โดยใช้ “ผ้าลินิน” ที่พันมัมมี่มาเป็นส่วนผสมในกระบวนการผลิตกระดาษ ในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 นั้นมีกลุ่มนายทุนบริษัทผลิตกระดาษได้นำเข้าเศษผ้าจากมัมมี่อียิปต์โบราณจำนวนมากไปยังสหรัฐอเมริกา แต่ประเด็นนี้ก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ครับว่าเหตุการณ์นี้จะเคยเกิดขึ้นจริงหรือไม่

แต่คุณประโยชน์สุดเพี้ยนอีกประการหนึ่งของมัมมี่อียิปต์โบราณที่ได้รับการยืนยันว่า “ไม่จริง” อย่างแน่นอนก็คือการใช้มัมมี่ประหนึ่งฟืนเพื่อเผาให้พลังงานกับรถจักรไอน้ำ เรื่องเล่านี้ปรากฏเป็นครั้งแรกในหนังสือชื่อ “The Innocents Abroad” ของมาร์ก ทเวน (Mark Twain) นักเขียนชาวอเมริกันที่มีชื่อเสียงโด่งดังในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 เขาเขียนเอาไว้ว่าบริษัทรถไฟของอียิปต์ได้นำเอามัมมี่อายุเก่าแก่กว่าสามพันปีมาเผาเป็นเชื้อเพลิง โดยซื้อมัมมี่เหล่านี้ในปริมาณมากมาจากสุสานโดยตรง แต่คุณประโยชน์สุดเพี้ยนข้อนี้ได้รับการยืนยันแล้วครับว่าเป็นเพียงแค่เรื่องล้อเลียนที่ปรากฏในงานเขียนของมาร์ก ทเวน เท่านั้นเอง

เรื่องสุดท้ายนำมาเสนอในครั้งนี้คล้ายคลึงกับโครงการ “ก้าวคนละก้าว” โดยคุณ ‘ตูน บอดี้สแลม’ ด้วยว่ามัมมี่ไอยคุปต์ก็เคยถูกใช้เพื่อ “ระดมทุน” ให้กับโรงพยาบาล!

หลอดบรรจุสีที่ถูกระบุว่าเป็นสี “มัมมี่บราวน์”.

มัมมี่ที่ได้รับหน้าที่นี้มีชื่อด้วยนะครับ เรารู้จักมัมมี่ร่างนี้กันในชื่อ “พาดีเฮรเชฟ” (Padihershef) เรื่องของเรื่องเริ่มต้นขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1823 เมื่อโรงพยาบาลแมสซาชูเสตต์ เจนเนอรัล (Massachusetts General Hospital) ในสหรัฐอเมริกา ได้รับมัมมี่พาดีเฮรเชฟมาจากเมืองบอสตัน ในช่วงนั้นโรงพยาบาลแห่งนี้เพิ่งเปิดทำการได้ไม่นาน ยังไม่ค่อยมีเงินทุนเท่าใดนัก ดังนั้น มัมมี่ของพาดีเฮรเชฟจึงถูกใช้เพื่อระดมทุนเข้าโรงพยาบาล แต่มัมมี่ก็ไม่ได้ลุกขึ้นมาวิ่งเหมือน ‘ตูน บอดี้สแลม’ หรอกนะครับ เพราะวิธีการระดมทุนคือนำมัมมี่ไปจัดแสดงเอาไว้ในห้องจัดแสดงศิลปะของเมืองบอสตันในฐานะ “มัมมี่อียิปต์โบราณที่สมบูรณ์ที่สุดร่างแรกในสหรัฐอเมริกา” เก็บค่าเข้าชมคนละ 0.25 ดอลลาร์ ซึ่งก็เรียกผู้ชมได้หลายร้อยคนเลยล่ะครับ หลังจากนั้นก็มีการนำไปโชว์ตัวตลอดทั้งปีในหลายเมืองทางชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐอเมริกา หาเงินเข้าโรงพยาบาลได้อีกมหาศาล

สุดท้ายพาดีเฮรเชฟก็ถูกนำมาเก็บรักษาเอาไว้ที่อีเทอร์โดม (Ether Dome) ในโรงพยาบาลแมสซาชูเสตต์ เจนเนอรัล ซึ่งเป็นห้องที่ใช้ในการทดลองใช้ยาระงับปวดในการผ่าตัดเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม ค.ศ.1846 กล่าวกันว่ามัมมี่ของพาดีเฮรเชฟก็ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในการผ่าตัดครั้งประวัติศาสตร์นี้ด้วยเช่นกัน

นอกจากนั้นแล้วอีเทอร์โดมยังถูกใช้เป็นสถานที่ดำเนินการผ่าตัดอีกถึงร่วม 6,000 ครั้ง ซึ่งพาดีเฮรเชฟก็ได้อยู่ร่วมเป็นสักขีพยานในการผ่าตัดทุกครั้ง อีเทอร์โดมจึงเปรียบเสมือนบ้านหลังที่สองของพาดีเฮรเชฟและเขาก็ยังคงอยู่ที่นั่นเรื่อยมาจวบจนปัจจุบัน.

โดย :สืบ สิบสาม

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้