วันศุกร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

จับ 2 นักข่าวรอยเตอร์ เมียนมาคิดปิดปากสื่อ?

สยบสื่อ-กระทรวงข่าวสารของเมียนมาเผยแพร่ภาพถ่าย นายวา โลน (ซ้าย) และนายจ่อ โซ โอ นักข่าวของสำนักข่าวรอยเตอร์ ในสภาพถูกใส่กุญแจมือ พร้อมหลักฐานของกลางเมื่อ 13 ธ.ค. หลังถูกจับ 1 วัน (รอยเตอร์)

ภาพลักษณ์ของกองทัพและรัฐบาลเมียนมาภายใต้การนำของนางอองซาน ซูจี ผู้นำโดยพฤตินัย “ป่นปี้” ตั้งแต่กองทัพบุกกวาดล้างรัฐยะไข่เมื่อกลางปีนี้ และยิ่งดำดิ่งลงไปอีกเมื่อตำรวจจับกุมนักข่าวของ “รอยเตอร์” สำนักข่าวอินเตอร์ยักษ์ใหญ่ 2 คนซึ่งทำหน้าที่รายงานข่าววิกฤติรัฐยะไข่อย่างมีเงื่อนงำ

การกวาดล้างรัฐยะไข่มีขึ้นหลังกลุ่มมุสลิมโรฮีนจาติดอาวุธโจมตีด่านตำรวจ 30 แห่งเมื่อ 25 ส.ค. ซึ่งองค์กรแพทย์ไร้พรมแดนระบุว่า แค่ช่วง 1 เดือนแรกมีชาวโรฮีนจาเสียชีวิตอย่างน้อย 6,700 คน และจนถึงขณะนี้ลี้ภัยเข้าบังกลาเทศแล้วกว่า 655,000 คน จนสหประชาชาติชี้ว่าอาจเข้าข่าย “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์”

นักข่าวรอยเตอร์ที่ถูกจับชื่อนายวา โลน วัย 31 ปี และนายจ่อ โซ โอ วัย 27 ปี ถูกเชิญไปทานอาหารค่ำกับตำรวจ 2 นายที่ชานนครย่างกุ้งเมื่อ 12 ธ.ค. หลังกินข้าวเสร็จก็ถูกจับภายใต้มาตรา 3 ของ “กฎหมายความลับของทางราชการ” (Official Secrets Act) ในข้อหาครอบครองข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับรัฐยะไข่และกองกำลังความมั่นคงอย่างผิดกฎหมาย โดยมีเจตนาส่งต่อให้สื่อต่างชาติ ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 14 ปี

ทางการยังระบุว่า ตำรวจทั้ง 2 นายที่ทานมื้อค่ำด้วยกันก็ถูกจับด้วย แต่ผ่านไปหลายวันก็ไม่ยอมให้นักข่าวทั้ง 2 คนพบทนายและครอบครัว แม้จะเผยภายหลังว่าถูกควบคุมตัวอยู่ในย่างกุ้ง ส่วนรัฐบาลพรรคเอ็นแอลดีของซูจีก็ได้แต่ “แบ๊ะๆ” ทำอะไรไม่ได้ เพราะตำรวจและกระทรวงมหาดไทยอยู่ใต้อาณัติของ “กองทัพ” แต่สมาชิกอาวุโสของเอ็นแอลดีบางคนชี้ว่าคดีนี้อาจถูกตำรวจกุขึ้นในลักษณะ “วางกับดัก-ยัดของกลาง”

หลังถูกจับหลายวันก็มีการแถลงว่าประธานาธิบดีถิ่น จ่อ ผู้นำโดยนิตินัยของเมียนมา (ซึ่งรู้กันว่าเป็นผู้นำหัวโขน) ได้อนุมัติให้อำนาจตำรวจดำเนินคดีนักข่าวรอยเตอร์ทั้ง 2 คนแล้ว เพราะมาตรา 13 ในกฎหมายความลับทางราชการระบุว่า ต้องให้ประธานาธิบดีอนุมัติก่อนจึงจะดำเนินคดีผู้ถูกกล่าวหาภายใต้กฎหมายนี้ในศาลได้

รัฐบาลนานาชาติ รวมทั้งสหรัฐฯ อังกฤษ แคนาดา ไปจนถึงเลขาธิการสหประชาชาติ หัวหน้ากอง บก. ของรอยเตอร์ องค์กรนักข่าวและกลุ่มสิทธิมนุษยชนต่างๆ ดาหน้าโจมตีการจับกุมนักข่าวทั้งคู่ว่าเป็นการโจมตีเสรีภาพสื่อมวลชน และเรียกร้องให้ปล่อยตัวโดยทันที

“กฎหมายความลับของทางราชการ” ถูกใช้มาตั้งแต่ ค.ศ.1923 หรือ 94 ปีก่อน ในยุค “พม่า” ยังเป็นดินแดนหนึ่งในอาณาจักร “บริติช อินเดีย” เพราะอังกฤษเจ้าอาณานิคมกลัวว่าชาติมหาอำนาจคู่แข่งอาจฉวยโอกาสจากความไม่สงบต่อต้านจักรวรรดินิยมอังกฤษในเอเชียใต้ โดยกฎหมายนี้ถูกปรับแก้มาจาก “กฎหมายต่อต้านจารกรรม” และเป็นที่ถกเถียงอย่างมากในอินเดียยุคนั้น พวกนายทหารในกองทัพอังกฤษยังผลักดันให้มีกฎหมายที่รุนแรงกว่านั้นเพราะกลัวการเคลื่อนไหวของพวกบอลเชวิคในโซเวียตและภัยคุกคามด้านภูมิรัฐศาสตร์ รวมทั้งความเป็นไปได้ที่จะเกิดสงครามเชื้อชาติระหว่าง “ญี่ปุ่น” กับ “สหรัฐอเมริกา” ซึ่งจะส่งผลกระทบต่ออินเดีย

นิยามความผิดใน “มาตรา 3” ครอบคลุมกว้างขวางมาก รวมทั้งการรุกล้ำพื้นที่ต้องห้าม การถ่ายภาพหรือจัดการเอกสารลับของทางราชการที่อาจเป็นหรือจงใจให้เป็นประโยชน์ต่อศัตรูทั้งทางตรงและทางอ้อม การติดต่อกับสายลับต่างชาติ แค่ใครครอบครองเอกสารรัฐบาลที่ยังไม่ถูกเผยแพร่ก็อาจถูกดำเนินคดีและลงโทษหนักได้ ดังนั้น นักข่าวอาจถูกจับดำเนินคดีได้ทุกเมื่อ ส่วนในอินเดียกฎหมายนี้ก็ยังอยู่

ในไม่กี่สิบปีหลังมีการใช้กฎหมายนี้ไม่มากนัก ในเมียนมา โดยรัฐบาลทหารซึ่งกุมอำนาจมายาวนานจนถึงปี 2554 มักใช้กฎหมายอื่นหรือ “ประมวลกฎหมายอาญา” (Penal Code) ซึ่งตกทอดมาตั้งแต่ยุคอาณานิคมเช่นกันในการเล่นงานฝ่ายต่อต้านรัฐบาลและอาชญากรทั่วไปแทน

แต่ใน ค.ศ.1990 ศาลทหารนำกฎหมายความลับของทางราชการมาใช้ ตัดสินจำคุกแกนนำพรรคเอ็นแอลดีฝ่ายค้าน 2 คนคนละ 10 ปี ในข้อหาส่งจดหมายของทางราชการให้สถานทูตต่างชาติ ในช่วงที่รัฐบาลทหารกวาดล้างฝ่ายค้านขนานใหญ่หลังพรรคเอ็นแอลดีชนะเลือกตั้งแต่ถูกรัฐบาลทหาร “คว่ำกระดาน” ประกาศให้เป็นโมฆะ แต่ทั้งคู่ได้รับอภัยโทษใน 2 ปีต่อมา จากนั้นก็มีรายงานว่า มีการใช้กฎหมายนี้อีก 2-3 ครั้ง รวมทั้งศาลสั่งจำคุกชายคนหนึ่งในข้อหารุกล้ำพื้นที่ทหารและบันทึกวีดิโอส่งให้ต่างชาติ อีกรายเป็นอดีตนายทหาร ถูกตัดสินจำคุกใน ค.ศ.2010 ในข้อหามีข้อมูลลับในคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปเพื่อส่งให้สำนักข่าวต่างชาติ

แต่ที่ฮือฮาที่สุดก็คือคดี “ยูนิตี้ เจอร์เนิล” นิตยสารรายสัปดาห์ในย่างกุ้งตีพิมพ์บทความหน้า 1 ในเดือน ม.ค.2014 แฉว่ากองทัพมีโรงงานผลิตอาวุธเคมีลับที่ภาคกลาง ทำให้ซีอีโอและนักข่าว 4 คนของยูนิตี้ฯ ถูกจับและถูกศาลตัดสินจำคุก 10 ปีโดยให้ใช้แรงงานหนัก จากนั้นลดโทษเหลือ 7 ปี ก่อนได้รับอภัยโทษในเดือน เม.ย.2016 หลังพรรคเอ็นแอลดีขึ้นกุมอำนาจ หลังชนะการเลือกตั้งในปี 2015 แต่ยูนิตี้ฯ ก็ถูกปิดไปในที่สุด

นักข่าวรอยเตอร์ทั้ง 2 คนนี้อาจถูกดำเนินคดีจนถึงที่สุด เพราะกองทัพ “ผู้มีอำนาจตัวจริง” ซึ่งถูกโจมตีอย่างหนักกรณีกวาดล้างชาวโรฮีนจาอาจต้องการ “เชือดไก่ให้ลิงดู” หวังปิดปากสื่อไม่ให้ขุดคุ้ยหาหลักฐานปรักปรำความทารุณโหดร้ายของกองทัพที่ทำกับชาวโรฮีนจา...หรืออาจมีวาระแอบแฝงอื่น!

บวร โทศรีแก้ว

ภาพลักษณ์ของกองทัพและรัฐบาลเมียนมาภายใต้การนำของนางอองซาน ซูจี ผู้นำโดยพฤตินัย “ป่นปี้” ตั้งแต่กองทัพบุกกวาดล้างรัฐยะไข่เมื่อกลางปีนี้ และยิ่งดำดิ่งลงไปอีกเมื่อตำรวจจับกุมนักข่าวของ “รอยเตอร์” สำนักข่าวอินเตอร์ยักษ์ใหญ่... 23 ธ.ค. 2560 10:22 23 ธ.ค. 2560 10:28 ไทยรัฐ