วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เข้าทางยื้อ “ปลดล็อก”

เข้าทางยื้อ “ปลดล็อก”

  • Share:

ในที่สุดก็ต้องยอมจำนนเป็นฝ่ายถอย

ตามสถานการณ์ที่ พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ขอถอนปมร้อนมาตรา 37/1

ว่าด้วยการให้อำนาจ ป.ป.ช.เข้าถึงข้อมูลด้วยการดักฟังโทรศัพท์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ เช่น ไลน์ เฟซบุ๊ก ของนักการเมือง เจ้าหน้าที่รัฐ และประชาชนในคดีทุจริต และร่ำรวย ผิดปกติ

หลังจากถูก กมธ.เสียงข้างน้อยผนึกกำลังกับสมาชิก สนช.หลายคน ฮึดสู้ไม่ยอมรับความเห็นของฝ่าย กมธ. เสียงข้างมากที่ยืนกรานอยากได้อำนาจการดักฟังเป็นเครื่องมือปราบโกง

เข้าข่ายสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชน

ในอารมณ์ที่ สนช.หลายคนแอบระแวงอยู่ลึกๆเกี่ยวกับการใช้อำนาจตามมาตรการดังกล่าวที่อาจย้อนศรกลับมาเป็นเครื่องมือแบล็กเมล์ตัวเองในอนาคต หากวงจรอำนาจเปลี่ยนมือ

เผยให้เห็นร่องรอยภายในขั้ว สนช.ที่ชักมีอาการแข็งข้อ ไม่ไปทางเดียวกัน เมินการสนองตอบแนวทางของเสียงข้างมากที่เป็นทีมงานของบิ๊ก คสช.

เร้าไปกับบรรยากาศการเมืองมีท่าทีออกรสออกชาติมากขึ้น ภายหลังจากที่มวยรุ่นใหญ่อย่าง “พ่อใหญ่จิ๋ว” พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ร่วมผสมโรงเร่งอุณหภูมิการเมือง

กระตุก “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ให้หยุดบ่น เลิกด่า หันมาตั้งหน้าตั้งตาทำงานหนัก เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจโดยเร็ว

รุ่นพี่ส่งสัญญาณเตือนรุ่นน้องเร่งแก้ปัญหาปากท้อง ก่อนที่ชาวบ้านกำลังจะอดตาย กันหมด

พุ่งเป้าเล่นงานจุดอ่อนรัฐบาลทหารเรื่องฝีมือการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

จากหลักฐานที่เห็นได้ชัดๆตัวเลขหนี้สินครัวเรือนและหนี้สินนอกระบบที่สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.)สำรวจพบครัวเรือนไทยมีหนี้สินในระบบและนอกระบบเพิ่มขึ้นจาก 3.7% เป็น 4.6% มีหนี้สินเฉลี่ยต่อครัวเรือน 177,128 บาท

ในทางตรงข้ามกลับมีเงินออมลดลง โดยปัญหาที่ชาวบ้านอยากให้รัฐบาลเร่งแก้ไขอย่างเร่งด่วนยังคงเหมือนเดิมคือ การควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคไม่ให้มีราคาแพง

โจทย์ใหญ่ด้านเศรษฐกิจยังเป็นด่านหินที่ท็อปบูตต้องเร่งเครื่องกันอีกยกใหญ่

ปัญหาการเมืองและเศรษฐกิจรุมเร้ากดดันผู้นำ คสช.มากขึ้น ในยามที่เรตติ้งของ “บิ๊กตู่” เริ่มสั่นคลอน ไม่มีหน้าตักแน่นหนาเหมือนเก่า เครือข่ายที่เคยสนับสนุนไม่แน่นแฟ้นเหมือนเก่า

อย่างที่เห็นอาการของทีมนกหวีด นายอิสสระ สมชัย อดีต ส.ส.ประชาธิปไตย และแกนนำ กปปส.หวดใส่รัฐบาล “ลุงตู่” บริหารงานมาจะ 4 ปี การปฏิรูปประเทศไม่ดีขึ้น มีแต่อุ้มคนรวยไม่ช่วยคนจน

ประกาศตรงๆต่อหน้า เชียร์ต่อไปไม่ไหวแล้ว สะกิดแรงๆให้เลิกกระเตงพวกพ้องที่ไม่ดี

มิตรชั้นดีอย่าง กปปส.มีท่าทีเปลี่ยนไป ไม่ลงรอยกันมากขึ้น ก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึงพวกคู่ปรับจากค่ายการเมืองต่างๆที่ผูกปีห้ำหั่นกันมาตลอด

แนวโน้มความคุกรุ่นไต่ระดับขึ้นตามลำดับ ล่าสุด “จ่านิว” นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ แกนนำกลุ่มสตาร์ตอัพพีเพิล ยื่นหนังสือถึงนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. จี้ สนช.เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลและ คสช.

เพื่อเคลียร์ความโปร่งใสในการทำงาน อาทิ ปมการละเมิดสิทธิมนุษยชน จับกุมประชาชนที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล และปัญหาการทุจริตในบรรดาพวกพ้อง

ขีดเส้นให้เปิดซักฟอกใน 30 วัน หากภายใน 3 สัปดาห์แรกของเดือน ม.ค.2561 ไม่ดำเนินการ กลุ่มประชาชนจะเปิดเวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเองทั้งประเทศ

แหย่หนวดเสือ ตั้งท่าปลุกระดมมวลชนต่อต้านอำนาจพิเศษ

ต้อนรับฉากที่ “บิ๊กตู่” เพิ่งลงนามคำสั่งมาตรา 44 คลายล็อกบางส่วนให้พรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมทางธุรการได้ตามกรอบเวลาที่กฎหมายพรรคการเมืองกำหนด

สุมหัวเชื้อรอระหว่างทาง ร่วมเร้าอุณหภูมิการเมืองก่อนไปถึงสนามเลือกตั้งปลายปีหน้า

แต่เต็มที่คงทำได้แค่เพียงเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ ดิสเครดิตให้ คสช.เกิดความรำคาญเท่านั้น

คงไม่เหลือบ่ากว่าแรงที่อำนาจพิเศษจะสยบอาการแตกแถวได้

แต่ที่ดูน่าเป็นห่วงคือ ฝ่ายนักเลือกตั้งที่มีแต่เสียกับเสีย หากเงื่อนไขสถานการณ์บ้านเมืองยังวุ่นวายไม่สงบ

ยิ่งกวนน้ำให้ขุ่นมากเท่าไร โอกาสปลดล็อกการเมืองก็ยิ่งริบหรี่.

ทีมข่าวการเมือง

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้