วันอังคารที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ต้านกม.ติดหนวด สนช.วุ่น-เลื่อน ปมปปช.ดักฟัง 'ตู่' เปิดรถไฟจีน

“วิษณุ” แย้มให้รอดูคำสั่งหัวหน้า คสช. รู้ชัดปลดล็อกเมื่อไหร่ แจงใช้ ม.44 ยืดกำหนดวันบังคับใช้กฎหมาย “มีชัย” พลิ้วใช้อำนาจพิเศษไวกว่าให้ สนช.แก้ ปธ.กกต.ตอกยาวิเศษแก้ปัญหาไม่ได้หมด “สมชัย” แนะรัฐฟังความให้รอบด้าน อย่าคิดเองเออเอง “อิสสระ” จับไต๋ตัดขาพรรคเก่ามีนัยแฝง ซัด คสช.เล่นตบตานานาชาติ สนช.รุมต้านกฎหมายติดหนวด ป.ป.ช. แฉแหลกถกไม่ถึงชั่วโมงปิดจ๊อบ “มีชัย” ห่วงประชาชนถูกขึงพืด “ศรีสุวรรณ” ขู่ส่งศาล รธน.วินิจฉัย “วิษณุ” เผยได้พิมพ์เขียวปฏิรูปร่างยุทธศาสตร์แล้ว ปฏิทินปีใหม่ “ทักษิณ-ปู” โผล่ลึกลับ “บิ๊กตู่” ลั่นระฆังรถไฟความเร็วสูงจีน เพจดังแฉไม่เลิกโรเล็กซ์เรือนที่ 6 “บิ๊กป้อม” มูลค่า 8 แสน “ไผ่ ดาวดิน” ได้สวมชุดครุยนิติศาสตร์ ทำเนียบระทึกคนงานก่อสร้างตกนั่งร้านขณะซ่อมตึก

ตามที่รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีข้อสรุปใช้อำนาจตามมาตรา 44 คลายล็อกให้พรรคการเมืองดำเนินการทางธุรการได้บางส่วน โดยยังไม่ปลดล็อกเต็มรูปแบบนั้น ล่าสุดนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่าในคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่จะออกมา จะบอกเงื่อนไขการปลดล็อกไว้หมดว่าเป็นเมื่อไหร่

อ้างงัด ม.44 เพื่อความเท่าเทียม

เมื่อเวลา 13.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการใช้ อำนาจมาตรา 44 ขยายกรอบเวลาดำเนินการตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ว่า จะทำให้ทั้งพรรคเก่าและพรรคใหม่อยู่ในสถานะเริ่มต้นไปพร้อมกัน ไม่มีใครได้เปรียบ เสียเปรียบ ไม่เช่นนั้นพรรคเก่าที่มีสมาชิก มีพรรค มีกรรมการบริหารพรรคอยู่แล้วได้เปรียบ เมื่อให้ทำกิจกรรมสามารถเดินหน้าได้เลย แต่พรรคใหม่ต้องเริ่มจองชื่อพรรค หาสมาชิก และหากรรมการบริหารพรรค แล้วไปยื่นคำขอจดทะเบียนตั้งพรรค ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อาจพิจารณาให้ตั้งหรือไม่ 1 เดือน ตรงนี้จึงอาจเสียเปรียบพรรคเก่า เหตุนี้จึงต้องถอยร่นเวลาออกมา 1 เดือน เพื่อให้พรรคใหม่ทำสิ่งเหล่านี้ได้ เมื่อพรรคใหม่ได้รับคำจดทะเบียนจัดตั้งพรรคแล้วจะมีสถานะเหมือนพรรคเก่า

รอดูคำสั่งจะรู้ปลดล็อกเมื่อไหร่

นายวิษณุกล่าวอีกว่า ส่วนเงื่อนเวลาที่จะปรับในคำสั่ง คสช. จะระบุไว้ชัด โดยพยายามยึดเวลาเดิมของกฎหมายพรรคการเมือง ทั้งกรอบ 90 วัน และ 180 วัน ที่เริ่มนับตั้งแต่วันที่ 8 ต.ค.2560 โดยเปลี่ยนไปนับจากวันไหนสักวันหนึ่งแทน ส่วนคำสั่งจะออกมาเมื่อไรยังไม่รู้ แม้ต้องเลื่อนการเริ่มนับวันทำกิจกรรมก็ไม่ส่งผลกระทบกับกำหนดโรดแม็ปเลือกตั้งในเดือน พ.ย.2561 เมื่อถามว่าจะปลดล็อกให้พรรคการเมืองเริ่มทำกิจกรรมทั้งหมดได้เมื่อไหร่ นายวิษณุตอบว่า ในคำสั่งดังกล่าวจะบอกไว้หมดว่าจะปลดล็อกเมื่อไหร่ เพื่อให้รู้ล่วงหน้า เมื่อเห็นแล้วจะรู้เลย

“มีชัย” พลิ้ว ม.44 ไวกว่าให้ สนช.แก้

ที่รัฐสภา นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวว่า การใช้มาตรา 44 แก้ พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง เพื่อขยายเวลาให้พรรคทำงานธุรการ คงพูดไม่ได้ แต่เชื่อว่าจะแก้ไขเท่าที่จำเป็น ส่วนการแก้โดย สนช. บอกไม่ได้ว่าเหมาะหรือไม่ แต่เวลา 3 เดือนไม่น่าทัน ใช้มาตรา 44 น่าจะทันกว่า ส่วนจะกระทบต่อโรดแม็ปเลือกตั้งหรือไม่ นายกฯระบุไว้ชัดเจนแล้ว

กกต.ตอกยาวิเศษแก้ไม่ได้หมด

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต.กล่าวว่า กรณีรัฐบาลเตรียมใช้มาตรา 44 ปลดล็อกการทำกิจกรรมการเมืองบางส่วนนั้น กกต.เป็นผู้ปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่ว่ากฎหมายจะออกมาอย่างไร ก่อนออกเป็นกฎหมายเราได้ทักท้วงไปแล้ว ขณะนี้ยังไม่เห็นคำสั่งว่าจะออกมาอย่างไร แต่ถ้าจะขยายเวลาเฉพาะการแจ้งปรับปรุงฐานข้อมูลสมาชิกพรรค คงแก้ไขปัญหาไม่ได้ทั้งหมด เมื่อถามว่ากฎหมายเพิ่งจะใช้บังคับ แต่ต้องมาแก้ไขด้วยมาตรา 44 ควรต้องมีผู้รับผิดชอบหรือไม่ นายศุภชัยตอบว่า ไม่ขอพูดว่าใครต้องรับผิดชอบหรือไม่ แต่คงไม่ใช่ความผิดของ กกต.

แนะรัฐฟังเสียงพรรคเก่า-ใหม่

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.กล่าวว่า การใช้อำนาจมาตรา 44 ปลดล็อกให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมได้บางส่วนนั้น ปัญหาอยู่ที่พรรคการเมืองทั้งเก่าและใหม่ เพราะไม่รู้ว่า คสช.จะผ่อนคลายให้พรรคทำกิจกรรมเมื่อใด ต้องวางตารางกันให้ดี ถ้าเป็นไปได้อยากให้ผู้มีอำนาจ โดยเฉพาะนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯและผู้ที่เกี่ยวข้อง หารือกันให้รอบคอบ ต้องเอาข้อเท็จจริงมาดูกัน ทั้งความเห็นของพรรคเก่าและใหม่ อย่าไปคิดเองว่าเขาทำได้ จะได้ไม่เป็นปัญหา อย่างตัวเลขบางตัว ไม่แน่ใจว่าผู้มีอำนาจรู้หรือไม่ เช่น การขอตั้งพรรคใหม่ กกต. ต้องใช้เวลาตรวจสอบหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 40 หน่วยงาน ใช้เวลาตรวจสอบ 45 วัน ถ้าได้พูดคุยกันว่าระยะเวลาดังกล่าวสามารถย่นย่อได้เพียงใด จะเป็นประโยชน์ หากเชิญ กกต.ไปให้ข้อมูลเราพร้อม

ลั่นทำให้ทุกพรรคเท่ากันไม่ได้

นายสมชัยกล่าวต่อว่า การปลดล็อกบางส่วนไม่ได้ทำให้พรรคตั้งใหม่ได้เปรียบ เพราะถึงอย่างไรก็ทำได้เพียงเตรียมการไว้ เมื่อปลดล็อกหมดถือว่าทั้งเก่าและใหม่เริ่มสตาร์ตพร้อมกัน พรรคใหม่ยังมีขั้นตอนต้องทำการจดแจ้งจัดตั้ง การประชุมต่างๆที่เสียเปรียบพรรคเก่าที่มีความเป็นพรรคไปแล้ว ยกเว้น คสช.จะให้พรรคใหม่จดทะเบียนจัดตั้งพรรคได้ตั้งแต่ตอนนี้เลย เราคงทำให้ทุกพรรคเท่ากันไม่ได้ เป็นสิ่งดีที่ คสช.พยายามทำให้เท่าเทียมกัน แต่ต้องคิดให้รอบคอบว่าใช้มาตรา 44 แก้ปัญหาแล้วเขาจะทำได้ทันจริงๆ ไม่ใช่ถึงเวลาสตาร์ตแล้วบางพรรคทำไม่ทัน ส่งผู้สมัครไม่ได้ เมื่อมีเจตนาดีต้องคิดให้เขาทำทันด้วย ไม่ใช่ถึงเวลาก็ให้ทำกันแค่เป็นพิธีกรรม จะกลายเป็นสังคมหลอกลวง เราไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น

ตัดขาพรรคเก่ามีนัยการเมือง

ด้านนายอิสสระ สมชัย อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ และแกนนำ กปปส. กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอให้แก้ไข พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรค การเมือง ที่ต้องการให้รีเซ็ตสมาชิกพรรคการเมืองใหม่ เพราะพรรคการเมืองเก่ามีมาก่อน มีสมาชิกพรรคมาก ต่างจากพรรคใหม่ที่เพิ่งตั้งมีสมาชิกน้อยถือเป็นเรื่องปกติ เปรียบเหมือนคนขายาวกับขาสั้น อยู่ๆจะมาอ้างเรื่องความเท่าเทียมเป็นธรรม ต้องตัดขาให้เท่ากันมันฟังไม่ขึ้น เชื่อว่าถ้ามีการเซ็ตซีโร่สมาชิกพรรคจริง รัฐบาล คสช.จะตกต่ำลงยิ่งกว่านี้ เพราะกลับไปเอาโจทย์เก่าที่เคยเถียงกันหน้าดำหน้าแดงจนคณะ กรธ.เคาะว่าไม่เอาเรื่องเซ็ตซีโร่สมาชิกพรรค แต่ให้เก็บเงินค่าสมาชิกบำรุงพรรคที่สังกัด มาวันนี้ทำเหมือนจำไม่ได้จะให้เซ็ตซีโร่อีก ต้องให้ความเป็นธรรมกับพรรคเก่าว่าเขาก่อตั้งมากี่สิบปี การเสนอเรื่องนี้มีนัยทางการเมืองซ่อนเงื่อนปมไว้แน่นอน คือ พยายามบอนไซพรรคเก่าให้เล็กลง หรือต้องการทำให้ทุกพรรคเท่ากันทั้งหมด แต่ในข้อเท็จจริงเป็นไปไม่ได้ สำหรับตนยืนยันว่าไม่ย้ายพรรคแน่ ยังอยู่กับประชาธิปัตย์แน่นอน

ซัด คสช.เล่นตบตานานาชาติ

นายอิสสระกล่าวอีกว่า เช่นเดียวกับการเสนอให้ใช้มาตรา 44 แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อยืดเวลาการจัดเลือกตั้งออกไป เท่ากับรัฐบาล คสช.ตบตานานาชาติ มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจความเชื่อมั่นแน่ อย่าสร้างเงื่อนไขใดมาเลื่อนการเลือกตั้ง แต่ตนไม่ได้มองว่าประชาธิปไตยเป็นยาวิเศษแก้ไขทุกอย่างได้ เพราะถ้าดีจริงทำไมจึงปล่อยให้เกิดระบอบทักษิณ หรือแม้แต่รัฐบาลทหารที่มีอำนาจพิเศษทำไมยังบริหารได้แค่นี้ แม้จะเป็น กปปส. แต่ก็ค้านทหารที่ใช้อำนาจมิชอบในหลายกรณี อย่างเรื่องนาฬิกาหรูวันนี้ยังไม่ชี้แจง แต่กลับเรียกร้องให้ลดราวาศอก จนนาฬิกาจะกลายเป็นนาฬิเกไปแล้ว

รอศาลฎีกาตอบปมสรรหา กกต.

ขณะที่นายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. กล่าวถึงการทำหนังสือสอบถามประเด็นการคัดเลือกผู้สมควรได้รับการเสนอชื่อเป็น กกต. โดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่า มีหนังสือสอบถามไปแล้วว่าการคัดเลือกถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ แต่ยังไม่ได้รับหนังสือตอบกลับ ทราบว่าประธานศาลฎีกามีหนังสือตอบเรื่องกระบวนการสรรหาไปยังประธาน สนช.แล้ว คิดว่าคงเป็นคำตอบเดียวกัน เรื่องการสรรหา กกต. ถือว่าหมดหน้าที่เราแล้ว

สนช.รุมต้านเพิ่มอำนาจ ป.ป.ช.

วันเดียวกันเวลา 11.00 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ในวาระ 2 และ 3 โดยมาตราที่ถกเถียงกันหนักคือ มาตรา 37/1 ที่คณะกรรมาธิการฯได้เพิ่มเติมเนื้อหาเพิ่มอำนาจให้ ป.ป.ช. สืบค้นข้อมูลโดยดักฟังข้อมูลทางโทรศัพท์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้ ซึ่งถูก กมธ.เสียงข้างน้อยและ สนช.หลายคนอภิปรายคัดค้านอย่างหนัก ขอให้ตัดมาตราดังกล่าวออกไป อาทิ นายวิชา มหาคุณ กมธ.เสียงข้างน้อย และอดีตกรรมการ ป.ป.ช. อภิปรายว่า การได้ข้อมูลทางลับเป็นสิ่งที่ต้องพึงระวัง เป็นห่วงว่าหากข้อมูลที่ไม่เกี่ยวกับคดีหลุดออกไป อาจเป็นเครื่องมือนำไปใช้แบล็กเมล์ทางการเมืองกันได้ไม่ควรนำมาใส่ ถ้า ป.ป.ช.เป็นองค์กรที่น่าเคารพศรัทธา ข้อมูลจะหลั่งไหลมาเอง

แฉถกไม่ถึงชั่วโมงได้ติดหนวด

นายภัทระ คำพิทักษ์ กมธ.เสียงข้างน้อย กล่าวว่า น่าคิดว่าหาก ป.ป.ช.ได้อำนาจส่วนนี้ไปแล้วถูกครอบงำ จะเกิดอะไรขึ้น การพิจารณามาตรานี้ในชั้น กมธ. ใช้เวลาสั้นๆไม่เกิน 1 ชั่วโมง ยังไม่รวมเรื่องอำนาจการอำพราง และสะกดรอย ที่เสนอเป็นฝาแฝดพ่วงมาด้วย ถือว่าการพิจารณาไม่ละเอียดรอบคอบ ในประเทศสหรัฐอเมริกาการดักฟังต้องมีหลักฐานแน่นหนา อาทิ เหตุผลและรูปแบบการดักฟัง รายชื่อเป้าหมาย ต้องเป็นเรื่องเร่งด่วน และข้อมูลที่ไม่เกี่ยวกับคดีต้องถูกทำลายทันที แต่ของไทยมีรายละเอียดเหล่านี้หรือไม่ ไม่ใช่แค่ตั้งข้อสงสัยก็ดักฟังได้แล้ว การได้เครื่องมือปราบทุจริตต้องชั่งน้ำหนักถึงคุณค่าที่ต้องแลกมา เช่น การละเมิดสิทธิในระบอบประชาธิปไตยว่าคุ้มค่ากันหรือไม่

เคลียร์ไม่ลงตัวต้องพักประชุม

ด้าน พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ กมธ.เสียงข้างมาก และประธาน ป.ป.ช. กล่าวว่า การใช้คำว่าดักฟังเป็นการสร้างภาพที่น่ากลัว ฟังแล้วแสลงใจ ไม่มีเจตนาล่วงละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชน การใช้อำนาจนี้ได้ต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ป.ป.ช.ว่ามีเหตุผลเพียงพอ และต้องส่งเรื่องให้อธิบดีศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเห็นชอบด้วย ไม่ใช่แค่ให้ผู้พิพากษาทั่วไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากสมาชิก สนช.อภิปรายท้วงติงอย่างหนักในมาตราดังกล่าวนานหลายชั่วโมงก็ยังไม่ได้ข้อสรุป นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. จึงสั่งพักประชุม 10 นาที ให้ กมธ.เสียงข้างมากและ กมธ.เสียงข้างน้อยไปหารือนอกรอบ แต่ปรากฏว่าไม่สามารถตกลงกันได้ และยังมีประเด็นที่ สนช.อภิปรายไม่ครบถ้วน จึงเลื่อนประชุมไปเป็นวันที่ 22 ธ.ค.เวลา 09.00 น.

“มีชัย” ห่วงประชาชนถูกขึงพืด

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวว่า การเพิ่มอำนาจให้ ป.ป.ช. สืบค้นข้อมูลผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการ และประชาชน ผ่านอุปกรณ์สื่อสารทั้งหมด หมิ่นเหม่ต่อการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองอยู่ โอกาสที่ประชาชนจะเดือดร้อนมีมากกว่าประโยชน์ที่จะได้รับ แม้กฎหมายจะยกให้เป็นอำนาจศาลในการอนุญาตหรือไม่อนุญาต แต่ศาลก็ฟังเหตุผลจากเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ข้างเดียวเท่านั้น ถ้าศาลเชื่อเท่ากับว่า ป.ป.ช.จะมีอำนาจถึง 90 วัน จับผู้ร้ายคนเดียวแต่เข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล ดักฟังโทรศัพท์ ดูอีเมลได้เป็นร้อยคน หากมีข้อสงสัยว่าเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด ผู้ที่ได้รับอำนาจก็สนุกดี แต่คนถูกละเมิดไม่สนุกด้วย เท่ากับว่าประชาชนอยู่ตรงกลาง โดยที่ทุกหน่วยงานมีอาวุธกันหมด ถ้าเช่นนี้ประชาชนอยู่ลำบาก การอ้างว่า ป.ป.ช.ควรมีอำนาจเหนือกว่าดีเอสไอตามศักดิ์กฎหมายลูก คิดแบบนั้นไม่ได้

“ศรีสุวรรณ” ขู่ส่งศาล รธน.วินิจฉัย

ด้านนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กล่าวว่า ได้ออกแถลงการณ์ในนามสมาคมฯ คัดค้านร่าง พ.ร.บ.ป.ป.ช. ที่มีการเพิ่มอำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ใช้เครื่องมือสื่อสารคมนาคม เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ หรือด้วยวิธีการอื่นใด ในการสะกดรอยผู้ต้องสงสัยว่ากระทำความผิด หรือจะกระทำความผิดฐานร่ำรวยผิดปกติ หรือทุจริตต่อหน้าที่ ถือว่าเป็นการออกกฎหมายที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เป็นการละเมิดและจำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคล จึงเรียกร้องให้ สนช.พิจารณาตัดเนื้อหาดังกล่าวทิ้งไป ถ้ายังดื้อดึงผ่านเป็นกฎหมายออกมา จะยื่นฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่าขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ เพื่อไม่ให้มีผลบังคับใช้ต่อไป

ได้พิมพ์เขียวปฏิรูป–ยุทธศาสตร์

ช่วงบ่ายที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมร่วมระหว่างคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติและคณะกรรมการปฏิรูปว่า สอบถามความคืบหน้าการทำงานของคณะกรรมการปฏิรูป และคณะกรรมการยุทธศาสตร์ แผนปฏิรูปต้องทำเสร็จและส่งให้คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) วันที่ 24 ธ.ค.2560 ขณะนี้แผนทำเสร็จหมดแล้ว ในที่ประชุมเป็นการถามถึงปัญหาและอุปสรรค ซึ่งคณะกรรมการระบุว่าเคยมีแต่คลี่คลายไปแล้ว สิ่งที่คณะกรรมการอยากรู้คือเมื่อทำแผนปฏิรูปเสร็จแล้ว ต้องทำอะไรต่อ คำตอบคือในส่วนของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ต้องทำแผนแม่บท ส่วนคณะกรรมการปฏิรูปตั้งขึ้นมาโดยอยู่ได้ 5 ปี เขาใช้เวลา 6 เดือนทำเสร็จ ส่วนเวลาอีก 4 ปี 6 เดือนที่อยู่ต่อเพื่อตามงานในหน่วยงานต่างๆ ว่าปฏิบัติตามแผนปฏิรูปหรือไม่

ปฏิทินปีใหม่ “ทักษิณ–ปู” โผล่

ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคเพื่อไทยว่า ได้ปรากฏ ภาพปฏิทินตั้งโต๊ะ สวัสดีปีใหม่ 2018 จำนวน 2 แบบ ส่งต่อกันในไลน์หมู่สมาชิกและแกนนำพรรค โดยแบบแรกเป็นรูปนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อุ้ม ด.ช.ชินวาคิณ คุณากรวงศ์ หลานชาย พร้อมข้อความ “นายกของประชาชน” ระบุถึงโครงการที่เกิดขึ้นสมัยนายทักษิณเป็นนายกฯ เช่น โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค บ้านเอื้ออาทร หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ เป็นต้น และแบบที่สองเป็นรูป น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ประนมมือไหว้ พร้อมข้อความ “ขอขอบคุณ ทุกกำลังใจที่ให้ดิฉันเสมอมา” แต่เมื่อสอบถามไปยังแกนนำและเจ้าหน้าที่พรรคเพื่อไทย ต่างระบุว่าไม่ทราบเรื่องดังกล่าว และไม่ใช่ปฏิทินที่ทางพรรคจัดทำขึ้น แต่เชื่อว่าคนที่จัดทำปฏิทินยังคงรักและคิดถึงตระกูลชินวัตรอยู่ และหากมีแจกจริงก็อยากจะได้เก็บไว้

“บิ๊กตู่” ลั่นระฆังรถไฟความเร็วสูงจีน

เมื่อเวลา 15.00 น. ที่มอหลักหินรัชกาลที่ 5 ต.กลางดง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมด้วยนายหวัง เสี่ยวเทา รอง ผอ.คณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีน ร่วมพิธีเริ่มการก่อสร้างโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย และรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ในการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงเชื่อมโยงภูมิภาค ช่วงกรุงเทพฯ-หนองคาย (ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา) ภายใต้แนวคิด “น้ำหนึ่งใจเดียว ทุกเรื่องราบรื่น” พล.อ.ประยุทธ์กล่าวเปิดงานว่า ถือเป็นประวัติศาสตร์รถไฟไทยอีกสมัย และขอบคุณนายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน ในความร่วมมือครั้งนี้ ยืนยันจะทำให้จบตลอดทั้งเส้นกรุงเทพฯ-หนองคาย รัฐบาลมุ่งมั่นสร้างให้เกิดความเชื่อมโยงไปยังประเทศต่างๆในภูมิภาค ขออย่ามองเป็นเรื่องอื่น ทุกอย่างที่ทำเพื่อผลประโยชน์ชาติ

อ้อนคนอีสานว่ามาต้องการอะไร

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า ขอพูดกับชาวอีสานซึ่งเป็นบ้านของตนด้วย นั่งเฮลิคอปเตอร์จากกรุงเทพฯมองลงมามีแต่แปลงเกษตรทั้งสิ้น เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้แต่ทำอย่างไรให้พี่น้องมีรายได้สูงขึ้น มีตลาดที่มีคุณภาพ ลดต้นทุนการผลิต ขอความร่วมมือภาคเอกชนด้วย โดยรัฐบาลจะสำรวจภาคครัวเรือน สอบถามความต้องการ รัฐบาลไม่สามารถบังคับทุกคนได้ หากมองเรื่องงบประมาณอย่างเดียวคงมีไม่พอ บางคนต้องการทุน บางคนต้องการความรู้ บางคนต้องการเทคโนโลยี ต้องขอให้ประชาชนเป็นปากเป็นเสียงสะท้อนมาว่าอยากให้รัฐบาลทำอะไร ต้องฟังรัฐบาลด้วย ในเวลา 1-2 ปีนี้ จะทำให้ดีที่สุดสำหรับพวกเราทุกคน

หยอดหวานโชว์จ้อภาษาจีน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงท้ายนายกฯยังกล่าวเป็นภาษาจีนว่า “ธงซิน เซี่ยลี่ ซื่อซื่อ ฉุนหลี่” แปลว่า “น้ำหนึ่งใจเดียว ทุกเรื่องราบรื่น” จากนั้นนายกฯและตัวแทนทางการจีน ใช้พลั่วตักหินพร้อมเป็นเชิงสัญลักษณ์เริ่มการก่อสร้าง โดยนายกฯกล่าวกับเด็กนักเรียนที่มาต้อนรับว่า “ลุงทำให้พวกเรา ดังนั้นต้องสร้างต่อจากที่ลุงทำไว้ จะได้พ้นจากความยากจน ไปบอกพ่อแม่ด้วย” ต่อมาเวลา 16.15 น. พล.อ.ประยุทธ์นำคณะเดินทางกลับโดยปฏิเสธให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน เพียงแต่ยกมือทำสัญลักษณ์ไอเลิฟยู พร้อมกล่าวสั้นๆว่า “โชคดี กลับบ้านปลอดภัย”

แฉอีกโรเล็กซ์เรือนที่ 6 “บิ๊กป้อม”

อีกเรื่อง ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเพจเฟซบุ๊ก ซีเอสไอ แอลเอ ยังคงติดตามการครอบครองนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม โดยระบุว่า เรือนที่ 6 Rolex Yacht-Master Automatic Black Dial 18kt Everose Gold Black Rubber Strap Mens Watch รุ่น 116655BKSRS ราคาตลาดอยู่ที่ 8 แสนบาท หากซื้อ online ผ่าน amazon.com จะหาซื้อได้เรือนละ 7 แสนกว่าๆ https://www.amazon.com/Rolex-Yach-Master-Auto.../.../B0159 NTO 68 ภาพนี้มาจากไทยรัฐ วันที่ 6 เม.ย.2560 หัวข้อข่าว “บิ๊กป้อม” สุดปลื้ม! นั่งแท่น ปธ.โอลิมปิกไทยคนใหม่ https://www.thairath.co.th/content/906512 โดยเพจดังกล่าวได้ลงภาพ พล.อ.ประวิตรสวมใส่นาฬิกาเรือนดังกล่าว พร้อมข้อมูลรายละเอียดนาฬิกาประกอบเนื้อหาการโพสต์

ปธ.กกต.จัดปฐมนิเทศ พตส.9

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. กล่าวระหว่างเป็นประธานเปิดหลักสูตรพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง รุ่นที่ 9 หรือ พตส.9 ว่า มีการตั้งคำถามว่าหลักสูตร พตส. เป็นหลักสูตรที่สร้างเครือข่ายคอน-เนกชั่น ขอชี้แจงว่าการสร้างเครือข่ายมีทั้งด้านบวกและด้านลบ ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ผู้จัด และพฤติกรรมผู้เข้ารับการอบรม ขอย้ำว่าผู้เข้ารับอบรมโดยเฉพาะนักการเมืองไม่ได้รับสิทธิพิเศษใดๆ จาก กกต. การพิจารณาของ กกต. ดำเนินการไปตามกฎหมาย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับหลักสูตร พตส.9 มีผู้เข้าร่วมในหลักสูตรประมาณ 100 คน มีนักการเมือง ผู้มีชื่อเสียงต่างๆ อาทิ ร.ท.หญิง สุณิสา เลิศภควัต อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย นายเกรียง กัลป์ตินันท์ อดีต ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย นายคำรณ บำรุงรักษ์ กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ นายชุมสาย ศรียาภัย ทนายของนายพานทองแท้ ชินวัตร

กำชับดูสเปกเครื่องจับความเร็ว

ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาอนุมัติจัดซื้อเครื่องตรวจจับความเร็ว 849 เครื่อง วงเงิน 573 ล้านบาท ว่า ที่หลายฝ่ายมีความกังวลไม่ว่าจะเป็นในประเด็นของสเปกเครื่องที่สูงเกินจริง ราคาของเครื่องที่แพงกว่าท้องตลาดทั่วไป รวมถึงความจำเป็นในการจัดซื้อนั้น ได้ให้ศูนย์ อำนวยความปลอดภัยทางถนน สอบถามไปยังคณะกรรมการพิจารณาจัดซื้อเครื่องตรวจจับความเร็วแล้ว ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการจัดทำทีโออาร์ ได้กำชับว่าต้องให้เกิดประโยชน์สูงสุด ต้องเกิดประโยชน์กับสังคม ต้องไม่ให้เกิดการใช้เงินที่ไม่คุ้มค่าหรือไม่โปร่งใส ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องซื้อ แต่ถ้าจำเป็น มากน้อยแค่ไหนต้องออกสเปกให้ตรง

“วัชระ” คาใจซื้อเมล์ NGV แพงขึ้น

ขณะที่นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการบริหารกิจการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (บอร์ด ขสมก.) ที่มีนายณัฐชาติ จารุจินดา เป็นประธาน มีมติอนุมัติให้จัดซื้อรถเมล์ NGV 489 คัน วงเงิน 4,260 ล้านบาทว่า ได้รับข้อมูลและเอกสารจากผู้หวังดีแจ้งว่าการดำเนินงานจัดซื้อครั้งนี้ น่าสงสัยว่าบริษัทที่ได้รับงานมีคุณสมบัติถูกต้องหรือไม่ เพราะไม่เคยมีประวัติการขายและซ่อมรถโดยสารมาก่อน นอกจากนี้ ยังมีการ ตั้งข้อสังเกตว่าการจัดซื้อรถเมล์ NGV ครั้งก่อนเคยประมูลในวงเงิน 3,800 ล้านบาท แต่เหตุใดครั้งนี้จึงเพิ่มวงเงินสูงขึ้นถึง 460 ล้านบาท จะทำหนังสือร้องเรียนต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. ให้ตรวจสอบการจัดซื้อรถเมล์ NGV ครั้งนี้ว่าถูกกฎหมาย โปร่งใส สุจริต และยุติธรรมหรือไม่

“ประวิตร” บินกระชับสัมพันธ์ลาว

อีกเรื่อง พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษก กระทรวงกลาโหม กล่าวว่า การเดินทางเยือนนครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม พร้อมคณะระหว่างวันที่ 20-21 ธ.ค. ตามคำเชิญ พล.ท.จันสะหมอน จันยาลาด รมว.ป้องกันประเทศ สปป.ลาว เพื่อร่วมประชุมคณะกรรมการร่วมมือรักษาความสงบเรียบร้อยตามชายแดนทั่วไปไทย-ลาว ครั้งที่ 24 (จีบีซี) มีการหารือร่วมกันถึงการพัฒนาความร่วมมือด้านความมั่นคงในภาพรวม เห็นพ้องร่วมกันที่จะเพิ่มความร่วมมือกันอย่างจริงจัง ต่อปัญหาภัยคุกคามจากยาเสพติด และกลุ่มบุคคลที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของทั้งสองประเทศ ซึ่งเป็นปัญหาที่บั่นทอนเสถียรภาพความมั่นคงและคุณภาพชีวิตประชาชนของสองประเทศ และพัฒนาความมั่นคงตามแนวชายแดนให้เกิดผลเป็นรูปธรรม สนับสนุนจัดการประชุมกระชับความร่วมมือกันในระดับต่างๆให้มากขึ้น

“ไผ่” สวมชุดครุยนิติศาสตร์

ช่วงเช้าวันเดียวกันที่ศาล มทบ.23 จ.ขอนแก่น เจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ได้เบิกตัว นายจตุรภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ “ไผ่ ดาวดิน” จำเลยในคดีผิดมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และเป็นผู้ต้องหาในคดีร่วมกันมั่วสุมและชุมนุมทางการเมือง จากทัณฑสถานบำบัดพิเศษขอนแก่น ตามนัดการสอบคำให้การนัดแรก ทันทีที่เดินทางมาถึงหน้าศาล มทบ.23 นายวิบูลย์ และนางพริ้ม บุญภัทรรักษา บิดาและมารดาของไผ่ ได้นำชุดครุยมหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่ง “ไผ่” สำเร็จการศึกษาจากคณะนิติศาสตร์ มีกำหนดการเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรในปีนี้ มาให้สวมใส่ก่อนเข้ารายงานตัวต่อศาล ก่อนที่เจ้าหน้าที่ จะนำตัวเข้าห้องคุมขังผู้ต้องหาบริเวณหลังศาล มทบ.23 ทันที โดยมีกำลังสารวัตรทหารคอยดูแลความเรียบร้อย โดยการรายงานตัวครั้งนี้ขาดนายรังสิมันต์ โรม คนเดียวที่ไม่มารายงานตัว พ.อ.พิทักษ์พล ชูศรี หัวหน้า ฝ่ายข่าว กกล.รส.จ.ขอนแก่น กล่าวว่า ได้ส่งหมายจับนายรังสิมันต์ไปยังกองบัญชาการตำรวจสันติบาล เพื่อดำเนินการจับกุมตัวแล้ว

ต้องกลับนอนคุกขอนแก่นต่อ

ต่อมาเวลา 14.00 น. หลังศาลใช้เวลาสอบคำให้การนานกว่า 4 ชั่วโมง จึงมีคำสั่งให้ส่งตัว “ไผ่ ดาวดิน” กลับไปคุมขังที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษขอนแก่นตามเดิม ด้านนางเยาวลักษณ์ อนุพันธ์ หัวหน้าศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า การนัดสอบคำให้การวันนี้ ผู้ต้องหาทั้งหมดให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยนัดตรวจพยานหลักฐานอีกครั้งวันที่ 21 มี.ค.2561 จากนี้ไปทีมทนายความจะไปหารือร่วมกับลูกความเพื่อเตรียมเอกสารหลักฐานต่างๆตามที่โจทก์กล่าวโทษ ขณะนี้มีเพียง “ไผ่ ดาวดิน” คนเดียวที่ถูกคุมขัง ส่วนอีก 7 คนอยู่ระหว่างการประกันตัว ทั้งนี้ ตุลาการทหารได้ขออายัดตัวนายภาณุพงศ์ ศรีธนานุวัฒน์ ไว้ด้วยฐานความผิดขัดคำสั่ง คสช.จากเหตุการณ์แสดงออกทางสัญลักษณ์ต่อต้านรัฐประหาร เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2558 เมื่อตุลาการทหารขออายัดตัวและพิจารณาสั่งฟ้องทันที ทำให้นายภาณุพงศ์ต้องถูกส่งตัวไปควบคุมที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษทันที กำลังหารือร่วมกันกับทีมทนายความและครอบครัวของนายภาณุพงศ์ ในการยื่นขอประกันตัวในชั้นศาลด้วยวงเงิน 10,000 บาท อยู่ระหว่างการพิจารณาของตุลาการศาลทหาร

ระทึกคนงานตกตึกทำเนียบ

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า ช่วงเวลา 15.30 น. ได้เกิดอุบัติเหตุระหว่างการก่อสร้าง ปรับปรุงบริเวณโดยรอบตึกบัญชาการ 1 และ 2 ระหว่างที่คนงานก่อสร้างกำลังฉาบปูนที่ทางเชื่อมตึกบัญชาการ 1 และ 2 ได้เกิดพลัดตกจากนั่งร้านชั้น 5 มาค้างอยู่ที่นั่งร้านชั้น 3 ส่งเสียงร้องดังมาก จนเพื่อนคนงานต้องรีบวิ่งมาช่วยกันพยุงตัว ขณะที่คนงานด้านล่างและบรรดาเจ้าหน้าที่ตำรวจตลอดจนสื่อมวลชนที่ทราบข่าวได้รีบวิ่งไปยังที่เกิดเหตุ ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งหน่วยพยาบาลประจำทำเนียบรัฐบาล นำเปลขึ้นไปรับตัวลงมาเพื่อปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาลวชิร-พยาบาล โดยคนงานดังกล่าวได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ศีรษะแตก มีเลือดไหลลงมาที่บริเวณหน้า ทราบชื่อคือนายพีรพัฒน์ สักขวา หรือ “โด่ง” อายุ 18 ปี เป็นชาวสกลนคร