วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
8 ฆาตกรต่อเนื่องหญิง โหดเหี้ยมที่สุดในประวัติศาสตร์

8 ฆาตกรต่อเนื่องหญิง โหดเหี้ยมที่สุดในประวัติศาสตร์

  • Share:

‘ฆาตกรต่อเนื่อง’ คือบุคคลผู้ก่อคดีฆาตกรรมเหยื่อหลายรายอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะในระยะเวลาสั้น หรือระยะเวลานานหลายปี ผู้ก่ออาชญากรรมในลักษณะนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ชาย และการลงมือของพวกเขาในแต่ละคดีนั้น ล้วนน่ากลัว และโหดเหี้ยม สร้างความอกสั่นขวัญแขวนแก่ผู้คนที่ได้รับรู้

แต่ในประวัติศาสตร์ของโลกใบนี้ มีผู้หญิงอยู่ 8 คน ที่เป็นฆาตกรต่อเนื่องก่อคดีสุดโหด จนพวกเธอถูกขนานนามว่า ‘มนุษยชั่วร้ายที่สุดที่เคยเดินอยู่บนโลก’ ได้แก่

แนนนี ดอสส์

1. แนนนี ดอสส์

แนนนี ดอสส์ หญิงชาวอเมริกันผู้มีใบหน้าเปื้อนยิ้มอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่มีใครรู้ว่าเธอสังหารผู้คนอย่างต่อเนื่องถึง 11 ราย จนกระทั่งเธอถูกจับกุมในปี ค.ศ. 1954

นางดอสส์ ใช้สารหนูสังหารสามี 4 คน, มารดาของตัวเอง, แม่สามี 1 คน, พี่น้อง 2 คน, ลูก 2 คนของตัวเอง และหลานอีก 2 คน และถูกจับกุมหลังจากสังหารสามีคนที่ 5 ซึ่งรอดตายจากการวางยาของเธอแล้วครั้งหนึ่ง ก่อนจะถูกวางยาเป็นครั้งที่ 2 จนตาย เรื่องนี้ทำให้เจ้าหน้าที่รู้สึกผิดปกติ จึงขอชันสูตรศพ และพบสารหนูในร่างของผู้ตาย

หลังถูกจับ แนนนี ดอสส์ ยอมรับสารภาพความผิดทั้งหมด และถูกลงโทษจำคุกตลอดชีวิต โดยเธอบอกกับตำรวจถึงสาเหตุที่เธอต้องฆ่าสามีคนแล้วคนเล่าว่า เธอต้องการหาคู่ชีวิตที่สมบูรณ์แบบที่สุด ปัจจุบัน นางดอสส์ เสียชีวิตแล้วด้วยโรคลูคีเมีย ตั้งแต่ปี 1965 ขณะมีอายุ 59 ปี

ไอลีน วอร์โนส

2. ไอลีน วอร์โนส

หญิงขายบริการรายนี้สังหารผู้ชาย 7 คน ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 1989 ถึงเดือนเดียวกันปี 1990 โดยใช้ปืนจ่อยิงในระยะเผาขนทุกราย และอ้างว่าเป็นการป้องกันตัวจากการถูกข่มขืน

กรณีของ วอร์โนส อาจพูดได้ว่าเธอเป็นฆาตกรที่ถูกสร้างขึ้นโดยสภาพแวดล้อม พ่อของเธอติดคุกข้อหาลวนลามเด็กก่อนฆ่าตัวตาย เธอถูกส่งไปอยู่กับญาติผู้ใหญ่ขี้เหล้า และชอบใช้ความรุนแรง พอโตเป็นสาว วอร์โนส ใช้ชีวิตข้างถนน จนสุดท้ายกลายเป็นหญิงขายบริการ เลือกเหยื่อที่เป็นคนขับรถบรรทุกบนทางหลวงรัฐฟลอริดา ก่อนฆ่าพวกเขา

ในที่สุด วอร์โนส ก็ถูกจับกุมหลังตำรวจตามสืบจากรอยนิ้วมือ และในที่สุดเธอก็ยอมรับสารภาพว่าฆ่าเหยื่อทั้ง 7 ราย เพื่อปล้นทรัพย์สินของพวกเขาโดยไม่เหลือพยาน ทำให้เธอถูกประหารชีวิตในปี 2002 โดยทิ้งคำพูดก่อนตายเอาไว้ว่า “ฉันฆ่าผู้ชายพวกนั้น ปล้นพวกเขาอย่างเย็นชาเหมือนน้ำแข็ง และฉันจะทำอีก ไม่มีทางที่จะปล่อยให้ฉันมีชีวิตหรืออะไรได้ เพราะฉันจะฆ่าอีก ฉันมีความเกลียดชังไหลเวียนอยู่ในสายเลือด”

ฮัวนา บาร์ราซา

3. ฮัวนา บาร์ราซา

ฮัวนา บาร์ราซา เป็นอดีตนักมวยปล้ำอาชีพชาวเม็กซิโก สังหารหญิงชราไป 42-48 ราย ในช่วงทศวรรษที่ 1990-2000 โดยเธอจะปลอมตัวเป็นพยาบาล หรือเจ้าหน้าที่สังคมสงคราะห์ เข้าไปในบ้านของหญิงชรา ก่อนจะฆ่ารัดคอเธอด้วยสิ่งของที่หาได้ภายในบ้าน จากนั้นจึงขโมยศาสนวัตถุในบ้านของเหยื่อ เช่น ไม้กางเขน หรือคัมภีร์ไบเบิล ก่อนหลบหนีไป

ในที่สุด บาร์ราซา ถูกจับกุมตัวได้ขณะเดินออกจากบ้านของเหยื่อ หลังจากตำรวจใช้เวลาตามล่าตัวคนร้าย ที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นคนข้ามเพศมานานหลายปี สุดท้ายเธอถูกตัดสินจำคุกนานถึง 759 ปี ในปี 2008 และแม้ว่ากฎหมายของเม็กซิโกจะให้จำคุกไม่เกิน 60 ปี แต่เชื่อว่าฆาตกรจอมโหดรายนี้จะต้องใช้ชีวิตที่เหลืออยู่หลังลูกกรงอย่างแน่นอน

เจน ท็อพแพน

4. เจน ท็อพแพน

นักพยาบาลในรัฐแมสซาชูเซตส์ ในช่วงปลายยุค 1800 เจ้าของฉายา ‘นางฟ้าแห่งความตาย’ เนื่องจากเธอฆ่าคนไข้ไปถึง 31 คนเป็นอย่างต่ำ

ท็อพแพน เกิดในปี 1857 ถูกพ่อขี้เมาทิ้งไว้ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าตั้งแต่อายุ 6 ขวบ เธอเติบโตขึ้นมา และมีอาชีพเป็นพยาบาล แต่เธอยังมีเป้าหมายอีก 1 อย่าง คือต้องการเป็นผู้ที่สังหารคนที่ช่วยตัวเองไม่ได้ ให้มากกว่าใครในโลก เธอจึงเริ่มสังหารคนไข้ของเธอด้วยการฉีดมอร์ฟีนเกินขนาดจนตาย เธอยังเกิดอารมณ์ทางเพศขณะมองคนไข้ของเธอตายด้วย

ท็อพแพน ตกเป็นผู้ต้องสงสัยหลังจากสมาชิกครอบครัวหนึ่งที่เธอเข้าไปตีสนิท และอยู่อาศัยด้วย เริ่มเสียชีวิตไปทีละคนทีละคน และถูกศาลตัดสินว่าวิกลจริต และให้จำคุกตลอดชีวิต ก่อนที่เธอจะเสียชีวิตในปี 1938 ขณะมีอายุ 84 ปี

ไมรา ไฮด์ลีย์

5. ไมรา ไฮด์ลีย์

เมื่อปี 1963-1965 ที่เมืองแมนเชสเตอร์ ไมรา ไฮด์ลีย์ กับ เอียน เบรดี แฟนหนุ่ม ก่อ ‘คดีฆาตกรรมมัวร์’ ซึ่งถูกยกเป็นหนึ่งในอาชญากรรมอื้อฉาวที่สุดของอังกฤษยุคปัจจุบัน โดยเธอกับแฟน สังหาร และทำทารุณกรรมทางเพศเด็ก 5 คน อายุระหว่าง 10-17 ปีที่เมืองแมนเชสเตอร์ หลังกล่อมให้พวกเขาขึ้นรถของทั้งคู่สำเร็จ

ในตอนที่เธอถูกจับกุม ไมรา ไฮด์ลีย์ ถูกสื่อประณามว่าเป็น ‘ผู้หญิงที่ชั่วร้ายที่สุดในอังกฤษ’ ก่อนที่เธอจะเสียชีวิตในปี 2002 หลังจากอ้างมาตลอดหลายปีว่า เธอถูกล้างสมอง และโทษแฟนของเธอว่าเป็นผู้ก่อเหตุทั้งหมด ขณะที่ศพของเด็ก 3 คน ถูกพบฝังอยู่ที่สุสานในเมือง แซดเดิลเวิร์ธ มัวร์ อันเป็นที่มาของชื่อคดี แต่ศพรายที่ 4 ยังหาไม่พบกระทั่งถึงตอนนี้

โรสแมรี เวสต์ และสามี

6. โรสแมรี เวสต์

โรสแมรี เวสต์ เป็นหนึ่งในฆาตกรต่อเนื่องหญิงที่ชื่อฉาวโฉ่ที่สุดบนเกาะอังกฤษ เธอกับสามี เฟรด เวสต์ ร่วมกันข่มขืนทรมานเหยื่อ ซึ่งเป็นผู้หญิงอายุน้อย ก่อนสังหารอย่างต่ำ 9 ราย ระหว่างปี 1973-1987 ที่บ้านสยองขวัญของพวกเขาในเมืองกลอสเตอร์ ซึ่งตำรวจพบศพถูกฝังเอาไว้จำนวนมาก

พฤติกรรมโหดของผัวเมียคู่นี้จบลงหลังจากตำรวจรู้สึกผิดสังเกตที่ เฮเธอร์ เวสต์ ลูกสาวของทั้งคู่ไม่ถูกพบเห็นมานานถึง 6 ปี (เพราะเธอถูกพ่อแม่สังหารไปตั้งแต่อายุ 16) ทำให้เจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจค้น และพบศพถูกฝังจำนวนมากที่สวนหลังบ้าน

สามีภรรยาคู่นี้ถูกตัดสินว่ามีความผิด แต่เฟรดตัดสินใจฆ่าตัวตายในคุกในปี 1995 ส่วนโรสแมรี ถูกศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิตโดยไม่มีทัณฑ์บน เป็นผู้หญิงคนที่ 2 ของอังกฤษที่ถูกตัดสินเช่นนี้ ต่อจาก ไมรา ไฮด์ลีย์ และปัจจุบันนางเวสต์ยังมีชีวิตอยู่ โดยมีอายุ 64 ปีแล้ว

มิยูกิ อิชิคาวะ

7. มิยูกิ อิชิคาวะ

แพทย์ผดุงครรภ์รายนี้เป็นเจ้าของตำแหน่ง ฆาตกรต่อเนื่องหญิงที่ชั่วร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากเธอสังหารทารกไปกว่า 103 ราย ในช่วงทศวรรษที่ 1940

พฤติการณ์หฤโหดของเธอเกิดขึ้นในขณะที่เธอทำงานที่โรงพยาบาลสำหรับสตรีมีครรภ์แห่งหนึ่งในกรุงโตเกียว ซึ่งพบคนไข้จำนวนมากที่มีปัญหาทางการเงิน และทอดทิ้งลูกของตัวเองไว้ที่โรงพยาบาล ส่วนตัวนางมิยูกิก็ไม่สามารถให้ความช่วยเหลือเด็กเหล่านี้ได้ เธอจึงแก้ปัญหาด้วยการเพิกเฉย ไม่สนใจ ปล่อยให้เด็กทารกตายไปเป็นจำนวนมาก และในภายหลังเธอกับสามียังเรียกเก็บเงินอีกด้วย

นางมิยูกิ ถูกตำรวจจับในปี 1948 หลังเจ้าหน้าที่พบศพเด็กทารก 5 คน ในโรงพยาบาลของเธอโดยบังเอิญ และผลการชันสูตรพบว่าพวกเขาตายผิดธรรมชาติ และหลังจากการสืบสวนเพิ่มเติม เจ้าหน้าที่ยังพบศพทารกเป็นจำนวนมากที่บ้านของสัปเหร่อ และที่วัดแห่งหนึ่ง อย่างไรก็ตาม เธอถูกศาลสั่งจำคุกเพียง 8 ปี และอุทธรณ์เหลือเพียง 4 ปีเท่านั้น อย่างไรก็ตาม คดีนี้เป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดกฎหมายการทำแท้งขึ้นในญี่ปุ่น

แด็กมาร์ โอเวอร์บาย

8. แด็กมาร์ โอเวอร์บาย

แด็กมาร์ โอเวอร์บาย พี่เลี้ยงเด็กชื่อฉาวแห่งเดนมาร์ก ก่อเหตุฆาตกรรมเด็กในความดูแลถึง 25 คน รวมทั้งลูกของตัวเอง ระหว่างปี 1913-1920 ด้วยการกดน้ำ, รัดคอ หรือเผาทั้งเป็น โดยในเบื้องต้น เธอถูกศาลตัดสินลงโทษประหาร ก่อนได้รับการลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต ซึ่งเธอเสียชีวิตในเรือนจำ เมื่อปี 1929 ขณะมีอายุ 42 ปี

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้