วันจันทร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อุทาหรณ์! ดาราเด็กแก๊งแฟนฉัน ชีวิตพัง! ฆ่าตัวตายเพราะอยากเอาชนะแม่

1 ในนักแสดงภาพยนตร์ แฟนฉัน อย่าง อ๋อง ธนา ตันตรานนท์ ที่หลายคนพอจะจดจำหน้าตาของหนุ่มน้อยคนนี้ได้ ล่าสุด หลังจากที่หายไปจากวงการบันเทิง หนุ่มอ๋อง ได้ออกมาเปิดใจถึงเรื่องราววัยเด็กของตัวเองที่เคยดื้อและเกเรจนเรียนไม่จบ และเคยทำร้ายตัวเองด้วยการกรีดข้อมือจนเกือบตายมาแล้ว ในรายการ ยิ่งศักดิ์ยิ่งแซ่บ ที่ออกอากาศทางช่อง 9 แบบหมดเปลือก โดยหนุ่มอ๋องเผยว่า

ตอนเด็กๆ ที่เล่นเรื่องแฟนฉัน มันสนุกมาก ผมไม่รู้ว่ามันคือการทำงาน ผมคิดว่าการมาอยู่ในกลุ่มนี้กับเพื่อนแล้วเล่นไปด้วยกัน พี่เค้าสั่งเราก็ทำตาม ผมไม่รู้ว่ามันคือการทำมาหากิน เลยไม่รู้ว่าจะต้องตั้งใจและมีจุดมุ่งหมายอย่างไร แต่หลังจากที่หนังแฟนฉันออกไป ถือว่าพีคมาก จากเด็กปกติก็กลายเป็นไปไหนมีแต่คนทัก รู้จัก มาขอถ่ายรูป มีคนเอ็นดูเรา

การเรียนก็เปลี่ยนไป จากเมื่อก่อนเรียน 5 วัน จันทร์-ศุกร์ แต่ผมเรียน 2-3 วันใน 1 สัปดาห์ เพราะต้องไปทำงาน ตอนนั้นเป็นคุณแม่ที่ดูแลคิวการทำงานให้ ทำงานอยู่ 4-5 ปี แล้วหลังจากนั้นงานก็ค่อยๆ หายไป ตอนนั้นผมเริ่มเรียน ม.ต้นแล้ว และก็เริ่มเกเร

ด้วยความที่งานในวงการเริ่มน้อยลง เราเริ่มโต ต้องเรียนหนังสือบวกกับความดื้อ ก็เริ่มเกเร ติดเพื่อน และเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต พออายุ 18-19 ก็เริ่มไว้ผมยาวถึงเอว ถักผมเปีย ใส่ลูกปัดและขน มันเป็นความชอบของผมในตอนนั้น (ยิ้ม) คุณแม่ช่วงแรกๆ จะบ่นจะว่า แต่ด้วยความที่ผมดื้อ หลังๆ ท่านก็เริ่มปล่อย แต่พอเริ่มโต ก็จะอธิบายแม่ว่าที่ไว้ผมแบบนี้มันเป็นแค่ความชอบ ไม่ได้เกเรเหมือนเมื่อก่อนแล้ว

ในช่วงนั้นผมก็ขายของนะ ทำงานแฮนด์เมดขาย ก็จะมีคนที่จำได้ ถามว่าใช่คนที่เล่นแฟนฉันมั้ย ผมก็จะบอกว่าใช่ครับ เค้าก็จะบอกว่าโตขึ้นเยอะนะ แต่ถ้าเป็นคนรุ่นเดียวกันก็จะมีอำว่าหน้าคล้ายหรือเปล่า อะไรแบบนี้

ถามว่าเสียดายมั้ยที่งานแสดงหายหมด ยอมรับว่าเสียดายครับ ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ผมก็คงย้อนเวลาไปเดินทางปกติ ในตอนเด็กอาจจะด้วยวุฒิภาวะ อยากเอาชนะ คิดว่าแบบนี้มันใช่ ต้องทำได้ เราก็ทำ แต่พอโตเราได้เจออะไรเยอะขึ้น เรากลับมองว่าสิ่งที่เราคิดตอนเด็กๆ มันไม่ใช่เลย

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะบอกคือพื้นฐานของแต่ละครอบครัวไม่เหมือนกัน อย่างผมความดื้อมาจากผมส่วนนึง สังคมด้วย ก็ตามเพื่อน และผมเป็นลูกคนเดียว แม่ก็จะตีกรอบให้ผมมาก เวลาขอไปเที่ยวกับเพื่อน ไปกินข้าวกับเพื่อนก็ไม่ได้ ต้องกลับบ้านให้ตรงเวลา เราก็มีความรู้สึกว่าทำไมต้องเป็นอย่างนี้ เราก็เลยอยากจะฉีกกรอบ

ผมไปเรียน ปวช.ทางด้านวาดภาพก็เรียนไม่จบ เพราะผมตั้งใจไปเรียนศิลปะ ด้วยความที่ดื้อก็จะเรียนแต่วิชาศิลปะ วิชาอื่นเข้าบ้างแต่ไม่ใส่ใจ พอเรียนมาถึงปี 2 เทอม 2 ก็ลาออก เพราะตั้งใจจะกลับมาเรียนใหม่ อยากให้ใบเกรดมันสวยกว่านี้ พอลาออกก็กลับมาสมัครปี 1 ใหม่ แต่อาจารย์เค้าไม่รับผม เพราะตอนเรียนผมก็เกเร ไม่ได้รับโอกาส

ตอนนี้วุฒิของผมมีแค่ ม.3 ผมกลับไปสมัครเรียนใหม่ครั้งที่ 3 เค้าถึงรับ ซึ่งตอนนั้นเพื่อนผมเรียนจบหมดแล้ว แต่ไปเรียนได้แค่ 2 เดือนกว่าผมก็ออก อาจจะเป็นเพราะว่าตอนนั้นหาเงินใช้เอง ได้ใช้ชีวิตนอกรั้วโรงเรียนมาจนชิน ก็เลยคิดว่าไม่เป็นไร อย่างน้อยเรียนไม่จบแต่หาเงินได้ และเราก็สามารถทำได้ดีในเวลานั้น ก็เลยเลือกไปทางนู้น ตอนนี้ผมก็คิดจะกลับมาเรียนแล้ว

ตอนที่เรียนมัธยมต้น เกเรถึงขั้นไหน?
ก็ไม่ค่อยเข้าเรียน โดดเรียนไปเที่ยวกับเพื่อน มีเรื่องต่อยตี ในมุมมองของผมคบเพื่อนเรียนมันน่าเบื่อ แต่คบเพื่อนแบบนี้ มันได้โดดเรียนไปเที่ยวได้เห็นนู้นเห็นนี่ ถามว่ามองออกมั้ยว่าเพื่อนกลุ่มนี้ดีหรือไม่ดี คือมันมองออก แต่เราก็รู้สึกติดสนุกครับ

ตอนนั้นก็มียกพวกตีกัน เพราะเราอยู่โรงเรียนผู้ชายล้วน เป็นเรื่องปกติที่จะมีปัญหากัน แม่โดนอาจารย์โทรตามบ่อยมาก พอเราโตถึงรู้ว่ามันไม่ใช่ คือเราสนุกแต่ผู้ใหญ่เดือดร้อน ต้องมานั่งฟังอาจารย์ด่าลูกตัวเอง แม่ก็เสียใจที่เราเป็นลูกคนเดียวแล้วยังเป็นอย่างนี้

ผมทำแม่ร้องไห้เสียใจบ่อยมาก คือผมดื้อมาก ณ ตอนนั้น ผมเสียใจมาก เพราะตอนเด็กๆ ผมไม่ได้คิดอะไร แต่พอโตขึ้นมาหลายๆ อย่างเปลี่ยนไป ผมก็ไปกราบขอโทษแม่ เพราะผมมองเห็นว่าถึงผมจะเกเรอย่างไร แต่แม่ก็ยังอยู่กับเรา ไม่เคยมองว่าเราเกเร ทั้งๆ ที่คนอื่นด่าว่าเราขนาดนั้น ตรงนี้มันทำให้ผมรู้สึกว่าไม่ได้ละ เราทำให้แม่เสียใจมาเยอะแล้ว

แม่ผมอธิบายทุกอย่าง สอนทุกอย่างแต่ในวัยตอนนั้นผมก็เถียง ต่างคนต่างมีเหตุผลของตัวเอง ถามว่าจุดเปลี่ยนของชีวิตคืออะไร ก็ตอนที่จบ ม.ต้นแล้วมาเข้าอาชีวะ ตอนอยู่อาชีวะก็เกเรบ้างประปราย แต่ไม่หนักเท่า ม.ต้น คือเพื่อนผมตาย มีเรื่องถึงขั้นโดนฆ่าตาย ตายตั้งแต่อายุ 14-15 ผมไม่ได้เห็นเค้าตายต่อหน้าต่อตา เค้าเป็นเพื่อนสนิทอยู่ในกลุ่มเดียวกัน

เค้าโดนฆ่าปาดคอ มัดแขนมัดขาแล้วเชือดคอ ผมเห็นเพื่อนมันทำให้เราคิดว่าเพื่ออะไรที่ทำไป ถามว่าอยากแก้แค้นให้เพื่อนมั้ย มันก็มีแต่พอเห็นเพื่อน ก็ฉุกคิดขึ้นมานิดนึง ถ้าเราทำกลับไปมันก็จะวนแบบนี้ไม่รู้จบ ต้องใช้ชีวิตด้วยความระแวง อยู่กันแบบมิตรภาพดีกว่า ถ้าคนที่นอนตายเป็นผม คนที่หัวใจสลายก็คือแม่ผม นั่นคือสิ่งที่ทำให้ผมคิดได้

เป็นเด็กโมโหแล้วทำร้ายตัวเองด้วย?
ช่วงนั้นเครียดมาก น้อยใจ เลยทำร้ายตัวเอง คือหาทางออกไม่ได้ เพราะเรายังเด็ก เราเคยมองความหวังดีของแม่เป็นมุมอคติ ก็เลยทำให้ผมหลุด ตอนนั้นผมยังเด็ก เหตุผลของเด็กกับผู้ใหญ่ไม่เหมือนกัน ผมอยากให้ผู้ใหญ่เลี้ยงลูกเหมือนเพื่อน เปิดใจให้เค้า มันจะทำให้เด็กกล้าเปิดกับผู้ใหญ่ จะได้ไม่แอบทำลับหลัง

ช่วงที่ทำร้ายตัวเอง เพราะผมไม่ได้ขอเงินแม่ใช้ เพราะตอนนั้นอยากเอาชนะเค้า ต้องอยู่ด้วยตัวเองให้ได้ ถึงแม้เค้าพร้อมจะช่วยเหลือ และวุฒิภาวะยังไม่ถึง แก้ปัญหาไม่เป็น ตอนที่ผมทำร้ายตัวเอง ผมไม่เมา ผมไม่รู้ตัว ตอนเอาคัตเตอร์และใบมีดมากรีด แม่เห็นแม่ร้องไห้เลยแล้วก็พาส่งโรงพยาบาล

ผมอยากจะบอกน้องๆ ว่าเวลามีปัญหาอะไรให้ปรึกษาคนที่รักเราที่สุด นั่นก็คือพ่อแม่ครอบครัว ต้องเปิดใจคุยกับเค้า อย่าเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง เพราะความคิดและวุฒิภาวะยังไม่ถึงเราอาจจะหลงทางผิดได้ มีครั้งนึงที่กรีดแล้วเกือบตายจริงๆ คือเส้นเลือดขาดต้องผ่าตัด มันไม่สนุกเลยและไม่ใช่เรื่องดี ตอนนั้นทำแล้วผ่อนคลาย

แต่ผมก็ไปหาหมอนะครับ อาจารย์แนะนำให้ไป เค้าบอกให้ไปแล้วมันจะดีขึ้น หมอก็ถามทุกอย่าง ไม่ได้ถามให้เราเครียด เหมือนเป็นเพื่อน การไปหาจิตแพทย์มันดีมาก ไม่ใช่เรื่องน่าอาย ควรไปหา

มีความรัก?
เมื่อก่อนผมเคยมีแฟน อยู่ด้วยกัน เค้าเรียนแต่ผมไม่ได้เรียน ก็เลิกกัน การศึกษามีผลต่อผมมาก เวลาผมไปจีบสาวแล้วพ่อแม่เค้าไม่ให้ลูกสาวเค้าคบกับผมเพราะว่าผมเรียนไม่จบ เวลาผมจะไปสมัครงาน ขนาดที่ร้านกาแฟชื่อดังก็ยังต้องใช้วุฒิ ม.6 หรือ ป.ตรี แต่จีบสาวไม่ต้องใช้ใบปริญญา แต่แม่เค้าไม่ให้คบเพราะผมไม่มีใบปริญญา

หลังจากที่ใช้ชีวิตนอกกรอบมา 7 ปี ตั้งแต่อายุ 18 ปี ผมก็ได้เรียนรู้การใช้ชีวิตในโลกนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมไม่ได้ทำเลยคือการเรียนรู้ตามระบบ เพราะผมนอกกรอบมาเยอะ แต่ตราบใดที่ผมยังอยู่ที่นี่ผมต้องเรียนให้จบ เพราะอย่างน้อยๆ กระดาษใบนี้ก็ทำให้ผมมีงานทำ

ตอนนี้อยากจะกลับเข้าสู่วงการบันเทิงแล้ว?
ใช่ครับ แต่ปัจจุบันเด็กเยอะมาก และผมก็ทิ้งช่วงไปนาน แต่ผมชอบที่จะทำงานในวงการบันเทิงอยู่แล้ว พอได้มีโอกาสกลับมาทำก็ทำให้เต็มที่ และตอนนี้ผมกำลังจะกลับไปเริ่มเรียนหนังสือ และก็มีหนังกำลังจะเข้าฉายวันที่ 28 นี้ครับ เรื่องคิดถึงทุกปีครับ