วันอาทิตย์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ให้โอกาสเท่าเทียมกัน

ผลการสำรวจของสองสำนักโพลดัง ตอกย้ำอีกครั้งว่า ปัญหาเศรษฐกิจเป็นจุดอ่อนสุดของรัฐบาล ผลการสำรวจความเห็นประชาชนของนิด้าโพล พบว่า ผลงานที่ประชาชนพอใจมากที่สุด ได้แก่ การให้เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด การทวงคืนผืนป่า และการจัดระเบียบต่างๆ ส่วนผลงานที่ไม่ประทับใจที่สุด คือ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ การปฏิรูปการเมือง และการดับไฟใต้

เป็นผลของการสำรวจความเห็นประชาชน ต่อผลงานของรัฐบาลในรอบปี 2560 ผลที่ออกมาใกล้เคียงกับสวนดุสิตโพล ที่สอบถามเรื่องที่อยากจะบอกรัฐบาลมากที่สุด ได้แก่ การเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจค่าครองชีพแพง การพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน การดูแลราคาพืชผลเกษตรกร การสร้างความปรองดอง ทำให้บ้านเมืองสงบ และขอให้นายกรัฐมนตรีพูดจาสุภาพ

ผลของโพลสวนทางกับรัฐบาล ที่อ้างว่าเศรษฐกิจของประเทศกำลังไปโลด ทั้งการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) การส่งออก คาดว่าในปีหน้า 2561 เศรษฐกิจไทยจะพุ่งเกิน 4% มีเสียงขานรับทั้งจากธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) และธนาคารโลก รวมทั้ง 3 สถาบันยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจภาคเอกชน ที่รวมกันเป็น กกร.

3 สถาบันเศรษฐกิจภาคเอกชน ได้แก่ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย มองว่าเศรษฐกิจของประเทศกำลังจะฟู่ฟ่า แต่สมาคมภัตตาคารไทยสะท้อนภาพเศรษฐกิจระดับชาวบ้าน เมื่อหลายเดือนก่อนว่าเศรษฐกิจซบเซา คนไทยกินข้าวนอกบ้านลดลง แม้แต่ร้านไก่ย่างส้มตำก็ต้องนั่งตบแมลงวัน

เป็นการมองเศรษฐกิจแบบมองต่างมุม ฝ่ายรัฐบาลมองเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ ที่การส่งออกกำลังเฟื่องฟู และจีดีพีขยายตัวรวดเร็ว แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ได้อานิสงส์ ได้ประโยชน์แค่ธุรกิจใหญ่ๆเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจตามแนวคิดที่ว่า ขอให้คนบางกลุ่มร่ำรวยอู้ฟู่เสียก่อน จากนั้นคนรวยจะช่วยเหลือคนจนให้บรรลุถึงความมั่งคั่ง

เป็นการบริหารประเทศแบบมองโลกในแง่ดีเกินไป มองว่ากลุ่มผู้ร่ำรวย ซึ่งมีอยู่เพียงหยิบมือเดียว (เนื่องจากเป็นสังคมรวยกระจุกจนกระจาย) จะโอบอุ้มกลุ่มผู้มีรายได้ต่ำ อย่างน้อยก็ให้หลุดพ้นจากความยากจน บางครั้งจึงมีคนของรัฐบาลกล่าววิงวอน ขอให้คนรวยช่วยเหลือคนจน ข้อมูลของสภาพัฒน์ระบุว่ารัฐบาล คสช. ตั้งเป้ายกระดับผู้มีรายได้ต่ำ 29 ล้านคน ให้เป็นชนชั้นกลาง

มีคำถามว่าวิธีการอ้อนวอน จะแก้ปัญหารายได้และความยากจนได้หรือไม่? ในโลกทุนนิยม ทุกฝ่ายต้องยอมรับว่ารัฐไม่สามารถทำให้ทุกคนมีรายได้เท่าเทียมกันได้ แต่รัฐสามารถทำให้ทุกคนมีโอกาสเท่าเทียมกัน ในการเข้าถึงบริการของรัฐ ทั้งด้านสาธารณสุข หรือการศึกษา และสามารถลดความเหลื่อมล้ำได้ ด้วยกฎหมายและการกระจายรายได้ที่เป็นธรรม.