วันเสาร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
สถานการณ์และผู้นำ

สถานการณ์และผู้นำ

  • Share:

“XI JINPING’ GOVERNANCE AND THE FUTURE OF CHINA” และ “UP AND OUT OF POVERTY XI JINPING”

ว่ากันว่า นี่คือหนังสือที่ “จอมยุทธ์กวง” นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กัปตันทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลกำลังให้ความสนใจเป็นพิเศษ กับสองเรื่องที่นำมาซึ่งความยิ่งใหญ่ของประธานาธิบดี “สี จิ้นผิง” แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน

อ่านจบแล้วสรุปว่า การเมืองขึ้นอยู่กับ “สถานการณ์” และ “ผู้นำ”

การทำให้ประเทศหลุดพ้นสถานะประเทศยากจนและระบบธรรมาภิบาลที่ดี จีนมีสองอย่างนี้ ภายใต้การนำของ “สี จิ้นผิง” จึงเปลี่ยนแปลงไปสู่ประเทศแถวหน้าของโลกแห่งอนาคต ภายในห้วงเวลาแค่ 2–3 ปี

“สมคิด” เจาะลึกกระบวนท่าของ “สี จิ้นผิง” เกาะติดยุทธศาสตร์มังกรจีนผงาด

และในสถานการณ์ที่อย่างน้อยก็ส่อไปในทิศทางเดียวกัน กับการที่ธนาคารโลกหรือเวิลด์แบงก์ได้รายงานว่า ประเทศไทยกำลังหลุดพ้นจากความยากจนและกำลังก้าวเข้าสู่ความมั่งคั่ง

อย่างน้อยๆความหวังที่จะเดินตามรอยจีนแผ่นดินใหญ่ก็เห็นเค้าบ้าง

แต่อย่างว่า การเมืองไทยมันมีหลายปัจจัยที่เทียบกับจีนไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสไตล์แบบนักการเมืองไทย ใครเด่นขึ้นมาก็หนีไม่พ้นโดนหมั่นไส้ เตะตัดขา เจาะยาง

อย่างที่ “สมคิด” เพิ่งเจอระเบิดตูมใหญ่ปาใส่สดๆร้อนๆ

กับสถานะของ “ผู้นำพรรคทหาร” ที่มอบให้โดยทีมงานยี่ห้อประชาธิปัตย์ ระดับ “ลูกหาบ” อย่างนายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.กทม. ตามจังหวะต่อเนื่องกับช็อตของมวยรุ่นลายครามระดับ “ชวน หลีกภัย” ที่ร่อนจดหมายเปิดผนึกถึง “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.

ดิสเครดิตเชิงประจานการบริหารเศรษฐกิจบ้อท่า ทำให้รายได้ต่อครัวเรือนลดลง

“สัญญาณธง” ของประชาธิปัตย์โฟกัสเป้าไปที่ “จอมยุทธ์กวง” เต็มๆ

และเป็นอะไรที่จับทางได้ ยิ่งในสถานการณ์ที่มีการตีปี๊บเศรษฐกิจภาพรวมมีสัญญาณเป็นบวก ทั้งตัวเลขจีดีพี ตัวเลขการส่งออก การฟื้นสัมพันธ์ทางการทูตทุกระดับของสหภาพยุโรป (อียู) กับรัฐบาลไทย การลดสถานะประเทศถูกจับตาด้านการละเมิดลิขสิทธิ์ของสหรัฐฯ

“สมคิด” ก็ยิ่งโดนฟัดหนักขึ้น ตามข่าวดีที่ตีปี๊บกัน

นั่นสะท้อนถึงอาการหวั่นใจ ถ้าปล่อยให้ “สมคิด” ติดลมบน คนการเมืองอาชีพก็จะยิ่งแย่งเวทีคืนจากทีมงาน “นายกฯลุงตู่” ยากเข้าไปใหญ่

และถึงตรงนี้ แม้นายสมคิดจะบอกปัด “ข่าวไม่กรอง” ยี่ห้อประชาธิปัตย์เรื่องผู้นำพรรคทหาร ไม่เป็นความจริง ตัวเองอายุมากแล้ว สุขภาพก็ไม่ดีด้วย ไม่ใช่ตนเองแน่

แต่ก็ไม่แน่ว่าจะจบ เพราะธงมันอยู่ที่การสกัดตัวทำแต้มให้ “ลุงตู่”

ประกอบกับอาการร้อนรนของคนประชาธิปัตย์ที่จับทางได้ อย่างที่นายสถิตย์ ลิ่มพงษ์พันธุ์ อดีตปลัดกระทรวงการคลัง ที่ถูกระบุว่ามีชื่อเป็นเลขาธิการพรรคทหาร ยอมรับเลยว่า โดนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ สะกิดถามสนใจการเมืองหรือไม่ ขณะเจอกันบังเอิญที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง

แสดงว่า คนยี่ห้อประชาธิปัตย์เกาะติดข่าวพรรคทหารแบบกระชั้นชิด

กัดติดกันไม่ลดละ ตามสถานะของพรรคจะได้ผลกระทบมากสุดหากมีการตั้งพรรคมารองรับทหารจากการที่มีฐานเสียง กองเชียร์เกี่ยวโยงกัน อยู่ ดูได้จากอารมณ์ที่นายวัชระฟาดหางใส่ “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส. ข้อหา “กบฏ” แอบปันใจให้ พล.อ.ประยุทธ์

และอีกจุดที่กระตุกประชาธิปัตย์ให้ต้องเปิดหน้าชนพรรคทหาร

น่าจะโยงกับสถานการณ์ที่โคตรเซียนการเมืองยี่ห้อ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” ออกมาจุดพลุ เสนอให้ ส.ส.ไม่ต้องสังกัดพรรค เพื่อลบสี ล้างเงื่อนไขการเมืองที่โยงอยู่กับม็อบป่วนเมือง

สร้างความตกใจให้พรรคใหญ่ทั้งเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ดาหน้าซัดพวกปูทางพรรคทหาร

เรื่องของเรื่อง มวยระดับ “สมศักดิ์” ธรรมดาที่ไหน โดยเฉพาะกับการเลือกจังหวะที่ “นายกฯลุงตู่” เตรียมเดินทางไปประชุม ครม.สัญจรที่สุโขทัย ทำการจุดพลุปมแหลมๆคมๆในเชิงทางการเมือง

ตามท้องเรื่อง แทงใจผู้กุมอำนาจในพรรคใหญ่อย่างประชาธิปัตย์กับเพื่อไทยที่ยังไงก็ไม่เอาด้วยกับการสูญเสียอำนาจในพรรค แต่ส.ส.ลูกพรรคชอบ เพราะจะได้เป็นอิสรภาพ

ที่แน่ๆมันจะช่วยให้ “นายกฯลุงตู่” ฟอร์มรัฐบาลในอนาคตได้ง่าย

แม้สิ่งที่ “สมศักดิ์” เสนออาจไม่สามารถทำได้ในยามนี้ เพราะส่งผลรุนแรงต่อการได้เสียทางการเมือง แต่ในสถานการณ์ข้างหน้า ที่การเมืองยังหนีไม่พ้นเงื่อนไขความขัดแย้ง แบ่งสี แบ่งข้าง

อาจเป็นสูตรที่ลงตัวสำหรับ “ผู้นำ” ในการเดินหมากอำนาจ เปลี่ยนผ่าน.

ทีมข่าวการเมือง

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้