วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
แค่ขับรถเป็นเลยแช่เย็นๆ อยู่เลนขวาสุด

แค่ขับรถเป็นเลยแช่เย็นๆ อยู่เลนขวาสุด

  • Share:

ขับรถเป็น?
มีคำกล่าวว่าคนที่ขับรถอยู่บนท้องถนนมีสองพวก พวกที่หนึ่งคือพวกที่ “ขับรถได้” พวกที่สองคือพวก “ขับรถเป็น” ความแตกต่างกันคือ คนพวกแรกเพียงแค่รู้ว่า จะทำให้รถยนต์เคลื่อนที่เดินหน้าหรือถอยหลังได้อย่างไรเท่านั้น แต่ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรจึงจะขับรถยนต์ให้เกิดความปลอดภัยต่อตัวเองและผู้ร่วมทางอื่นๆ อีกทั้งยังไม่รู้ว่าจะต้องขับรถยนต์หรือใช้ถนนอย่างไร จึงจะไม่สร้างปัญหาการจราจร และอุบัติเหตุให้เกิดขึ้นทั้งทางตรงและทางอ้อม

ในขณะที่พวกที่สองคือ คนขับรถเป็นนั้นนอกจากจะรู้ว่ากฎหมายจราจรต้องทำอย่างไรแล้ว หลายคนยังรู้ด้วยว่าวัฒนธรรมและประเพณีปฏิบัติบนท้องถนนแต่ละแห่งต้องทำอย่างไร การจราจรจึงจะไหลลื่นไม่ติดขัดเกินกว่าที่ควรจะเป็น และยังรู้ว่าต้องทำอย่างไรตัวเองจะไม่เป็นภาระให้กับผู้อื่นเมื่อใช้รถใช้ถนน

ปัจจุบันนี้มีคนจำพวก “ขับรถได้” อยู่บนท้องถนนมากมาย คนพวกนี้รู้แต่ว่าฉันจะไปของฉันอย่างไร โดยไม่สนใจคนหรือรถยนต์อื่นๆ บนท้องถนน เราจึงเห็นรถยนต์ที่ขับอย่างเชื่องช้าแต่อยู่ในช่องทางเดินรถขวาสุด หรือที่เราเรียกกันติดปากว่าเป็นพวก “ช้าชิดขวาลอยชาย” นั่นเอง คนพวกนี้ใครไปบอกไปเตือนอย่างไรก็ไม่ฟัง

แถมเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งมีหน้าที่ในการจับกุมผู้ทำผิดกฎหมายจราจร ก็ยังปล่อยปละละเลยคนพวกนี้เสียอีก ในขณะที่หันไปตั้งหน้าตั้งตาจับกุมพวกรถบรรทุกและรถปิกอัพ ที่ขับในลักษณะดังกล่าวเหมือนกัน จะเรียกว่าอยู่ในข่าย “เลือกปฏิบัติ” ก็คงไม่ผิดความจริงเกินไปนัก

คนจำพวกขับช้าชิดขวาลอยชาย พวกนี้หลายคนคิดว่า “กูไม่ผิด” คือคิดด้วยตรรกะหรือแนวคิดเข้าข้างตัวเองอย่างสุดโต่ง เช่นคิดว่าในเมื่อถนนเส้นนี้จำกัดความเร็วไม่ให้เกิน 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และตนเองขับด้วยความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก็ถือว่าเป็นความเร็วสูงสุดตามกฎหมาย จึงมีสิทธิที่จะขับอยู่ในช่องทางเดินรถขวาสุดได้ เพราะใครขับเร็วมากกว่าจนจะต้องแซงตนเอง ก็หมายความว่าคนนั้นทำผิดกฎหมาย

โดยทำแกล้งลืมหรือไม่รู้ว่ามีกฎหมายตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกระบุไว้ว่า ขับรถต้องชิดขอบทางด้านซ้ายเท่านั้น “ยกเว้นแซง” ดังนั้นเมื่อช่องทางเดินรถด้านซ้ายมือของตนเองว่าง ก็ต้องชิดช่องทางด้านซ้ายมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ จึงจะถูกต้อง

คนที่ขับรถช้าชิดขวาลอยชายส่วนมากยังเป็นพวกใจลอยขาดสมาธิ ซึ่งถือว่าเป็นอันตรายสูงสุดในการขับรถ จะบอกว่าเป็นพวกที่มีอันตรายสูงไม่น้อยกว่าไปกว่าพวก “เมาแล้วขับ” ก็ว่าได้ เพราะคนพวกนี้จะไม่รู้ว่ามีใครขับตามหลังมา และขอทางเพื่อแซงขึ้นหน้าหรือไม่ คนพวกนี้จะไม่รู้ว่าเมื่อใกล้ถึงทางแยกทางเลี้ยวแล้วต้องทำอย่างไร

หรือแม้เมื่อตนเองต้องการจะเลี้ยว ก็จะไม่มีการเตรียมการล่วงหน้าที่ถูกต้อง เช่นเมื่อจะเลี้ยวซ้ายก็ไม่ค่อยๆ ปรับช่องทางเดินรถมาด้านซ้าย แต่จะเลี้ยวปาดมาทีละสองสามช่องทางไปเลย

ที่สำคัญที่สุดคือ คนที่ขาดสมาธิในการขับรถยนต์นั้น มักจะไม่เปิดไฟเลี้ยวเมื่อต้องเปลี่ยนช่องทางเดินรถหรือเมื่อต้องเลี้ยว อย่างดีก็เปิดปุ๊บเลี้ยวปั๊บไม่ให้รถที่ตามหลังมาตั้งตัวได้ทันท่วงที ผมจึงระบุว่าเป็นพวกขาดสมาธิที่ไม่พร้อมจะอยู่บนถนนร่วมกับผู้อื่น

พวกขับช้าชิดขวาลอยชายหลายคนยังมีความคิดแปลกๆ เช่น เมื่อมีคนขับรถคันอื่นมาด้านหลัง และให้สัญญาณขอทางเพื่อแซงขึ้นหน้า จะเป็นการใช้สัญญาณไฟหน้ากะพริบวาบขึ้นมาหนึ่งหรือสองครั้ง หรือจะเป็นการใช้สัญญาณเสียงด้วยการบีบแตรก็ตาม คนพวกนี้จะทำตัวราวกับคนหูหนวกตาบอดไม่รับรู้สัญญาณที่รถคันอื่นส่งมาให้

ครั้นเมื่อรถที่ตามหลังมาคิดว่าตนเองกำลังเพลิน จึงส่งสัญญาณเตือนซ้ำมา คนที่ขับรถช้าชิดขวาลอยชายหลายคนกลับรู้สึกหงุดหงิดและโกรธที่โดนส่งสัญญาณเตือน แทนที่จะหลบให้ตามกฎหมายและประเพณีปฏิบัติที่ดีของการขับรถ หลายคนกลับเลือกที่จะแตะเบรกเพียงแค่คิดว่า “จะให้มึงชนท้ายกู” ด้วยความคิดที่ว่าหากรถคันอื่นมาชนท้ายรถตัวเอง ตัวเองก็จะเป็นฝ่ายถูกต้องตามกฎหมายจราจร

คิดสั้นๆ เพียงแค่นี้โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์ที่จะตามมา เช่น รถของตนเองจะเสียหายมากเพียงใด และเมื่อคู่กรณีให้บริษัทประกันภัยนำรถของตนเองไปซ่อมให้ รับรถกลับมาแล้วสภาพรถยนต์ของตนเองจะดีเหมือนเก่าหรือไม่

หรือแม้กระทั่งว่าหากการชนท้ายนั้นรุนแรง จนตนเองต้องบาดเจ็บหรือถึงตายขึ้นมา มันจะคุ้มไหมกับการที่จะต้องไปพิสูจน์กันต่อ ว่าใครเป็นฝ่ายผิด ใครเป็นฝ่ายถูก เพราะปัจจุบันนี้รถยนต์ส่วนใหญ่บนท้องถนน ก็ล้วนแล้วแต่มีกล้องสำหรับบันทึกภาพเคลื่อนไหวติดอยู่ด้านหน้าด้วยกันเกือบทุกคันแล้ว

คนที่ขับรถช้าชิดขวาลอยชายหลายคนเมื่อถูกเตือนด้วยสัญญาณก็โกรธ และเปิดทางให้รถที่ส่งสัญญาณเตือนแซงผ่านขึ้นหน้าไป แต่เมื่อเขากำลังจะแซงขึ้นไปหรือแซงไปแล้ว กลับยังทำตัวเป็นนักเลงบนท้องถนนด้วยการ “เอาคืน” เช่น มีการหักพวงมาลัยเบนออกมาขณะที่กำลังแซงกัน เพื่อให้รถที่แซงต้องหักพวงมาลัยเบี่ยงหลบออกไป หรือเมื่อถูกแซงผ่านไปแล้วก็ทำตัวอวดเก่ง ขับรถตามไปไล่จี้ท้ายแล้วบีบแตรหรือกะพริบไฟไล่เขาเป็นการแก้แค้นบ้าง ดังที่เห็นเกิดขึ้นบ่อยๆ จากคลิปที่ถูกปล่อยออกมาตามสื่อต่างๆ ส่งผลให้หลายครั้งกลายเป็นการกระทบกระทั่งกัน และบานปลายออกไปเป็นกรณีทะเลาะวิวาทไปในที่สุด

ซึ่งเรื่องอย่างนี้จะไม่เกิดขึ้นหากว่าเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องจะหันมาจับกุมพวกขับช้าชิดขวาอย่างจริงจัง ช่วงนี้ใกล้จะถึงเทศกาลที่ผู้คนจะออกมาบนท้องถนนกันมากมายอีกครั้งหนึ่ง ผมจึงจะใช้พื้นที่ตรงนี้เขียนถึงปัญหาเหล่านี้ เพื่อเป็นการเตือนกันเอาไว้ คราวหน้าจะมาเขียนถึงปัญหาอื่นๆ ต่ออีกนะครับ.

พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้