วันอังคารที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ทำความรู้จักกับ “ความจน”

หากถามว่าใครเป็นคนจนบ้างให้ยกมือขึ้น คงมีไม่กี่คนที่พร้อมจะยกมือยอมรับความจริง เพราะผู้คนมักคิดว่า “ความจน” เป็นสิ่งที่ไม่น่าพิสมัย รู้สึกอายที่จน เด็กยากจนไปโรงเรียนก็ไม่กล้าบอกใครว่าตัวเองมีปัญหา จนกว่าครูจะพบความจริงแล้วเข้าช่วยเหลือ

คำถามเดียวกันว่า ใครเป็นคนจนบ้างให้ยกมือขึ้น แต่ต่อท้ายด้วยประโยคที่ว่า รัฐจะแจกเงินให้ หรือมีมาตรการช่วยเหลือ คราวนี้มีปัจจัยเรื่อง “ของฟรี” เข้ามาเกี่ยวข้อง จึงมีทั้งคนที่ยากจนจริงๆ และคนที่ “อยาก” จน ยกมือกันให้พรึ่บพรั่บ

ตัวเลขผู้มาแจ้งลงทะเบียนคนจนตามโครงการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยของรัฐมีจำนวน 14.1 ล้านคน คัดกรองตามหลักเกณฑ์รอบแรกเหลือ 11.67 ล้านคน และกรองรอบสุดท้ายเหลือ 10.4 ล้านคน รวมคัดผู้ที่ไม่เข้าเกณฑ์ออกไปจำนวน 3.7 ล้านคน

คนจนที่จะได้รับการช่วยเหลือจากมาตรการของรัฐถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มยากจนที่สุดของประเทศตามเกณฑ์รายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อปี หรือตกเดือนละ 2,500 บาท คิดหารออกมาแล้วมีรายได้เฉลี่ยอยู่ที่วันละประมาณ 83 บาท กลุ่มนี้มีประมาณ 5 ล้านคน

อีกกลุ่มที่ข้นแค้นน้อยกว่ากลุ่มแรกมีรายได้อยู่ระหว่าง 30,000-100,000 บาท จะได้รับการช่วยเหลือน้อยลงมา เช่นปีที่ผ่านมา กลุ่มแรกได้รับการช่วยเหลือจากรัฐเป็นเงินสดเข้าบัญชีรายละ 3,000 บาท กลุ่มที่ 2 ได้รายละ 2,000 บาท

อาจมีคนสงสัยว่า รัฐเอาเกณฑ์อะไรมาตัดสินวัดความจนกัน และทั่วโลกเขาใช้เกณฑ์กันอย่างไรบ้าง

ตามหลักสากล เกณฑ์ที่ใช้แบ่งคนจนนั้นจะยึดเส้นความยากจน หรือ Poverty line เป็นบรรทัดฐาน ซึ่งเส้นนี้จะบ่งบอกถึงค่าใช้จ่ายมาตรฐานขั้นต่ำสุดที่เพียงพอที่จะทำให้คนสามารถดำรงชีพอยู่ได้ในสังคม ดังนั้นใครที่มีค่าใช้จ่ายในการดำรง ชีพอยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจนนี้ก็คือคนจน

สำหรับเกณฑ์รายได้ที่แบ่งความยากจนนั้น แต่ละประเทศและช่วงเวลาจะแตกต่างกันไป ซึ่งล่าสุดธนาคารโลกใช้เกณฑ์เฉลี่ยที่ 1.9 เหรียญสหรัฐฯต่อคนต่อวัน หรือวันละ 63.32 บาท (32.80บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ)หรือประมาณเดือนละ 1,899 บาท

ส่วนประเทศไทยใช้เกณฑ์อย่างเป็นทางการที่ 2,667 บาทต่อคนต่อเดือน หรือตกประมาณวันละ 89 บาท ตัวเลขนี้คือรายได้ต่ำสุดที่จะทำให้ดำรงชีพอยู่ได้ในสังคม สำหรับตัวเลขนี้ถ้าคนจนอยู่ในเมืองจะกินข้าวจานละ 40 บาทได้แค่ 2 มื้อเท่านั้น

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า หากใช้เกณฑ์รายได้ของธนาคารโลกที่ 1.9 เหรียญสหรัฐฯต่อคนต่อวัน ประเทศไทยแทบจะไม่มีคนยากจน โดยสัดส่วนจะอยู่ที่ 0.04% ของจำนวนประชากร แต่เมื่อไทยใช้เกณฑ์ 2,667 บาทต่อคนต่อเดือน สัดส่วนคนจนจะอยู่ที่ 8.6% ของประชากร คิดเป็นจำนวน 5.8 ล้านคน

แสดงว่าถ้าเพิ่มส่วนต่างของรายได้ให้คนจนจากประมาณ 1,899 บาทต่อเดือน เป็น 2,667 บาท หรือประมาณ 768 บาทต่อเดือน หรือ 9,216 บาทต่อปี จะทำให้คนจน 5.8 ล้านรายหลุดพ้นจากความยากจนได้

สศช.ได้ทำรายงานสถานการณ์ความยากจนในประเทศไทยปี 2559 ระบุว่า ในช่วงระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา ปัญหาความยากจนของไทยลดลงมาก โดยจำนวนคนจนได้ลดลงประมาณ 28 ล้านคน จากจำนวนผู้ยากจน 34.1 ล้านคนในปี 2531 เหลือ 5.81 ล้านคนในปี 2559 สัดส่วนคนจนลดลงจาก 65.17% เหลือ 8.6% ในปี 2559

จังหวัดที่มีสัดส่วนคนจนมากที่สุด 10 อันดับแรกตามรายงานของสศช. เรียงดังนี้ คือ จ.แม่ฮ่องสอน, นราธิวาส, ปัตตานี, กาฬสินธุ์, นครพนม, ชัยนาท, ตาก, บุรีรัมย์, อำนาจเจริญ และน่าน โดยเฉพาะ จ.แม่ฮ่องสอนนั้นติดอันดับยากจนที่สุดในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา สัดส่วนคนจนในปี 2559 อยู่ที่ 39.21% จากปี 2558 อยู่ที่ 32.19%

สำหรับสาเหตุที่ทำให้คนยากจนนั้น สศช.รายงานว่า เกิดจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศไทยที่มีแรงงานนอกระบบจำนวนมาก การคุ้มครองทางสังคมจึงไม่ทั่วถึง อีกสาเหตุคือมีการศึกษาต่ำ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วคนจนจะมีการศึกษาในระดับประถมศึกษาและต่ำกว่า การมีการศึกษาน้อยทำให้มีโอกาสตกเป็นคนจนสูงขึ้น

มาถึงบรรทัดนี้ รัฐบาลคงทราบทั้งสาเหตุที่ทำให้เกิดความยากจน และทราบแล้วว่าคนจนอยู่ที่ไหนเป็นใครกันบ้างจากข้อมูลที่ลงทะเบียน เหลือแต่ว่าวิธีการช่วยเหลือจะทำอย่างไรให้หายจน และที่สำคัญมากไปกว่านั้นคือ หายจนแบบยั่งยืน ไม่ใช่แค่แจกเงินอัพรายได้ให้พ้นเส้นความยากจน แล้วสุดท้ายก็กลับเข้าวงจรยากจนเหมือนเดิมอีก.


สมพิศ ศรีนาค