วันจันทร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

คนจนไทย 11 ล้านคน ตัวเลขของใครถูกต้อง?

โดย ซูม

เมื่อ 2 วันก่อนผมเขียนแสดงความคิดความเห็นเรื่องธนาคารโลก ชื่นชมประเทศไทยที่แก้ปัญหาความยากจนได้อย่างดีเยี่ยม โดยจะหลุดพ้นจากความยากจนและกำลังขึ้นสู่ความมั่งคั่งในลำดับต่อไป

วันรุ่งขึ้นหลังจากข้อเขียนผมตีพิมพ์ออกไปแล้วก็ได้อ่านถ้อยแถลงของท่านเลขาธิการสภาพัฒน์ ดร.ปรเมธี วิมลศิริ เกี่ยวกับรายงานของธนาคารโลกฉบับนี้ทำให้ผมทราบความจริงเพิ่มขึ้นอีกหลายๆประเด็น ขออนุญาตนำมารายงานต่อเลยนะครับ

ข้อเท็จจริงข้อแรกเลยก็คือ การคำนวณเปอร์เซ็นต์และจำนวนคนจนโดยใช้เส้นวัดระดับความยากจนหรือ Poverty Line ของประเทศไทย เรานั้น...ธนาคารโลกก็ยังคำนวณอยู่ มิได้เลิกราไปอย่างที่ผมเขียนถึง

เพราะช่วงหลังๆผมเห็นว่าสภาพัฒน์กับสำนักงานสถิติแห่งชาติเป็นผู้จัดทำเป็นส่วนมาก ก็นึกว่าธนาคารโลกเลิกทำเรื่องนี้ไปแล้ว

ท่านเลขาธิการสภาพัฒน์บอกนักข่าวว่า ธนาคารโลกใช้เส้นวัดความยากจนอยู่ที่ 1.9 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อคนต่อวัน หรือประมาณ 2,000 บาทต่อคนต่อเดือน

ดังนั้น ภายใต้เส้นวัดที่ธนาคารโลกกำหนดเปอร์เซ็นต์ของคนไทยที่อยู่ต่ำกว่าเส้นวัดความยากจนจึงน้อยมากอยู่ที่ 0.04 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

แทบจะไม่มีคนจนอยู่เลยว่างั้นเถอะ

ในขณะที่ฝ่ายไทยเราคือสภาพัฒน์ใช้เกณฑ์ 2,667 บาทต่อเดือน เป็นเส้นวัดความยากจนซึ่งสูงกว่าเขาถึงเดือนละ 600 กว่าบาท

ตัวเลขประชากรที่อยู่ใต้เส้นวัดความยากจนจากการวัดของสภาพัฒน์ จึงออกมาที่ 8.6 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมด หรือประมาณ 5.8 ล้านคน ในปี 2559 สูงกว่าของธนาคารโลก

และเมื่อรวมกับตัวเลขของประชากรที่อยู่เหนือระดับเส้นวัดยากจนก็จริงแต่ปริ่มมากอาจจะหล่นลงใต้เส้นวัดเมื่อไรก็ได้ศัพท์ของสภาพัฒน์เรียกว่า “คนเกือบจน” เข้าไปด้วยก็จะมีประมาณ 11.6 ล้านคน

ซึ่งเป็นคนที่รัฐบาลจะต้องดูแลเอาใจใส่ต่อไป

แต่ไม่ว่าจะใช้เกณฑ์ต่างกันอย่างไร ทั้งธนาคารโลกกับสภาพัฒน์ก็เหมือนกันอยู่อย่าง คือคิดจากผลการสำรวจจากการสุ่มตัวอย่างมิใช่ลงไปสัมภาษณ์หรือสำรวจประชากรทั้งหมด

ท่านเลขาสภาพัฒน์บอกด้วยว่า ของท่านใช้ข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนเป็นฐานของการคำนวณ ซึ่งการสำรวจที่ว่านี้ใช้ตัวอย่าง 45,000 ครัวเรือน คิดเป็นประชากร 125,346 คน

ในทางทฤษฎีถือว่า โอเคครับ สามารถใช้ผลสำรวจมาวิเคราะห์ให้เป็นตัวแทนของภาพทั้งหมดของประเทศไทยได้

แต่ข้อเสียก็คือ เราไม่มีวันที่จะรู้ได้อย่างแท้จริงว่า คนจนและคนเกือบจนจำนวน 11.6 ล้านคนตามตัวเลขนี้คือใคร? อยู่ที่ไหน?

ในขณะที่กระทรวงการคลังท่านตั้งเกณฑ์ของท่านอีกวิธีหนึ่ง โดยระบุว่า ใครมีรายได้ในปี 2559 ไม่เกิน 100,000 บาท มีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการช่วยเหลือตามโครงการที่รัฐบาลกำหนดขึ้น

จากนั้นท่านก็ใช้วิธีให้ยื่น ให้แจ้งมาด้วยตนเอง ผ่านองค์กรของรัฐต่างๆที่ท่านกำหนดไว้ และก็มีการคัดกรองออกจนกระทั่งได้คนจนมา 11.4 ล้านคน ใกล้เคียงกับตัวเลขการคำนวณของสภาพัฒน์

แต่ของกระทรวงการคลังจะมีตัวคน จะเป็นมนุษย์จริงๆ มีลมหายใจ สามารถรูดบัตรรูดการ์ดได้

ปัญหาก็มีเพียงว่า คนจน 11.4 ล้านคน ของกระทรวงการคลังเป็นคนจนจริงๆหรือเปล่า? มีคนแกล้งจนแอบแฝงเข้ามาหรือไม่? และการคัดกรองทำได้รอบคอบแค่ไหน?

สรุปทั้ง 2 ตัวเลขก็มีปัญหาทั้งคู่ ตัวเลขแบบสภาพัฒน์ไม่รู้ว่า 11.8 ล้านคนอยู่ที่ไหน? ส่วนแบบกระทรวงการคลัง 11.4 ล้านคน รู้เลยว่าใครอยู่ที่ไหน แต่ไม่มั่นใจว่าจะจนจริงสักกี่คน

ก็เอาเถอะในที่สุดรัฐบาลท่านก็ใช้วิธีของกระทรวงการคลัง และมีการลุยให้บริการไปแล้วหลายอย่าง

เราในฐานะประชาชนที่เสียภาษี ก็คงต้องทำใจ และหวังว่าเงินภาษีของเราจะไปช่วยเหลือคนจนจริงๆเป็นส่วนใหญ่

คิดอะไรมากกว่านี้ก็คงไม่ได้ละครับ เพราะกระทรวงการคลังท่านทำของท่านไปเรียบร้อยแล้ว...อย่างเก่งที่พอทำได้คือ เวลาเสียภาษีก็จะสาปไปด้วยในใจ...ใครจนไม่จริงแต่เอาเงินของเราไปใช้ ขออย่าเจริญ...อย่าเจริญ!

“ซูม”

เมื่อ 2 วันก่อนผมเขียนแสดงความคิดความเห็นเรื่องธนาคารโลก ชื่นชมประเทศไทยที่แก้ปัญหาความยากจนได้อย่างดีเยี่ยม โดยจะหลุดพ้นจากความยากจนและกำลังขึ้นสู่ความมั่งคั่งในลำดับต่อไป 17 ธ.ค. 2560 12:26 17 ธ.ค. 2560 15:36 ไทยรัฐ