วันอังคารที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สิทธิเสรีภาพที่ยังไม่เต็ม

โดย ลมกรด

ปฏิบัติการข่าวสาร หรือปฏิบัติการไอโอ (Information Operation) เป็นปฏิบัติการทางทหารอย่างหนึ่งที่มีความสำคัญยิ่ง สามารถเปลี่ยนขาวเป็นดำ พลิกดำเป็นขาวได้ รัฐบาล คสช.เป็นรัฐบาลทหาร จึงมีความเจนจัดช่ำชอง และใช้ปฏิบัติการไอโอมาตั้งแต่แรกเริ่มจวบจนถึงปัจจุบัน

คสช.ยึดอำนาจโดยบอกว่าขอเวลาอีกไม่นาน แต่ผ่านมา 3 ปีกว่าแล้วประชาชนยังไม่รู้เลยว่าจะได้อำนาจกลับคืนมาเมื่อไหร่ แถม คสช.ยังจะวางยุทธศาสตร์คุมประเทศอีก 20 ปี

การตรวจสอบถ่วงดุลในยุครัฐบาลรัฐประหารย่อมหาได้ยาก ยิ่งมี ม.44 ใครก็ไม่กล้าแตะ แม้มีเรื่องราวข่าวฉาวหลายโครงการ แต่ผลสอบออกมาไม่เคยเอาผิดใครได้ เพราะระบบตรวจสอบพิการง่อยเปลี้ย ไม่มีนักการเมืองทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้าน สื่อมวลชนถูกกด องค์กรอิสระและองค์กรถ่วงดุลยอมสยบ

บิ๊กตู่ พร่ำบอกว่าตัวเองไม่ใช่นักการเมือง และท่องสูตรด่านักการเมืองไม่ดีอย่างงั้นอย่างงี้ แต่ทั้งคำพูดกับการกระทำตลอด 3 ปีก็ไม่ได้ต่างอะไรกับนักการเมือง ลูกเล่นแพรวพราว มีกลยุทธ์ในการบริหารอำนาจ พอชาวบ้านเผลอๆงงๆกับเนื้อหาพิสดารของรัฐธรรมนูญ บิ๊กตู่ในฐานะหัวหน้า คสช.ก็ได้ สิทธิในการจิ้มเลือก ส.ว.ชุดใหม่ ซึ่งมีอำนาจในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี

คำถาม 6 ข้อที่บิ๊กตู่อวดว่าคิดขึ้นเอง สาระสำคัญอยู่ที่ข้อ 2 ถามว่า “การที่ คสช.จะสนับสนุนพรรคการเมืองใดก็เป็นสิทธิของ คสช. ใช่หรือไม่” คำถามแบบนี้ใครก็ดูออกว่า จะขอมีเอี่ยวในสนามเลือกตั้ง แล้วยังบอกว่าไม่ใช่นักการเมืองได้อีกหรือ

แต่พอนักการเมืองเรียกร้องขอให้ ปลดล็อก เพื่อทำกิจกรรมตามที่ พ.ร.บ.พรรคการเมือง กำหนดไว้ คสช.กลับทำเพิกเฉยประวิงเวลา ขุนทหารทั้งหลายอ้างสูตรเดิมว่าต้องรอให้มั่นใจสถานการณ์สงบนิ่งก่อน พยายามพูดให้สังคมเข้าใจไปว่าการพิจารณาตัดสินใจของ คสช.มีความสำคัญเหนือกว่ากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ทั้งๆที่เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้แล้ว ทุกคนในประเทศนี้ย่อมต้องปฏิบัติตาม

แม้แต่ สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ คนส่วนใหญ่ก็ยังรู้สึกว่าทำได้อย่างจำกัด เพราะ คสช.เอาเรื่องการเมืองและความมั่นคงมาพูดอยู่เสมอ สร้างบรรยากาศให้ดูเหมือนบ้านเมืองยังขัดแย้งซึมลึก ซึ่งอันที่จริงหลังจากรัฐธรรมนูญชั่วคราวสิ้นสภาพ มีรัฐธรรมนูญปัจจุบันมาแทนที่ ประชาชนก็มีสิทธิเสรีภาพเต็มเปี่ยม รวมถึงสิทธิในการตรวจสอบรัฐบาล

คสช.วางกลยุทธ์ไว้ดีตรงที่ไม่ใช้อำนาจแข็งกร้าวกับประชาชนทั่วไปเพื่อไม่ให้เกิดแรงต้าน แต่ไปเลือกไล่เก็บเฉพาะนักการเมืองที่ขุดคุ้ยจับทางรัฐบาลได้ อย่างรายล่าสุด “หมวดเจี๊ยบ” ร.ท.หญิง สุณิสา ทิวากรดำรง อดีตรองโฆษกพรรคเพื่อไทย โดนเล่นงานข้อหายุยงปลุกปั่น เป็นข้อหาครอบจักรวาล หรือที่คนในวงการเรียกว่าข้อหาหมั่นไส้

คราวนี้หมวดเจี๊ยบโชคดีที่ไม่โดนกักตัวไว้ปรับทัศนคติ อาจเป็นเพราะในวันเดินทางไปมอบตัวมีตัวแทนสถานทูตหลายประเทศมาร่วมสังเกตการณ์ ทั้ง สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร สหภาพยุโรป สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ และ ออสเตรเลีย

เหตุการณ์แบบนี้จะไม่เกิดขึ้นในยุครัฐบาลประชาธิปไตย เพราะนักการเมืองย่อมเป็นทั้งผู้ตรวจสอบและผู้ถูกตรวจสอบ หากผู้ใดถูกกล่าวหาด้วยความเท็จก็จะฟ้องร้องคดีหมิ่นประมาท แต่จะไม่ใช้อำนาจไปเล่นงานคุกคามฝ่ายตรงข้าม

ดีแล้วล่ะที่อียูตั้งเงื่อนไขในการฟื้นความสัมพันธ์กับไทยแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยกดดันให้รีบปลดล็อกการเมือง ยุติการควบคุมเสรีภาพ การพูด การแสดงออก และขอเจรจาข้อตกลงกับรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย.

ลมกรด