วันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ตลาดหนังสือเล่มไทย ปรับอย่างไรให้อยู่รอด

ปี พ.ศ.2560 นับเป็นปีแห่งโศกนาฏกรรมของสื่อสิ่งพิมพ์อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นนิตยสารและหนังสือพ็อกเกตบุ๊ก ต่างประสบวิกฤติไปตามๆกัน

“แน่นอนว่า ยอดขายหนังสือลดลงจากเหตุปัจจัยหลายๆอย่าง” นายทรงยศบอก

นายทรงยศ สามกษัตริย์ กรรมการผู้จัดการศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาคารวิทยกิตติ์ ซอยจุฬาลงกรณ์ 64 กทม. อธิบายต่อว่า ภาพรวมของธุรกิจหนังสือปีที่ผ่านมา ยอดขายลดลงมาก ทำให้สำนักพิมพ์ต่างๆหันไปจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายในต่างจังหวัด เช่น ไปจัด “บุ๊คส์แฟร์”

ในอดีตคนต้องการหนังสือก็จะไปร้านหนังสือ ทำให้สมัยนั้น สนพ.วิ่งเข้าหาร้านหนังสือ แต่มาปัจจุบันร้านหนังสือคนน้อย พอหนังสือขายไม่ได้ราว 3 สัปดาห์ เจ้าของธุรกิจที่รับมาวางขายบางรายก็เอาหนังสือเหล่านั้นออกไป

การกระทำอย่างนั้นต่างจากศูนย์หนังสือฯ เพราะว่า “เราเสียดายหนังสือ” หนังสือแต่ละเล่ม คนเขียนตั้งใจเขียน ไม่ควรตัดวงจรชีวิตหนังสือให้ขาดหายไป

ด้วยเห็นว่าหนังสือแต่ละเล่ม คนแต่งมีความทุ่มเท “เราจึงไม่ตัดสินโดยเอาหนังสือออกร้าน เพราะขายไม่ได้ เราให้อยู่นาน พื้นที่เราใหญ่ และเรายังคิดว่าจะทำอย่างไรให้คนอ่านเกิดขึ้น เราจึงเปิดพื้นที่ให้อ่านหนังสือ หนังสือทุกเล่มหยิบมาอ่านได้ เพราะถือว่าเมื่อเด็กอ่านแล้วก็จะรักการอ่าน แล้วก็จะมีความรู้เกิดขึ้นเรื่อยๆ เราไม่ได้วัดยอดขาย ไม่ได้วัดที่กำไร แต่เราทำอย่างไรให้การอ่านเกิดขึ้น”

สำหรับศูนย์หนังสือจุฬาฯ การวางหนังสือ “วิธีคิดเราต่างจากร้านหนังสือที่เขาดำเนินการตามธุรกิจเพื่อความอยู่รอด แต่เราคิดว่าแค่เลี้ยงตัวเองได้ เราไม่ได้หวังกำไร ศูนย์หนังสือฯเกิดขึ้นด้วยวิธีคิดว่า จะเป็นแหล่งเชื่อมโยงหนังสือต่างๆทั้งโลกเข้ามา มหาวิทยาลัยทำหน้าที่เชื่อมตรงจุดนี้ ให้นักศึกษา อาจารย์ได้หนังสือไปเรียนไปสอนได้ เราเป็นตัวเชื่อมต่อระหว่างภายนอกกับภายใน”

การอยู่รอดของหนังสือนั้น “ผมมองว่าอยู่ที่เนื้อหา” เมื่อโลกพัฒนามากขึ้น เนื้อหาของหนังสือก็หลากหลายมากขึ้น ความสำคัญของหนังสือก็จะมากขึ้นด้วยเหมือนกัน เพราะในอินเตอร์เน็ตแม้จะหลากหลาย แต่เอาเข้าจริงก็ไม่ได้ผ่านการกลั่นกรอง ข้อมูลบางอย่างไม่ถูกต้อง ไม่สามารถนำมาศึกษาอ้างอิงได้

“ถ้าเป็นสิ่งพิมพ์ กระบวนการกลั่นกรองจะนานกว่า อาจจะสองหรือสามเดือนแล้วค่อยรวบรวมมาเป็นเล่ม บางเล่มอาจถึงสองสามปีถึงจะออกมาเป็นหนังสือได้ ดังนั้นหนังสือจึงเป็นเอกสารที่อ้างอิงได้ชัดเจนกว่า”

ศูนย์หนังสือจุฬาฯมีธุรกิจแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ 1.รับฝากขาย และ 2.รับจัดจำหน่าย

1.การรับฝากขาย รับหนังสือทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นสารคดีและบันเทิงคดี ขอเพียงไม่ให้เป็นหนังสือที่ผิดกฎหมาย ลามก อนาจาร ดังนั้นวรรณกรรมไม่ว่าจะเป็น สารคดี เรื่องสั้น บทกวี นวนิยาย รับฝากขายทั้งหมด ขอให้มีเลขหนังสือมาตรฐานสากล หรือ “ไอเอสบีเอ็น” เท่านั้น

เมื่อรับมาแล้วมิใช่วางขายอยู่แค่ศูนย์หนังสือจุฬาฯ ที่สยามสแควร์แห่งเดียว หากแต่กระจายไปตามสาขาต่างๆ 10 สาขา และอีก 7 เครือข่าย

จำนวนหนังสือที่จะฝากขายไม่จำเป็นต้องมาก แค่หลัก 100 ก็ได้ “ถ้าใครมีหนังสือไม่ต่ำกว่า 100 เล่ม ก็ติดต่อมาได้เลย เรามีระบบขายออนไลน์ควบคู่กันไปด้วย การฝากขายเราต้องคุยกับผู้เขียนว่ากลุ่มเป้าหมายคือใคร ถ้าเป็นอาจารย์ก็เอาไปวางในมหาวิทยาลัย ต้องการต่างจังหวัดไหม จะมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายไหม เราอยากจะรับความคิดจากผู้เขียนด้วยซ้ำว่า ต้องการให้เกิดอะไรขึ้นบ้าง อย่างการเสวนา การเปิดตัวหนังสือ เป็นต้น”

2.รับจัดจำหน่าย คือรับหนังสือจากนักเขียน นักวิชาการ สำนักพิมพ์มาจัดจำหน่าย กระจายไปยังจุดขายต่างๆ ร้านใหญ่ๆทั่วประเทศ

ศูนย์หนังสือจุฬาฯเกิดมาราว 40 ปีแล้ว ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกปัจจุบัน จะมีการปรับตัวอย่างไร นายทรงยศบอกว่า เวลาและสถานการณ์เปลี่ยนไปมาก แนวคิดมีอยู่สองทางว่าจะเป็นผู้นำหรือจะเป็นผู้ตาม

ถ้าเป็นผู้นำก็ต้องนำการเปลี่ยนแปลงให้บรรลุเป้าหมาย แต่ถ้าตามเราก็ต้องตามไปอย่างกระชั้นชิด ไม่ตกกระแส “แต่เราในฐานะเป็นแหล่งวิชาการ เราทำหน้าที่กระจายหนังสือวิชาการ ทำอย่างไรเราจะมีพัฒนาการไปกับโลกนี้ได้ เรามี 10 สาขา และ 7 เครือข่าย และมีขายออนไลน์ เรามีเว็บขายหนังสือเป็นแห่งแรกในประเทศไทย เดี๋ยวนี้เรามีอีบุ๊คส์สโตร์ เรามีการรวบรวมหนังสือเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ และแหล่งหนังสือวิชาการที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ”

การมาของ “อีบุ๊คส์” ร้านหนังสือกระเทือนแค่ไหน อย่างไร นายทรงยศบอกว่า ร้านหนังสือหลายร้านปิดตัวจริง แต่คนก็ยังอ่านหนังสือ “ผลวิจัยต่างประเทศบอกว่า อีบุ๊คส์จะวิ่งไปประมาณ 20-30 เปอร์เซ็นต์แล้วก็จะคงที่ จะไม่โตไปเหมือนหนังสือเล่ม เพราะมีระดับผู้ใช้ อย่างไรก็ตามนักเรียน นักศึกษายังต้องศึกษาจากหนังสือกระดาษ ดิจิทัลไปไม่รอดเพราะการเข้าถึงและการซื้อแท็บเล็ตราคาแพงกว่า และราว 3 ปีก็ล้าสมัย ถ้าซื้อหนังสือ 1 เล่มให้เด็กเรียน ต้นทุนจะถูกกว่ามาก และไม่ต้องเพิ่มต้นทุนการดูแล”

เพราะฉะนั้น “หนังสือที่เป็นกระดาษอย่างไรก็ยังอยู่” และ “อีบุ๊คส์เกิดขึ้นโตร้อยเปอร์เซ็นต์ โตร้อยเปอร์เซ็นต์จริง แต่มันอาจโตจาก 100 ล้าน เป็น 200 ล้าน แต่หนังสืออาจโตจาก 10,000 ล้าน เป็น 20,000 ล้าน”

กล่าวโดยสรุปแล้ว หนังสือ “จริงๆแล้วอยู่ที่เนื้อหา ไม่ได้อยู่ที่ตัวสื่อ”

พร้อมฝากว่า “อยากสร้างนิสัยรักการอ่านให้เกิดขึ้น การปลูกฝังการอ่านความสำคัญอยู่ที่พ่อแม่ต้องส่งเสริม ต้องให้เด็กอ่านตามความต้องการ วิธีการ เช่น ให้อ่านแล้วเล่าให้ฟัง เด็กจะได้ภูมิใจ ชอบอ่านหนังสือ เมื่อเด็กอ่านหนังสือได้เร็ว ก็จะหาความรู้ได้มากขึ้น”

เมื่อรักการอ่านแล้ว ศูนย์หนังสือจุฬาฯมีหนังสือให้เลือกราวๆ 2 แสนปก หนังสือเหล่านั้นจากสถิติที่ผ่านมา หนังสือคู่มือสอบขายดีเป็นอันดับ 1 ส่วนหนังสือทั่วไปเป็นไปตามกระแส อย่างปี พ.ศ.2560 หนังสือเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 อยู่ในความสนใจของนักอ่านเป็นอย่างสูง

ศูนย์หนังสือจุฬาฯอยู่ได้ด้วยหนังสือวิชาการ ส่วนสำนักพิมพ์ที่ไม่ได้ผลิตหนังสือวิชาการอยู่กันอย่างไรได้บ้าง ตัวอย่างทางออก เช่น นายธงชัย ลิขิตพรสวรรค์ เจ้าของ สนพ.ต้นฉบับ 6/14 ซอยวัดบัวขวัญ 18 ถนนงามวงศ์วาน 23 ตำบลบางกระสอ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี

เจ้าของสำนักพิมพ์ต้นฉบับเล่าทางออกของสำนักพิมพ์ว่า “เราคิดหาทางออก เพราะการลงทุนเองมันเสี่ยงเรื่องการขายแล้วขาดทุน อาศัยเรามีคลังข้อมูลมาก ใครสนใจหนังสือแนวไหนก็ตามที่เรามีข้อมูลอยู่ ไม่ว่าจะมีทุนมากทุนน้อยเราก็ทำให้ได้”

นั่นหมายความว่า ไม่ว่าเอกชน หน่วยงานราชการ ถ้าต้องการพิมพ์หนังสือเป็นของหน่วยงานตนเอง แต่ไม่มีเวลาเขียน ไม่มีเวลาดำเนินการ สามารถเข้าพูดคุยปรึกษาเรื่องต้นฉบับได้ เมื่อตกลงกันได้แล้วว่าต้องการใช้ข้อมูลเกี่ยวกับอะไร ราคาแค่ไหน สำนักพิมพ์ต้นฉบับก็จะดำเนินการจัดพิมพ์ให้ออกมาเป็นเล่ม โดยผู้ว่าจ้างไม่ต้องทำอะไร นอกจากจะเขียนคำนำ หรือคำชี้แจงตามต้องการ

นายธงชัยเล่าอดีตให้ฟังว่า ชอบหนังสือประวัติศาสตร์มาตั้งแต่เรียนชั้นประถม ครั้นจบมหาวิทยาลัยก็ยังสนใจเรื่องราวเก่าๆ ต่อมาก็เดินหาหนังสือในตลาดนัดสวนจตุจักร นับตั้งแต่ พ.ศ.2530 เริ่มซื้อหนังสือเก่า เก็บเรื่อยมาจนมีปริมาณมาก “ผมตั้ง สนพ.ต้นฉบับเพื่อพิมพ์งานหนังสือหายาก ทำมา 20 ปีแล้ว ได้ต่ออายุหนังสือหายากได้จำนวนหนึ่ง”

เมื่อตลาดหนังสือทรุด พิมพ์หนังสือออกมาเสี่ยงต่อการขาดทุน เลยหาทางออกด้วยการเข้าหาหน่วยงานต่างๆ เสนอข้อมูลจัดพิมพ์เป็นเล่ม นับเป็นทางออกที่ดีและอยู่ได้อีกทางหนึ่ง.

ปี พ.ศ.2560 นับเป็นปีแห่งโศกนาฏกรรมของสื่อสิ่งพิมพ์อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นนิตยสารและหนังสือพ็อกเกตบุ๊ก ต่างประสบวิกฤติไปตามๆกัน “แน่นอนว่า ยอดขายหนังสือลดลงจากเหตุปัจจัยหลายๆอย่าง” นายทรงยศบอก 17 ธ.ค. 2560 12:00 17 ธ.ค. 2560 12:00 ไทยรัฐ