วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ


“ต้อง”: คำพูดติดปากของเราที่พยายามบอกอะไรกับตัวเรา

โดย ครูเคท

คุณผู้อ่านเคยลองสังเกตคำพูดติดปากของตัวเองว่ามีคำว่า “ต้อง” อยู่บ่อยๆ มั้ยคะ คนส่วนใหญ่มักใช้คำว่า “ต้อง” ในการให้กำลังใจตัวเอง เช่น “เราต้องชนะให้ได้” เราต้องทำได้” “ฉันต้องลดน้ำหนักเสียที” ฯลฯ ถ้าการให้กำลังใจตัวเองด้วยคำว่า “ต้อง” เป็นคำพูดออกมาจากจิตสำนึก (conscious mind) หรือสมองส่วนที่เป็นเหตุเป็นผล รู้ตัวว่าพูดอะไร คือ ตั้งสติตั้งใจพูด ถ้าอย่างนี้ คำว่า “ต้อง” ก็เป็นคำพูดให้กำลังใจตัวเองตามปกติ แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าเราพูดคำว่า “ต้อง” บ่อยๆ จนติดปาก หรือพูดด้วยอารมณ์ที่รุนแรง คำพูดนี้จะออกมาจากจิตใต้สำนึก (sub-conscious mind) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงสภาวะที่อยู่ภายในใจลึกๆ เช่น ความกดดัน ว่าต้องทำอะไรให้สำเร็จ หรือความอึดอัดใจที่ต้องทำอะไรที่ไม่อยากทำ แต่ต้องทำให้ได้ หรือต้องทำเพราะเหตุผลต่างๆนานา

ในทางกลับกัน ถ้าเราพูดคำว่า “ต้อง” กับคนอื่น ดูเผินๆ ก็อาจเป็นการแนะนำ หรือสั่งคนอื่นให้ทำตามปกติซึ่งแสดงถึงความเหนือกว่า เช่น รู้มากกว่า มีอำนาจเหนือกว่า จึงบอกคนอื่นว่าต้องอย่างนู้นอย่างนี้ แต่เช่นเดียวกัน จิตใต้สำนึกของเราในขณะที่พูดคำว่า “ต้อง” กับคนอื่น อาจเป็นการปลอบใจตัวเองเสียมากกว่าแนะนำหรือสั่ง และลึกๆ เราอาจไม่รู้สึกเหนือกว่าหรือรู้มากกว่าคนอื่น จึงใช้คำว่า “ต้อง” เพื่อปลอบใจตัวเองว่าเรารู้มากกว่า มีอำนาจเหนือกว่าคนอื่นนั่นเอง

คนที่เป็นเจ้านายที่ชอบพูดคำว่า “ต้อง” กับลูกน้อง แสดงให้เห็นถึงอำนาจเหนือกว่า แต่ลึกๆ เจ้านายอาจกำลังสงสัยในอำนาจของตนเองว่าจะสามารถทำให้ลูกน้องทำอย่างที่ตนต้องการหรือไม่ก็ได้ จึงใช้คำว่า “ต้อง” ส่วนเจ้านายที่เก่งจริง รู้จริง และมีเมตตากรุณากับลูกน้อง จะพบว่าไม่ค่อยพูดคำว่าต้องเลย แต่จะใช้คำอื่นที่ไม่มีพลังรุนแรง (ต่อผู้ฟัง) เช่น แทนที่จะพูดว่า “ผมต้องการงานนี้ภายในเย็นวันนี้” หรือ “ลูกค้าต้องการงานภายในเย็นนี้” นายที่ใจสงบนิ่ง จะพูดว่า “ผมว่างานนี้น่าจะดำเนินการเรียบร้อยภายในเย็นนี้” หรือ “ลูกค้าคงสบายใจถ้าได้เห็นงานภายในเย็นนี้” คำพูดอย่างนี้ ทำให้ลูกน้องคลายความตึงเครียดในการทำงานไปได้เยอะเลยทีเดียว และเมื่อลูกน้องไม่เครียด ก็มักจะทำงานได้เสร็จก่อนกำหนดและดี มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย

พ่อแม่ที่ชอบสั่งลูกแบบมีเงื่อนไข เช่น “ลูกต้องทำการบ้านให้เสร็จก่อน แม่ถึงจะให้ดูทีวีได้” ลองเปลี่ยนคำพูดที่มีคำว่า “ต้อง” เป็น “แม่รอให้ลูกทำการบ้านเสร็จก่อน เดี๋ยวเราจะได้ดูทีวีกันให้สบายใจ” จะเห็นผลลัพธ์แบบตรงกันข้ามเลยค่ะ คำพูดแรก ใจลูกจะรู้สึกถูกบังคับให้ทำการบ้าน แล้วเอาทีวีมาล่อ แต่แบบหลัง ลูกจะไม่รู้สึกว่าถูกบังคับให้ทำการบ้าน แต่เป็นเรื่องส่วนตัวและความรับผิดชอบของเขา คุณแม่ (อุตส่าห์) รอที่จะได้ดูทีวีด้วยกัน อย่างหลังนี้ ลูกจะตั้งใจทำการบ้านด้วยตัวเองค่ะ

คำพูดของคนเราไม่ได้มีหน้าที่เพียงแค่สื่อความหมายอย่างตรงไปตรงมาเท่านั้น แต่เป็นกระจกสะท้อนสิ่งที่อยู่ในใจของคนพูดด้วย และคำพูดที่พูดออกไปโดยไม่รู้สึกตัว ก็ส่งผลกระทบต่อคนฟังด้วย เพราะคนฟังก็เก็บคำพูดไปตีความต่างๆ นานา จึงเป็นสาเหตุที่คนเรามักขัดแย้งกันเพราะตีความกันไปคนละทาง ดังนั้น จะพูดอะไร ลองหยุดนิ่งสัก 2-3 วินาทีก่อนพูดออกไปเพื่อให้มีสติแน่ใจว่าเราต้องการสื่ออะไรออกไปจริงๆ คนฟังก็เช่นเดียวกัน อย่าเพิ่งเกิดอารมณ์ ฟังแล้วหยุดนิ่งทบทวนความหมายสักนิดแล้วค่อยเกิดความรู้สึก ก็จะไม่เกิดอาการอึดอัด ขัดแย้ง น้อยใจ ฯลฯ ค่ะ

ใครมีปัญหา ญาติพี่น้องติดกลุ่มลัทธิ ปัญหาครอบครัว ความสัมพันธ์ การทำงาน ติดโซเชียล ติดเกม panic และ phobia มารับคำปรึกษากับครูเคทได้ที่ KruKate Counseling Center ต้องการนัดคิว โทร. 0814581165 หรือเข้าไปฝากคำถามและแชร์ประสบการณ์ในแฟนเพจ www.facebook.com/kateinspirer และ YouTube channels: Kate Inspirer ได้นะคะ

ครูเคท

คนส่วนใหญ่มักใช้คำว่า “ต้อง” ในการให้กำลังใจตัวเอง เช่น “เราต้องชนะให้ได้” เราต้องทำได้” “ฉันต้องลดน้ำหนักเสียที”.. 16 ธ.ค. 2560 18:22 16 ธ.ค. 2560 19:16 ไทยรัฐ


advertisement