วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เมื่อมนุษย์เล่นบทพระเจ้า

เมื่อมนุษย์เล่นบทพระเจ้า

  • Share:

วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้เปลี่ยนแปลงโลกให้กลายเป็นที่อยู่อันสะดวกสบายมากขึ้น ปรับปรุงชีวิตและความเข้าใจของเราที่มีต่อธรรมชาติให้กว้างขวาง นักวิจัยหลายกลุ่มหลายเหล่าล้วนทำงานเพื่อความก้าวหน้า เพื่อให้วิทยาศาสตร์สามารถปฏิวัติ และยังประโยชน์แก่มนุษยชาติให้มากขึ้นไปอีก ผลของการทำงานต่อเนื่องเช่นนี้ ทำให้เกิดการค้นพบ ซึ่งอาจทำให้นักวิทยาศาสตร์ถึงกับเล่นบทบาทพระเจ้า และทั้งหมดที่คอลัมน์ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียล โดยทีมงานนิตยสารต่วย’ตูนจะเล่าต่อไปนี้ เป็นโครงการวิทยาศาสตร์ที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งว่าสมควรทำขึ้นมาใช้หรือไม่

ชุบชีวิตสัตว์สูญพันธุ์ ในที่สูงแถบเทือกเขาไพรีนีส (Pyrenees) ภูเขาที่แบ่งประเทศฝรั่งเศสและสเปน มีแพะป่าชนิดหนึ่งอาศัยอยู่ (คือพวก The Pyrenean ibex หรือ Bucardo) แพะป่าบูคาร์โดพวกนี้มีอยู่มากมายในถิ่นนั้นตลอดเวลานับพันๆปี แต่เนื่องจากการล่าไม่คิดหน้าคิดหลัง พวกมันจึงสูญพันธุ์อย่างช่วยไม่ได้

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่แพะป่าตัวเมียชื่อซีเลีย ตัวสุดท้ายของเผ่าพันธุ์จะตายลง นักวิทยาศาสตร์สามารถเก็บรักษาเซลล์ของมันไว้ได้

ดร.เครก เวนเตอร์.

หลายปีหลังจากนั้น ทีมนักวิทยาศาสตร์ฝรั่งเศสและสเปนจึงลงมือดำเนินโครงการวิทยาศาสตร์ที่ชวนให้นึกถึงนวนิยายคลาสสิก “จูราสสิกพาร์ค” พวกเขาทำการโคลนนิ่งเซลล์ของซีเลีย แพะบูคาร์โดตัวสุดท้าย แม้มันจะจบด้วยความเศร้าว่า สัตว์ที่คลอดใหม่จากครรภ์อุ้มบุญจะลืมตามีชีวิตแค่ 10 นาที

นักวิทยาศาสตร์เรียกกระบวนการนำสายพันธุ์ที่สูญไปให้กลับมาใหม่ว่า “ชุบชีวิต” (de-extinction) แม้การทดลองปลุกแพะบูคาร์โดในปี 2003 จะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ก็ยังมีความหวังว่า สักวันหนึ่งด้วยอุปกรณ์ขั้นสูงที่ก้าวหน้ากว่านี้ พวกเขาจะพบกระบวนการชุบชีวิตที่สมบูรณ์พอที่จะนำสัตว์สูญพันธุ์กลับมาใหม่

จัดการกับระบบธรรมชาติโลก ภาวะโลกร้อนทำให้สภาพภูมิอากาศโลกเปลี่ยนแปลง และกำลังแย่ลงเรื่อยๆ นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากกำลังเรียกหา “วิศวกรรมภูมิอากาศ” (geoengineering) ซึ่งก็คือ เจตนาที่จะแทรกแซงกระบวนการสิ่งแวดล้อมโลก มีเทคนิคการนำเสนอมากมาย แต่เทคนิคสองข้อที่มีการพิจารณาอย่างจริงจัง โดยสมาคมวิทยาศาสตร์ทั้งหลาย คือการกำจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และการจัดการพลังงานแสงอาทิตย์

การกำจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มีความเสี่ยงต่ำ แต่ราคาค่อนข้างแพง ข้อดีคือผลกระทบของมันมีน้อยมาก แต่อาจต้องใช้เวลานาน ส่วนการจัดการรังสีแสงอาทิตย์ หรือการแปลงสัดส่วนของแสง เทคนิคนี้ประหยัดกว่า มีประสิทธิภาพมากกว่า และสามารถลดอุณหภูมิของโลกทันที แต่ความเสี่ยงค่อนข้างสูง เพราะสามารถทำให้เกิดความเสียหายที่ย้อนกลับคืนไม่ได้ เช่น อาจจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบสภาพอากาศของโลกไปเลย

วิศวกรรมภูมิอากาศ สามารถเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลกได้.

แต่ที่อันตรายสุดๆ สำหรับเทคนิค “แปลงสัดส่วนของแสง” ก็คือมันสามารถพัฒนาให้กลายเป็นอาวุธร้ายถล่มโลกได้อย่างไม่ยาก

สร้างสเปิร์มเทียม การมีบุตรยากกำลังจะกลายเป็นปัญหาสำคัญระดับโลก แม้ว่ามันเป็นภาวะที่เกิดในทั้งชายและหญิง แต่ส่วนใหญ่ปัญหาเกิดในผู้ชายมากกว่า

ปัญหาในผู้ชาย เกิดขึ้นเมื่อเซลล์ต้นกำเนิดในอัณฑะไม่พัฒนาไปถึงกระบวนการแบ่งตัวที่เรียกว่า ไมโอซิส (meiosis) อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อกระบวนการไมโอซิสไม่เกิด เซลล์ต้นกำเนิดก็ไม่พัฒนาไปเป็นเซลล์อสุจิที่จะทำงานได้ผลเต็มที่ วิธีการแก้ปัญหาในขณะนี้ จึงมีเพียงต้องใช้สเปิร์มจากผู้บริจาคเท่านั้น

แต่ตอนนี้นักวิทยาศาสตร์จีนประสบความสำเร็จในการสร้างน้ำเชื้อเทียมในห้องปฏิบัติการ พวกเขาสกัด “เซลล์ต้นกำเนิด” จากหนู (เซลล์ต้นกำเนิดซึ่งจะกลายเป็นเซลล์ชนิดใดๆต่อไปก็ได้) แล้วนำไปผสมกับสารเคมี ผลคือได้ “เซลล์ตั้งต้น” จากนั้นพวกเขาก็ผสมเซลล์ตั้งต้นเข้ากับฮอร์โมนเพศและเซลล์จากลูกอัณฑะ หลังจากผ่านไปพักหนึ่ง เซลล์ตั้งต้นก็แปรสภาพเป็นเซลล์อสุจิ นักวิทยาศาสตร์ก็นำเซลล์อสุจิไปฉีดให้กับหนูตัวเมีย ซึ่งต่อมามันก็ตั้งท้องและให้กำเนิดลูกหนูที่มีสุขภาพดี

การตัดต่อพันธุกรรมจะไม่จำกัดอยู่เพียงสัตว์และพืชเท่านั้น แต่จะรวมถึงมนุษย์ด้วย.

นักวิจัยเลยวางแผนจะดำเนินการทดลองต่อไปในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่น ถ้าผลลัพธ์เป็นบวก พวกเขาจะก้าวหน้าต่อไปเพื่อจะทดลองกับมนุษย์ วิธีนี้อาจคือจุดจบของการบริจาคอสุจิ และช่วยให้ผู้ชายมีลูกยากทั้งหลายมีลูกสืบสายโลหิตจากพันธุกรรมของตนแท้ๆ

ปลูกอวัยวะมนุษย์ในตัวสัตว์ กระบวนการการรักษาผู้ป่วยด้วยการปลูกถ่ายอวัยวะ นับเป็นกระบวนการที่ต่อชีวิตคนได้สำเร็จมานานพอควร แต่ก็มีปัญหาขาดแคลนอวัยวะบริจาคอยู่ทั่วโลก นักวิทยาศาสตร์จึงมองหาทางเลือก นั่นคือการ “ปลูก” อวัยวะมนุษย์ภายในตัวสัตว์เสียเลย

กระบวนการนี้เรียกว่าคิเมรา (chimera) เป็นการผสมดีเอ็นเอของสัตว์และมนุษย์ด้วยวิธีทางการแพทย์สมัยใหม่ ชื่อของกระบวนการได้รับแรงบันดาลใจจากสัตว์ประหลาดในเทพปกรณัมกรีก ซึ่งในร่างเดียวมีทั้งสิงโตส่วนหนึ่ง และแพะส่วนหนึ่ง

ชื่อกระบวนการคิเมรา มาจากสัตว์ประหลาดในเทพปกรณัมกรีก

นักวิทยาศาสตร์จะย้ายเอาส่วนดีเอ็นเอของสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นส่วนใด เช่น ส่วนที่ส่งรหัสการเติบโตของตับอ่อน หลังจากนั้น พวกเขาจะฉีดเซลล์ต้นกำเนิดมนุษย์เข้าไปในตัวอ่อนของสัตว์ ภายในตัวอ่อน เซลล์ต้นกำเนิดจะเริ่มพัฒนาส่วนที่ขาดหายไปในดีเอ็นเอ เนื่องจากตัวอ่อนไม่มีระบบภูมิคุ้มกัน สเต็ม–เซลล์มนุษย์จึงไม่ถูกปฏิเสธ

แม้ว่าโครงการทางวิทยาศาสตร์นี้มีศักยภาพยืดชีวิตนับพันในแต่ละปี แต่ก็มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เพราะโครงการทางวิทยาศาสตร์นี้อาจถึงกับทำให้นักวิทยาศาสตร์เล่นบทพระเจ้า และยังมีความกังวลอีกว่าถ้าเซลล์ต้นกำเนิดเริ่มสร้างสมองมนุษย์ภายในตัวสัตว์ล่ะ มันจะเกิดผลกระทบอะไรขึ้น จะกลายเป็นลูกผสมมนุษย์กับสัตว์ที่สามารถคิดได้หรือไม่

คืนชีพให้ผู้ป่วยภาวะสมองตาย การคืนชีพแก่คนตายนั้นเป็นไปไม่ได้ แต่มีบริษัทอเมริกันชื่อ ไบโอควาร์ก (BioQuark) กำลังทำการค้นคว้าทดลองเพื่อให้ไปถึงจุดหมายที่ดูจะเป็นไปไม่ได้นี้

ไบโอควาร์กได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการสถาบันการตรวจสอบของอเมริกา ให้เริ่มโครงการไกลเกินฝันเมื่อไม่นานมานี้เอง แต่ก็ต้องเน้นว่า จะทำการทดลองเฉพาะคนที่สมองตายแล้วตามคำจำกัดความอย่างรัดกุมว่า เป็นคนที่สูญเสียการทำงานของสมองทั้งหมด และถูกประกาศว่าตายแล้วอย่างถูกต้องตามกฎหมาย หรือทางการแพทย์ แต่ยังคงมีชีวิตอยู่เพราะเครื่องช่วยชีวิตรูปแบบต่างๆ

แพะป่าบูคาร์โด.

ไบโอควาร์กวางแผนจะใช้เทคนิคหลายอย่าง เช่น การฉีดเปปไทด์ สเต็มเซลล์ หรือกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางและสมองส่วนสำคัญแก่การดำรงชีพ เพื่อให้สมองซ่อมแซมหรือสร้างเซลล์สมองขึ้นใหม่ ด้วยวิธีเดียวกับที่สมองของสัตว์จำพวกปลาและสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกทำ (เซลล์สมองมนุษย์เป็นเซลล์ชนิดเดียวในร่างกายที่ไม่สามารถซ่อมแซมหรือสร้างใหม่ได้) หวังเพียงว่าไบโอควาร์กจะทำสำเร็จ เมื่อนั้นมันก็ย่อมเป็นเวลาที่ทำให้ “มนุษย์คืนชีพ” ได้อย่างสมบูรณ์

แก้ไขยีนมนุษย์ ในอดีต การตัดต่อพันธุกรรมจำกัดอยู่เพียงกับสัตว์และพืช แต่ตอนนี้กำลังมุ่งตรงมาสู่มนุษย์ หน่วยงานปฏิสนธิมนุษย์และคัพภวิทยาในอังกฤษ ยอมให้เคธี ไนอาคาน (Kathy Niakan) นักวิจัยจาก สถาบันฟรานซิส คริก จากลอนดอน ได้สิทธิ์ในการแก้ไขตัวอ่อนมนุษย์เพื่อวัตถุประสงค์ทางวิทยาศาสตร์

นักวิทยาศาสตร์สามารถสร้างสเปิร์มขึ้นมาได้แล้ว.

เทคโนโลยีที่ไนอาคานและนักพันธุศาสตร์ใช้ เรียกว่า CRISPR หรือ Clustered Regularly Interspaced Palindromic Repeats เทคโนโลยีนี้ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถระบุยีนมนุษย์ได้ย้ายบางส่วนออกแล้วจัดดีเอ็นเอใหม่ วัตถุประสงค์ก็เพื่อขจัดโรคบางอย่าง เช่น มะเร็ง ลดการแท้งบุตร และปรับปรุงอัตราการเจริญพันธุ์ เทคนิคนี้ไม่ใช่เรื่องซับซ้อนหรือเป็นเทคนิคใหม่แต่ประการใด ที่จริงแล้ว เป็นวิธีที่ใช้ในการแก้ไขยีนของสุนัข ทำให้ตัวใหญ่ขึ้น หรือแก้ไขยีนในหมูเพื่อให้ตัวเล็กลง

อย่างไรก็ตาม แม้จะทำสำเร็จก็ใช่ว่าจะได้นำมาใช้ ยังต้องมีการถกเถียงหาข้อสรุปกันต่อไปถึงผลกระทบนานาประการที่จะตามมา

สร้างสิ่งมีชีวิตเทียม หลังจาก 15 ปี ดร.เครก เวนเตอร์ (Craig Venter) มหาเศรษฐีนักบุกเบิกในสาขาพันธุกรรมศาสตร์ ก็บรรลุความฝัน นั่นคือการสร้างชีวิตเทียม ผลงานอันเป็นที่ถกเถียงกันเผยแพร่ในวารสารวิทยาศาสตร์เมื่อปี 2010 เนื้อหาบ่งบอกรายละเอียดว่า เขาและทีมได้พัฒนา “รูปทรงชีวิตสังเคราะห์ที่สมบูรณ์แบบใหม่จากส่วนผสมของสารเคมี”

การคืนชีพอาจมีขึ้นได้ในเร็วๆนี้.

ทีมของเวนเตอร์จัดการเรียงลำดับรหัสพันธุกรรมของไมโคพลาสมา เจนิทาเลียม (Mycoplasma genitalium-แบคทีเรียที่เล็กที่สุดในโลก) แล้วบันทึกลงในคอมพิวเตอร์ หลังจากนั้นพวกเขาใช้ข้อมูลที่ได้รวบรวมแล้ว จำลองมันขึ้นในห้องปฏิบัติการดีเอ็นเอเทียม ในการแยกดีเอ็นเอนี้จากของเดิม พวกเขาใช้วิธีใส่ “ลายน้ำ” เอาไว้เป็นหมาย หลังจากนั้นก็เอาดีเอ็นเอเดิมออกทั้งหมด แล้วแทนที่ด้วยพันธุกรรมเทียมที่ทำเลียนแบบขึ้น ผลคือได้เซลล์สังเคราะห์ที่สามารถทำซ้ำได้

ความสามารถในการทำซ้ำหรือถอดแบบได้นี่ละ เป็นคำจำกัดความพื้นฐานของชีวิตในความหมายของนักวิทยาศาสตร์ เวนเตอร์เต็มไปด้วยความหวังว่า การวิจัยของเขาจะปูทางแก่การพัฒนาสิ่งมีชีวิตเทียมที่มีความซับซ้อน สิ่งมีชีวิตเทียมที่สามารถช่วยป้องกันโรค หรือหมกตัวอยู่ในมลภาวะ หรือเปลี่ยนขยะเป็นน้ำมันเชื้อเพลิง

อย่างไรก็ตาม เวนเตอร์ถูกวิพากษ์วิจารณ์กว้างขวางในการลุกขึ้นมาเล่นบทพระเจ้า ผู้วิจารณ์ชี้ให้เห็นว่า งานวิจัยของเขามีศักยภาพที่จะใช้ในการทำสงครามชีวภาพได้อย่างแน่นอน.

โดย : อัปสรศิลา
ทีมงานนิตยสาร ต่วย'ตูน

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้