วันอาทิตย์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สนามพระ 17/12/60

โดย สีกาอ่าง

เข้าสู่ สนามพระวิภาวดี อาทิตย์ที่ 51 ของปี พ.ศ.2560 ด้วย ธรรมภาษิต ของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่า สัพเพ ธัมมา อนัตตา แปลว่า ธรรมดาทุกอย่าง ล้วนไม่มีตัวตน เพื่อสอนว่า ทุกอย่างที่เราเห็นและเกี่ยวข้องกับเรานั้น ล้วนไม่มีตัวตน คือเป็น อนัตตา เพราะจะไม่มีอะไรเหลืออยู่กับเรา เมื่อเราตายไป ก็เอาอะไรไปไม่ได้เลย--จึงเมื่อรู้จัก อนัตตา และยอมรับความจริง ก็จะคลายความทุกข์ได้ แต่ต้องยอมรับให้ได้เท่านั้น.....

ไปดูพระเครื่องวันนี้กัน สำนักแรกมาจาก กรุลานทุ่งเศรษฐี กำแพงเพชร คือ พระกำแพงลีลาเม็ดขนุน จากสต๊อก เสี่ยเพชร–อิทธิ ชวลิตธำรง รังพระ ใหญ่ สวย ดี มีคุณภาพ.....

อย่างองค์นี้ ที่ยังคงความสวยสมบูรณ์ แบบเดิมๆ ไว้เต็มร้อย ไม่มีริ้วรอยศัลยกรรมแม้แต่จุดเดียว พุทธศิลป์ในพิมพ์พระเป็นแบบ สุโขทัย ซึ่งมีเอกลักษณ์ ที่พระพักตร์รูปไข่อมยิ้มอิ่มบุญ พระเนตรทอดมองอย่างเมตตา พระกรรณยาว ตามยุค พระกรแกว่งพลิ้วในท่วงท่าลีลารับกับพระบาทย่างก้าวอ่อนช้อยลอยเบา สีเนื้อน้ำตาลมาตรฐาน สะอาดตา รวมความได้ว่าเป็นพระแท้ทรงค่า สมศักดิ์ศรีพระเครื่องของแผ่นดินทุกประการ.....

องค์ที่สอง คือ พระสมเด็จเกศไชโย พิมพ์ ๖ ชั้น อกตัน วัดไชโยวรวิหาร อ่างทอง ซึ่งนับวันจะเชื่อกันว่า สมเด็จฯโต สร้างขึ้นก่อนในตระกูลพระ ๓ สมเด็จ ราวปี พ.ศ.๒๔๐๗ (สร้างพระสมเด็จวัดระฆังฯราว ปี พ.ศ.๒๔๑๐ พระสมเด็จบางขุนพรหม ปี พ.ศ.๒๔๑๓) ซึ่งเป็นปีที่ท่านได้รับสถาปนาเป็น สมเด็จพระพุฒาจารย์.....

จึงสร้างพระ นำไปบรรจุ ที่ฐานพระประธานที่ท่านกำลังสร้างอุทิศให้โยมมารดา “เกศ” ในเขตที่ดินของตระกูลที่ถวายวัดสร้างเป็นวัด ไชโยฯ.....

ถึงราวปี พ.ศ.๒๔๓๐ ในสมัย รัชกาลที่ ๕ มีการบูรณะวัด ทำให้องค์หลวงพ่อพระประธานที่ท่านสร้างพังทลาย และมี พระพิมพ์เนื้อผง รูปทรงสี่เหลี่ยม ออกมาจำนวนมาก แบบหลากหลาย ทั้งพิมพ์ ๗ ชั้น ๖ ชั้น ๕ ชั้น ซึ่งล้วนมีเอกลักษณ์ เป็นแบบ อกร่อง หูบายศรี และการตัดกรอบเป็นแบบ “กรอบกระจก” เนื้อพระเป็น ผงพุทธคุณผสมมวลสาร แบบวัดระฆังฯ และเนื้อแก่น้ำมัน.....

แต่ในระยะต่อมา พบพระพิมพ์ซ้ำกัน แต่เนื้อแตกต่างได้ในกรุวัดข้างเคียง ทำให้เกิดความสับสน นักนิยมพระจึงกำหนดการเล่นหา วัดเกศไชโย เป็น ๓ พิมพ์มาตรฐาน คือ ๑.พิมพ์นิยม ๗ ชั้น A ๒.พิมพ์ ๖ ชั้นอกตัน ๓.พิมพ์ ๖ ชั้นอกร่อง องค์ในภาพนี้ของ เสี่ยแม็ก หลักสี่ เป็น พระพิมพ์ ๖ ชั้น อกตัน มาตรฐานทั้งเนื้อและพิมพ์ ที่มีการลงรักน้ำเกลี้ยงรักษาสภาพไว้ ทำให้งดงามเข้มขลังมากขึ้น.....

องค์ที่สาม ขอเสนอ พระพิมพ์ไก่หางพวง หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค อ.เสนา อยุธยา ของ เสี่ยเอกพงศ์ ยอดพินิจ เจ้าของฟาร์มกุ้ง เมืองร้อยเกาะ.....

ในบรรดาพระพิมพ์เนื้อดินเผา รูปทรงสี่เหลี่ยมตัดมุมทั้งสี่ด้าน ซึ่งมีรูปสัตว์ทรงคุณ ๖ แบบ คือ ไก่ ครุฑ หนุมาน เม่น นก ปลา และขอบองค์ด้านบนเจาะรูบรรจุผงพุทธคุณเกราะเพชร สีขาวแกมเทา นี้ พิมพ์ไก่หางพวง จัดว่า ได้รับความนิยมสูงสุด ซึ่งองค์งามเพียบพร้อมสภาพสมบูรณ์ ผงเดิมอยู่เต็มๆแบบนี้ ยุคเฟื่องๆ เมื่อเกือบ ๑๐ ปีที่ผ่านมา เคยทำสถิติราคาถึง หลักล้าน มาแล้วนะ ขอบอก.....

ต่อไป เป็น พระปิลันทน์ พิมพ์ปรกโพธิ์ใหญ่ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (ม.จ.ทัต เสนีย์วงศ์) วัดระฆังโฆสิตาราม ที่ท่านผู้ชมขอให้แนะนำพระที่สามารถใช้และโชว์แทน พระสมเด็จวัดระฆัง ของ สมเด็จฯโต ได้.....

พอถามปุ๊บ ก็นึกถึงพระพิมพ์ชั้นศิษย์สายตรงซึ่งมีชื่อเสียงอยู่ ๒ รูปคือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (ทัต) กับ หลวงปู่ภู วัดอินทรฯ แต่ถ้าให้เลือกเพียง ๑ เดียว ก็ต้องให้น้ำหนักชั่งตวงวัดไปที่ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (ทัต) เพราะมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดทุกด้าน เช่น ๑.เป็นศิษย์รับใช้ใกล้ชิด ๒.ได้รับการถ่ายทอดวิชาความรู้พุทธาคม ๓.สืบทอดตำแหน่งเจ้าอาวาส ๔.ได้สถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์ ซึ่งเป็นฐานาเดิมของ สมเด็จฯโต.....

ท่านได้เริ่มสร้างพระพิมพ์ขึ้นมากมาย มากกว่า ๒๐ พิมพ์ ด้วยฝีมือช่างชั้นสูง ด้วย เนื้อผงพุทธคุณผสมผงหินเขียว (กระดานชนวน) ใบลานเผา ขณะดำรงฐานา ที่พระพุทธบาทปิลันทน์ และนำบรรจุใน กรุพระเจดีย์วัดระฆังฯ ราวปี พ.ศ.๒๔๑๕ จนถึงปี พ.ศ.๒๔๗๑ จึงมีการค้นพบครั้งแรก และหลายครั้งต่อมาในวัดใกล้เคียง.....

พิมพ์พระที่พบมีมากมาย ที่ได้รับความนิยมสูงสุดเป็น พิมพ์ซุ้มประตูใหญ่ พิมพ์โมคคัลลาน์ พิมพ์พระปิดตา ฯลฯ .....

แต่พิมพ์ที่เหมาะสมที่สุด ในการใช้แทน พระสมเด็จ ก็ต้องเป็น พระพิมพ์สมเด็จ ปรกโพธิ์ใหญ่ แบบองค์นี้ ที่มีขนาดสัณฐานรูปทรงเป็นอย่างเดียวกันทุกประการ ที่สำคัญมีกำเนิดจากวัดระฆังฯ เหมือนกัน.....

ต่อด้วย เหรียญรุ่นแรก หนังสือเล็ก พ.ศ.๒๔๙๕ หลวงพ่อโอภาสี สำนักสงฆ์อาศรมบางมด เขตบางขุนเทียน กรุง-เทพฯ.....

ท่านเป็นชาวนครศรีธรรมราช เดิมชื่อ ชวน มะลิพันธ์ บวชเณรเรียนพระธรรมวินัยที่วัดบ้านเกิดด้วยความมุ่งมั่นฉลาดขยันหมั่นเพียร ก่อนเดินทางมาอุปสมบทที่วัดบวรนิเวศ โดยมี สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ทรงเป็นพระอุปัชฌาย์ เรียนจบถึงเปรียญธรรม ๘ ประโยค ได้รับการเรียกชื่อเป็น “มหาชวน”.....

และไปเป็นศิษย์เรียนสมถกรรมฐาน ปฏิบัติขั้นอุกฤษ กับ หลวงพ่อกบ วัดเขาสาริกา จ.ลพบุรี เจ้าตำรา ภาวนาบูชาเพลิง ทำความเพียรหาทางหลุดพ้น ด้วยการภาวนาอยู่หน้ากองเพลิง ที่จุดอยู่ตรงหน้าตลอดเวลา พุทธศาสนิกชนนำวัตถุปัจจัยใดมาถวาย ท่านโยนเข้ากองไฟหมดแม้ธนบัตร .....

ภายในกุฏิท่านไม่มีสิ่งของใดสะสมแม้ชิ้นเดียว ท่านสอนว่า การบูชาเพลิง เป็นพุทธบูชา อาศัยความร้อนของกองไฟ เผาผลาญกิเลส ความโลภ โกรธ หลง.....

ท่านปฏิบัติเป็นที่โจษขานทั้งทางดีและเสียหาย ถึงขนาดว่าท่านวิกลจริต ทำให้วันหนึ่งได้เรียกศิษย์มาชุมนุม ท่านได้ประกาศต่อหน้าคณะศิษย์ว่า มหาชวน ป.ธ.๘ รูปนั้น ได้ดับสิ้นไปแล้ว ที่มีชีวิตอยู่ขณะนี้เป็นองค์เทพที่มาสถิตในร่างชื่อโอภาสี คือ ผู้บูชาเพลิงเป็นพุทธบูชา.....

ประกาศแล้ว ท่านก็เดินทางออกจากวัดบวรฯ ธุดงค์ไปปักกลดอยู่ในสวนส้ม ย่านบางมด ปฏิบัติสร้างศรัทธาปาฏิหาริย์ จนเจ้าของที่ร่วมกับชาวบ้านศรัทธา สร้างสำนักสงฆ์ให้ท่านจำพรรษา มีศิษย์มากมายและได้ขออนุญาตท่านสร้าง เหรียญรุ่นแรก นี้ขึ้น.....

ลักษณะเป็น เหรียญปั๊มทรงกลมหูเชื่อมเนื้อทองแดง ด้านหน้ามีบล็อกเดียว รายละเอียดอย่างภาพ ส่วนด้านหลังมีสองบล็อก รายละเอียดเหมือนกัน แตกต่างที่ ขนาดตัวหนังสือล้อมรอบ จะ ใหญ่-เล็ก ไม่เท่ากัน เหรียญนี้เป็นชนิด หนังสือเล็ก ที่ราคาค่า อยู่ในหลัก หลายๆแสน ทีเดียว.....

อีกรายการ เป็น พระพุทธรูปบูชา พุทธศิลป์สุโขทัยคลาสสิก ยุคต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๗-๑๘ ขนาดหน้าตัก ๑๕ นิ้ว ของ เสี่ยพรรค คูวิบูลย์ศิลป์.....

องค์นี้ งามเป็นที่สุด มีจุดเด่นให้ได้ศึกษาเรียนรู้ พุทธศิลป์ สุโขทัยบริสุทธิ์ ทุกอณู ตั้งแต่ยอดพระเกศเปลวเพลิงที่พลิ้วไหว เม็ดพระศกเส้นกลมใหญ่ขมวดแน่น วางตำแหน่งอย่างเป็นธรรมชาติ ๑๓ เม็ด พระพักตร์แบบรูปไข่ (หน้าหนุ่ม) พระเนตร พระนาสิก พระโอษฐ์ พระกรรณ พระศอ.....

รูปทรงองค์พระถึงฐานล่าง ทุกเส้นศิลป์ บอกความเป็นศิลป์พระสุโขทัยบริสุทธิ์ขนานแท้ “เพียวอาร์ต” ที่ยากจะหาพบเห็น นับได้เป็นสุดยอดพระพุทธรูปบูชา ที่แสดงให้เห็นถึงคุณค่าพุทธศิลป์ไทยอย่างลึกซึ้งที่สุดองค์หนึ่ง.....

พระเครื่องอีกสำนัก ที่เข้มขลังไม่ยิ่งหย่อนกัน คือ พระปิดตากรมหลวงชุมพรฯ หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า อ.วัดสิงห์ ชัยนาท ซึ่ง หลวงปู่ศุข สร้างไปแจกเจ้านายใกล้ชิด ในงานทำบุญอายุ เสด็จในกรมฯ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ที่วังนางเลิ้ง ทำให้ได้ชื่อเรียกว่า “พระปิดตากรมหลวงฯ”.....

มีลายมือจารอักขระ (พุทธม้วนโลก) ที่ด้านหลัง เส้นลึกเสมอ น้ำหนัก คม ชัด เห็นแล้วมั่นใจ และทำให้เห็นว่า ลายมือจารอักขระ ถือเป็นจุดสำคัญหนึ่ง ที่ช่วยให้การพิจารณาพระเก๊-พระแท้ มีข้อยุติอย่างมีหลักเกณฑ์ เป็นเหตุเป็นผล.....

ต่อไปคือ พระนางพญา กรุบ่อสวก อ.เมือง น่าน พระพิมพ์เนื้อดินเผา ทรงสาม เหลี่ยม ยอดตัด ศิลปะแบบเชียงแสนผสมสุโขทัย มีชื่อเสียงเลื่องลือเป็นพระพิมพ์ยอดนิยมอันดับ ๑ ของเมืองน่าน ที่คนต่างถิ่นไม่เคยคุ้น .....

ค้นพบเมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๘ เพราะชาวบ้านที่ถางป่าบนเนินดินในวัดร้าง พบแผ่นหินขนาดใหญ่ จึงช่วยกันงัดขึ้น แล้วพบ พระพิมพ์นางพญา ใหญ่–เล็ก กับ พิมพ์ลีลา วางเรียงซ้อนทับกันอยู่ไม่มากนัก.....

จึงนำมาจำหน่ายจ่ายแจก มีผู้นำไปใช้บูชาปรากฏพุทธคุณด้านเมตตามหานิยม นิยมเรียกชื่อตามลักษณะรูปทรงองค์พระ ที่คล้าย พระนางพญา พิษณุโลก ว่า พระนางพญาบ่อสวก เมืองน่าน แต่มีความแตกต่างกับ พระนางพญา อื่นๆ เพราะปรากฏว่าพระนี้ ถูกโฉลกกับ ผู้ชายชาตรี เพราะมีประสบการณ์เลื่องลือชัดเจน ว่าชายใดใช้บูชา จะทำให้เมียรักแม่ยายหลง ประมาณว่าเมียที่เคยด่าๆก็จะสงบเสงี่ยม พูดจ๊ะจ๋าเอาอกเอาใจ ส่วนแม่ยายที่เคยนินทา ก็กลับมาพูดจาไพเราะ.....

ชายเมืองน่านจึงซุ่มแสวงหามาใช้บูชากันมาก ทำให้พระที่มีน้อย ยิ่งหายากขึ้น อย่างองค์นี้ของ ส.จ.บอม เมืองน่าน มีคนเสนอราคาถึงหลักล้าน ยังรีบปฏิเสธ บอกว่าต้องเก็บไว้ช่วยให้ เมียรักแม่ยายหลง.....

เรื่องลาฮาเฮวันนี้ เกิดใน ตลาดสดราชบุรี ซึ่งตอนบ่ายๆ ที่ยังไม่มีลูกค้ามากนัก พ่อค้าแม่ค้าจึงจับกลุ่มคุยกัน อวดเรื่องฐานะรายได้ เฮียแผงขายผัก ก็คุยว่าตั้งแต่เปลี่ยนมาขายผักออแกนิก รายได้ดีมีเงินไปดาวน์รถกระบะคันใหม่ .....

เจ๊อีกคนก็ว่าตั้งแต่เปิดร้านขายกาแฟแฟรนไชส์ มีรายได้เพิ่มเยอะ กะว่าอีกสองเดือนจะมีเงินไปเซ้งตึก เปิดร้านกาแฟสวยๆ.....

อีกคนเพิ่งเข้ามาขายใหม่ๆ แต่อวดว่าขายอาหารสด ของทะเล เงินดีมาก กะว่าจะสร้างแบรนด์ บรรจุแพ็กส่งห้าง หาเงินซื้อคอนโดฯ หรูๆ.....

ส่วน ลุงบุญ เจ้าของร้านซื้อ-ขายพระเครื่อง ซึ่งนั่งฟังการพูดคุยข่มกัน ก็นึกสนุก ร่วมวงคุยว่า ฟังพวกเอ็งคุยกัน ก็อิจฉาว่ะ เพราะระยะนี้ซื้อขายไม่ค่อยดี ทั้งเดือนนี้ข้าเพิ่งขายพระไปองค์เดียวได้กำไรมาไม่กี่แสน ยังไม่พอซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมให้กิ๊กเลยว่ะ อามิตตพุทธ.

สีกาอ่าง

เข้าสู่ สนามพระวิภาวดี อาทิตย์ที่ 51 ของปี พ.ศ.2560 ด้วย ธรรมภาษิต ของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่า สัพเพ ธัมมา อนัตตา แปลว่า ธรรมดาทุกอย่าง ล้วนไม่มีตัวตน... 16 ธ.ค. 2560 11:10 16 ธ.ค. 2560 11:18 ไทยรัฐ