วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

โดดเดี่ยวการทูตโสมแดง สำเร็จยาก-ได้ไม่คุ้มเสีย?

ล็อบบี้บีบโสมแดง-นายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล รมช.ต่างประเทศไทย (ขวา) พบปะหารือกับนายโจเซฟ ยุน ทูตพิเศษของสหรัฐฯ ด้านนโยบายเกาหลีเหนือ ที่กระทรวงการต่างประเทศ เมื่อ 14 ธ.ค. โดยสหรัฐฯกระตุ้นให้ไทยลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตและการค้าต่อเกาหลีเหนือ ขณะที่ผลักดันให้ทั่วโลกโดดเดี่ยวเกาหลีเหนือ (เอเอฟพี)

ปัญหา “เกาหลีเหนือ” ยังเป็น “ยาขม” สำหรับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เช่นเดียวกับผู้นำสหรัฐฯคนก่อนๆ ยิ่งหลังเกาหลีเหนือทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ลูกที่ 6 และขีปนาวุธข้ามทวีป (ไอซีบีเอ็ม) ลูกล่าสุด ที่นายคิม จอง-อึน ผู้นำโสมแดงคุยโวว่ามีพิสัยยิงไกลครอบคลุมดินแดนสหรัฐฯทั้งหมด ทำให้ความตึงเครียดพุ่งปรี๊ด!

ทรัมป์และเจ้าหน้าที่ระดับสูงข่มขู่ว่าอาจใช้กำลังทหารทำลายล้างเกาหลีเหนือในท้ายที่สุดถ้าไร้ทางเลือกอื่น ส่วนคิม จอง-อึน ก็ขู่กลับว่า “สงครามนิวเคลียร์” หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะท่าทีเป็นปฏิปักษ์ของสหรัฐฯ และยังซ้อมรบใหญ่กับเกาหลีใต้อยู่ไม่หยุดหย่อน

นั่นทำให้ชาวโลกหวาดผวาว่าสงครามจะระเบิดขึ้น มีผู้คนบาดเจ็บล้มตายมหาศาล แม้แต่ “องค์กรรณรงค์กำจัดอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างประเทศ” (ICAN หรือไอแคน) ผู้พิชิตรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปีนี้ ก็ออกโรงเตือนว่าสงครามนิวเคลียร์อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ โดยเฉพาะจาก “อีโก้” ของผู้นำเจ้าอารมณ์อย่างทรัมป์ที่โมโหโทโสคุมสติไม่อยู่ สั่งยิงอาวุธนิวเคลียร์

แม้จะขู่โจมตี “เช็กบิล” โสมแดง แต่ในอีกด้าน สหรัฐฯกำลังมุ่งเน้นใช้นโยบายกดดันเกาหลีเหนือให้ถึงขีดสุดจนยอมสยบ โดยเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ-การค้าหนักขึ้นเรื่อยๆ เพื่อตัดรายได้ “เส้นเลือดใหญ่” หล่อเลี้ยงโครงการพัฒนาอาวุธของโสมแดง รวมทั้งกดดันให้ “จีน” และ “รัสเซีย” พันธมิตรเก่าแก่ของเกาหลีเหนือช่วยบีบสุดกำลัง แม้จีนและรัสเซียย้ำเตือนว่ายังไงๆ ก็ไม่ได้ผล เพราะคิม จอง-อึน ไม่กลัวสงครามและจะไม่ยอมสยบ

นอกจากการคว่ำบาตร ล่าสุด สหรัฐฯยังเปิดเกม “โดดเดี่ยวทางการทูต” ต่อเกาหลีเหนืออีกทางด้วย โดยสัปดาห์ก่อน นางนิกกี้ เฮลีย์ อัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เรียกร้องในที่ประชุมฉุกเฉินของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) ให้นานาชาติทั่วโลก รวมทั้งจีนและรัสเซีย ตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับเกาหลีเหนือทั้งหมด ทั้งเพื่อ “ลงโทษ” และหวังบีบให้เกาหลีเหนือกลับสู่โต๊ะเจรจา

แต่จนถึงขณะนี้ มีไม่กี่ประเทศที่ตอบสนองข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ เช่น เม็กซิโก เปรู อิตาลี สเปน คูเวต ที่สั่งเนรเทศเอกอัครราชทูตเกาหลีเหนือกลับประเทศ ส่วนโปรตุเกสและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์สั่งระงับความสัมพันธ์ทางการทูต ขณะที่อีกบางประเทศสั่งตัดความสัมพันธ์ทางการค้าและความมั่นคง

ส่วนจีน รัสเซียไปจนถึงยูเอ็น ยังไม่ยอมตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับโสมแดง โดยจีนเพิ่งส่งทูตระดับสูงสุดในรอบ 20 ปีไปเกาหลีเหนือเมื่อเดือนที่แล้ว ส่วนรัสเซียก็เพิ่งส่งคณะผู้แทนรัฐสภาไปเยือนโสมแดง ขณะที่ยูเอ็นก็เพิ่งส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงสุดในรอบหลายปีไปเยือนเกาหลีเหนือ 4 วัน คือนายเจฟฟรีย์ เฟลต์แมน รองเลขาธิการใหญ่ยูเอ็นฝ่ายการเมือง อดีตนักการทูตระดับสูงชาวอเมริกันเอง

นั่นบ่งชี้ว่าการโดดเดี่ยวทางการทูตต่อเกาหลีเหนือโดยสิ้นเชิงยังขาด “เอกฉันท์” จากประชาคมโลก

นอกจากนี้ สหรัฐฯเองก็ยังคลุมเครือว่าจะให้นานาชาติโดดเดี่ยวทางการทูตโสมแดงอย่างไร จะให้แค่เนรเทศนักการทูตเกาหลีเหนือ หรือจะให้ปิดสถานทูตเกาหลีเหนือในทุกประเทศด้วย หรือให้ถึงขั้นปิดสถานทูตของประเทศต่างๆในเกาหลีเหนือ (ซึ่งจนถึงบัดนี้ ยังไม่มีประเทศใดปิดสถานทูตของตนในเกาหลีเหนือเลย)

จากข้อมูลของ “ศูนย์ตะวันออก-ตะวันตก” ในกรุงวอชิงตัน และ “คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยเกาหลีเหนือ” ของสหรัฐฯ ปัจจุบันเกาหลีเหนือยังมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับ 167 ประเทศ และมีสถานทูตอยู่ใน 47 ประเทศทั่วโลก ขณะที่ 24 ประเทศมีสถานทูตอยู่ในเกาหลีเหนือ ซึ่งรวมทั้งประเทศที่เป็นพันธมิตรและศัตรูของสหรัฐฯ

ส่วนสหรัฐฯ ไม่มีสถานทูตในเกาหลีเหนือเพราะทั้งสองฝ่ายยังอยู่ใน “ภาวะสงคราม” ตั้งแต่มีข้อตกลงสงบศึกสงครามเกาหลีปี 2496 สหรัฐฯ จึงต้องอาศัยประเทศอื่นที่มีสถานทูตอยู่ที่นั่น โดยเฉพาะพันธมิตรอังกฤษและเยอรมนี เพื่อติดต่อกับเกาหลีเหนือหรือเป็นแหล่งข้อมูล-ข่าวกรอง ได้รู้ถึงความเป็นไปต่างๆของเกาหลีเหนือ

พักหลังๆ สหรัฐฯ ต้องพึ่งสถานทูต “สวีเดน” เพื่อเข้าถึงและช่วยเหลือชาวอเมริกัน 3 คนที่ถูกจับติดคุกอยู่ในเกาหลีเหนือด้วย ดังนั้น ถ้าสหรัฐฯ ต้องการให้นานาชาติตัดความสัมพันธ์ทางการทูตทั้งหมดกับเกาหลีเหนือ รวมทั้งชาติพันธมิตรเหล่านี้ด้วย...น่าจะส่งผลร้ายมากกว่าผลดี

แม้แต่ประเทศเล็กๆอย่าง “เวียดนาม” และ “มองโกเลีย” ซึ่งมีความสัมพันธ์ที่ดีมากกับเกาหลีเหนือ ถ้ายอมตัดสัมพันธ์ทางการทูตตามข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ก็จะทำให้เสียประเทศที่เป็น “ตัวกลาง” ในการติดต่อเจรจากับเกาหลีเหนือ หรือสูญเสียแหล่งข้อมูลสำคัญไปอย่างน่าเสียดาย

นโยบายของสหรัฐฯ ยังขัดแย้งกันเอง เห็นได้จากนายเร็กซ์ ทิลเลอร์สัน รมว.ต่างประเทศ เสนอว่าพร้อมเจรจากับเกาหลีเหนือโดยไม่มีเงื่อนไขล่วงหน้า แค่เริ่มจากมาคุยกันเรื่องดินฟ้าอากาศแล้วค่อยต่อยอด

ข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ที่ขอให้นานาชาติทั่วโลกโดดเดี่ยวทางการทูตเกาหลีเหนือจึงดูเลื่อนลอย ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงและผลประโยชน์ของสหรัฐฯเอง เป็นการปิดประตูเจรจา...จึง “ได้ไม่คุ้มเสีย”

อีกทั้งไม่มีทางสำเร็จได้เลยถ้าจีนและรัสเซียที่ยังอุ้มเกาหลีเหนืออยู่ไม่เล่นด้วย!

บวร โทศรีแก้ว

ปัญหา “เกาหลีเหนือ” ยังเป็น “ยาขม” สำหรับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เช่นเดียวกับผู้นำสหรัฐฯคนก่อนๆ ยิ่งหลังเกาหลีเหนือทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ลูกที่ 6 และขีปนาวุธข้ามทวีป (ไอซีบีเอ็ม) ลูกล่าสุด ที่นายคิม จอง-อึน ผู้นำโสมแดง... 16 ธ.ค. 2560 10:08 16 ธ.ค. 2560 10:10 ไทยรัฐ