วันศุกร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เพิ่มสินเชื่อซื้อยาง 2 หมื่นล้าน "บิ๊กตู่" ขออย่ากดดันชูแก้ปัญหาทั้งระบบ

“บิ๊กตู่” คาดสถานการณ์ราคายางจะดีขึ้น วอนอย่าเพิ่งเร่งรัดกดดันกัน เคาะมาตรการแก้ยางราคาตกดันเข้า ครม.สัปดาห์หน้า เพิ่มวงเงินกู้ 20,000 ล้านบาทให้ผู้ประกอบการรับซื้อยาง โดยรัฐชดเชยดอกเบี้ยให้ 3% และเพิ่มวงเงินพิเศษอีก 4,000 บาทต่อราย ให้ชาวสวนที่โค่นยางเก่าและปลูกยางใหม่

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ ว่า ที่ประชุมได้หารือการแก้ไขปัญหาราคายางพาราในหลายประเด็น ทั้งการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางและผู้ประกอบการ คิดว่าการแก้ไขปัญหาจะค่อยๆ ดีขึ้น แต่จะให้หวือหวาคงเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากราคายางพาราผูกพันกับตลาดโลก แม้ประเทศไทยจะมียางพารามาก หรือมียางพาราที่ดีที่สุดในโลก แต่ประเทศอื่นก็พยายามลดต้นทุนจึงได้มีความพยายามที่จะปลูกยางพาราในพื้นที่อื่น ซึ่งมีต้นทุนที่ถูกกว่า แม้คุณภาพจะน้อยลงไปก็ไม่ได้ให้ความสำคัญ ซึ่งจะเป็นปัญหาของไทยในอนาคต โดยรัฐบาลพยายามจะแก้ไขปัญหาให้ได้ทั้งระบบ อย่างไรก็ตาม อย่าเร่งรัดกดดันเลย ทั้งนี้ จะเสนอมาตรการแก้ไขปัญหายางพาราให้ที่ประชุม ครม.พิจารณาต่อไป

ด้านนายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ที่ประชุมอนุมัติแนวทางแก้ไขปัญหาราคายางพารา โดยเพิ่มวงเงินชดเชยดอกเบี้ยไม่เกิน 3% ให้กับผู้ประกอบการที่เข้าไปรับซื้อยางแห้ง ภายใต้สินเชื่อก้อนใหม่ 20,000 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นเงินที่รัฐต้องชดเชยดอกเบี้ย 600 ล้านบาท มีเป้าหมายดูดซับยางแห้งออกจากตลาด 100,000 ตัน หรือเกือบ 80% ของยางแห้งทั้งหมด ซึ่งแตกต่างจากวงเงินสินเชื่อ 10,000 ล้านบาทก่อนหน้านี้ที่ให้ผู้ประกอบการใช้ดูดซับน้ำยาง ซึ่งรัฐชดเชยดอกเบี้ยให้ 3% เช่นกัน และใช้เต็มวงเงินแล้ว โดยผู้ประกอบการที่รับซื้อยางแห้งกลุ่มนี้ถือเป็นนักธุรกิจระดับกลางมีความต้องการใช้ยาง 500,000-600,000 ตันต่อปี

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมอนุมัติให้เงินช่วยเหลือชาวสวนยางที่โค่นต้นยางเก่าและปลูกต้นยางใหม่เพิ่มอีก 4,000 บาทต่อราย จากเดิมที่ได้รับเงินอยู่แล้ว 16,000 บาทต่อไร่ รวมแล้วจะใช้เงินอีก 80 ล้านบาท โดยนำเงินจากกองทุนพัฒนายางของการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) จ่ายให้ อีกทั้งมีประเด็นที่เพิ่มเติมมาอีกคือ ความชัดเจนของการใช้ยางพาราของส่วนราชการ จากเดิมมีปริมาณ 70,000-80,000 ตัน แต่ข้อมูลล่าสุดทุกกระทรวงมีความต้องการใช้ยางพารา 180,000 ตัน ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ 200,000 ตัน โดยแต่ละกระทรวงจะใช้เงินที่ได้รับจัดสรรในปีงบประมาณ 2561 ซึ่งมีหลายหมื่นล้านบาท แต่ไม่ใช่เป็นเงินที่มาซื้อยางพาราอย่างเดียวแต่รวมไปถึงค่าหิน ค่าทราย ส่วนวงเงินที่ใช้ซื้อยางพารานั้นจะอยู่ที่ 3-20% ของวงเงินดังกล่าว ที่ประชุมได้เน้นย้ำว่าให้ส่วนราชการทำสัญญากับบริษัทก่อสร้างจะต้องรับซื้อน้ำยางจากทางการยางแห่งประเทศไทยเท่านั้น เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าเป็นน้ำยางใหม่ ไม่ใช่เอาน้ำยางเก่ามาขาย

นอกจากนี้ ให้ขยายระยะเวลาของโครงการสนับสนุนสินเชื่อทุนหมุนเวียนให้ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ยาง 15,000 ล้านบาท ซึ่งได้ใช้ไป 8,000 ล้านบาท จึงขยายระยะเวลาของวงเงินส่วนที่เหลืออีก 6,000 ล้านบาท ตั้งแต่เดือน ม.ค.2561 เป็นต้นไป ซึ่งโครงการนี้รัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยให้ 3% เช่นกัน ส่วนการลดพื้นที่การกรีดยางระหว่างเดือน ม.ค.-มี.ค.2561 จะดำเนินการในสวนยางพาราที่อยู่ในพื้นที่ของรัฐบาล ทั้งกรมป่าไม้ และ องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้

“มาตรการทั้งหมดนี้จะเข้าสู่ที่ประชุม ครม.วันที่ 19 ธ.ค.นี้ ซึ่งถือเป็นมาตรการเฉพาะหน้า ที่จะทำให้เกษตรขายยางพาราได้ไม่ต่ำกว่าทุน ส่วนมาตรการระยะกลางและระยะยาวจะต้องลดพื้นที่การปลูกและปรับเปลี่ยนอาชีพ”

ด้านนายลักษณ์ วจนานวัช รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาราคายางในระยะต่อไป หลายฝ่ายได้เสนอแนวคิดที่น่าสนใจและมีความเป็นไปได้ เช่น รัฐสนับสนุนงบประมาณในการสร้างโรงงานแปรรูปยางขนาดใหญ่ จังหวัดละ 1 โรงงาน เพื่อแปรรูปยางพารา ช่วยลดปริมาณยางพาราเข้าสู่ตลาด นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้จัดตั้งบริษัทร่วมทุนระหว่าง กยท.และสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง โดยให้ กยท.ถือหุ้นไม่เกิน 50% จัดตั้งบริษัทขึ้นมาเพื่อซื้อขายยางในตลาด หวังลดปริมาณของยางพาราในตลาด โดยไม่พึ่งพาพ่อค้าคนกลาง.