วันเสาร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

Smart City แบบไทยๆ เป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับเวียนนา?

หลังจากที่เราได้ทำความรู้จักกันไปแล้วว่า “โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก” หรือ Eastern Economic Corridor (EEC) ถือกำเนิดขึ้นเพื่อเป้าหมายสำคัญคือ การกระตุ้นให้เกิดการลงทุนขึ้นในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ฉะเชิงเทรา และระยอง

โดยมุ่งเน้นที่จะสนับสนุนอุตสาหกรรมเดิมที่มีศักยภาพ ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดี และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ อุตสาหกรรมการเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพและอุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร รวมทั้งมุ่งเป้าที่จะดึงดูดนักลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมอนาคตได้แก่ อุตสาหกรรมหุ่นยนต์เพื่ออุตสาหกรรมและชีวิตประจำวัน อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ อุตสาหกรรมดิจิทัลและอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร


ทั้งนี้ รัฐบาลมีแผนที่จะผลักดันโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพที่เอื้อต่อการลงทุนได้แก่ การเชื่อมโยงระบบขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ การปรับปรุงท่าเรือน้ำลึกมี่มีอยู่เดิมและพัฒนาท่าเรือแห่งใหม่ การก่อสร้างรถไฟทางคู่และรถไฟความเร็วสูง การพัฒนาและเชื่อมโยงสนามบินดอนเมือง สุวรรณภูมิและอู่ตะเภาเข้าด้วยกัน

แต่ที่สำคัญกว่านั้น การสร้างสภาวะแวดล้อมที่ดีสำหรับการอยู่อาศัยของนักลงทุนและบุคลากรที่จะเข้ามาทำงานในพื้นที่ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ดังนั้น แนวคิดเรื่องการสร้าง “เมืองอัจฉริยะ” หรือ Smart City จึงเป็นที่รัฐบาลและฝ่ายนโยบายของ EEC กำลังศึกษาและผลักดันให้เกิดขึ้นควบคู่ไปกับการสร้างสาธารณูปโภคอื่นๆ

ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา ได้มีความพยายามที่นำเอาแนวความคิดการพัฒนาเมืองอัจฉริยะมาใช้ในประเทศไทย โดยให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (เดิมคือ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร) เป็นเจ้าภาพ และได้มีความพยายามที่จะทำโครงการนำร่องในเมืองต่างๆ เช่น ภูเก็ต เชียงใหม่ หาดใหญ่และบางแสน ฯลฯ


แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า โครงการสร้างเมืองอัจฉริยะในประเทศไทย ต่างมุ่งเน้นที่จะนำเทคโนโลยีสารสนเทศหรือ ไอที เข้ามาเป็นตัวพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของเมือง โดยหวังว่า จะช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ในชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและดึงดูดให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนในพื้นที่ให้มากขึ้น โดยอาศัยปัจจัยพื้นฐานด้านไอทีเป็นตัวนำ

ด้วยเหตุนี้เอง คณะของ “ดร.อุตตม สาวนายน” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและผู้บริหารของสำนักงาน EEC จึงให้ความสนใจเข้าพบ “มาเรีย วาซซิลาคู” รองนายกเทศมนตรีนครเวียนนา ประเทศออสเตรีย เพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับการสร้างเมืองอัจฉริยะของนครเวียนนา รวมทั้งลงพื้นที่เมือง Aspern ซึ่งเป็นหนึ่งใน Smart City ภายใต้การกำกับดูแลและสนับสนุนจากนครเวียนนาอีกด้วย

รองนายกเทศมนตรีนครเวียนนากล่าวถึงเบื้องต้นในการผลักดันโครงการเมืองอัจฉริยะว่า จะไม่เน้นที่การนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างเดียว แต่จะเน้นการพัฒนาเมืองแบบองค์รวม กล่าวคือ จะมุ่งเน้นว่า ประชาชนจะต้องอยู่อย่างสุขสบายและมีความสุขโดยเฉพาะผู้สูงอายุ โดยใช้องค์ประกอบ 3 เสาหลักคือ สิ่งแวดล้อม การศึกษาและนวัตกรรม และที่สำคัญบริการต่างๆ ที่จะมีขึ้นในเมืองใหม่นี้จะต้องมีคุณภาพสูงในราคาที่ประชาชนสามารถจ่ายได้


นอกจากนี้ ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งคือ ทำอย่างไรให้ประชาชนสามารถเดินทางไปทำงานได้อย่างสะดวกโดยใช้ระบบขนส่งสาธารณะที่มีราคาถูกเพื่อจูงใจให้คนใช้รถส่วนตัวน้อยลง โดยผลจากการลงทุนที่ได้รับไม่ใช่ตัวเงิน แต่เป็นการลดปัญหามลพิษ รวมถึงการส่งเสริมการใช้จักรยานในการเดินทางเพื่อสุขภาพที่ดีของประชาชน

“เราต้องสร้างเมืองใหม่เพิ่มขึ้นทุกปีเพื่อรองรับประชากรที่เพิ่มขึ้น โดยเน้นให้มีสิ่งแวดล้อมที่ดีและมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน รวมทั้งมีความสวยงามเพียงพอที่จะดึงดูดให้คนเข้ามาอยู่อาศัย เช่น เน้นว่าชุมชนใหม่จะต้องดีต่อเด็กๆ เน้นการวางผังเมืองให้ประหยัดพลังงาน โดยมีการลงทุนมากในเรื่องพลังงานแสงอาทิตย์” รองนายกเทศมนตรีนครเวียนนากล่าว

ผู้บริหารนครเวียนนายังบอกอีกว่า ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้สามารถสร้าง Smart City ได้สำเร็จคือ ผู้บริหารต้องมีอำนาจในการตัดสินใจในระดับรัฐ โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากชุมชนหรือคนในท้องถิ่นนั้นเอง โดยก่อนการสร้างเมืองอัจฉริยะแต่ละแห่ง จะต้องมีการระดมผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมาให้คำแนะนำในการวางแผนเพื่อช่วยในการตัดสินใจ

แต่ที่สำคัญที่สุดคือ เมืองอัจฉริยะจะเกิดขึ้นได้ จะต้องมีรัฐบาลหรือฝ่ายบริหารเมืองที่มีความโปร่งใสและได้รับความเชื่อถือจากประชาชน โดยเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนตั้งแต่ขั้นตอนของการออกแบบ เพื่อให้แน่ใจว่า จะมีพื้นที่พ่อแม่สามารถปล่อยให้ลูกๆวิ่งเล่นได้โดยไม่ต้องระวัดระวังอยู่ตลอดเวลา ตัวอย่างเช่น การสร้างเลนจักรยาน ก็ต้องเน้นให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมคิดว่า จะสร้างอย่างไร เป็นต้น


สำหรับโครงการ Aspern Smart City นั้น เป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาเมืองอัจฉริยะของนครเวียนนา ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการอยู่อาศัยก่อน โดยมีรถไฟฟ้ามาถึงแล้ว ประชาชนเริ่มเข้ามาอยู่อาศัยในอาคารที่รัฐลงทุนสร้างให้ก่อน พร้อมแรงจูงใจด้านการเงินและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อให้เกิดประชากรกลุ่มแรกในเมืองนี้ ส่วนในระยะต่อไปก็จะมีการพัฒนาพื้นที่สำหรับการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อให้เป็นเมืองอัจฉริยะที่สมบูรณ์ต่อไป

เมื่อได้ทราบแนวคิดการพัฒนาเมืองอัจฉริยะของนครเวียนนาแล้ว ทำให้ต้องย้อนกลับมาดูโครงการ Smart City ในประเทศไทยที่ยังคงมุ่งเน้นไปที่การผลักดันจากภาครัฐและภาคเอกชนเป็นหลัก ภายใต้การต่างคนต่างทำตามสไตล์แบบไทยๆ โดยยังขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนในชุมชนอย่างจริงจัง

และที่น่าจะเป็นปัญหามากที่สุดคือ การขาดรัฐบาลที่โปร่งใสและทำให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าโครงการพัฒนาต่างๆ นั้น เป็นไปเพื่อประโยชน์ของประชาชนโดยแท้จริง...


ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี
www.twitter.com/chavarong 
chavarong@thairath.co.th