วันอังคารที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ให้ศาลฎีกาแจง ขั้นตอนสรรหากกต. สมศักดิ์จุดพลุเสนอ ส.ส.ไม่สังกัดพรรค!

“สมศักดิ์ เทพสุทิน” ชงแก้ รธน. ให้ ส.ส.ไร้สังกัดพรรคการเมือง ไม่ต้องมีปาร์ตี้ลิสต์ ทำภารกิจปรองดอง 1 ปี เชื่อหากยังสังกัดพรรคม็อบมาอีกแน่ ยันแนวคิดตัวเองไม่ได้รับงานใครมา “ไพบูลย์” สวนทันควันจุดไฟขัดแย้งรอบใหม่มากกว่า พท.สำทับขัดแย้งปะทุ เย้ยข้อเสนอย้อนยุค วนในกะลา “มีชัย” ชี้เกิดขึ้นยาก ยัวะสับพวกมโนสมคบคิดเลื่อนเลือกตั้ง สนช.ย้ำไม่แก้ ก.ม.ลูกตามข้อเสนอ “สุเทพ-ไพบูลย์” พท.ปชป.ผสานเสียงจวกเล่นเกมสอดผสานรับลูกทหาร ทั้งยื้อ ทั้งทุบ สนช.ชะลอสอบประวัติ กกต.ใหม่ แทงหนังสือถามศาลฎีกา ปมสรรหา กกต.คลุมเครือ ลงคะแนนเปิดเผยหรือไม่ “ศรีสุวรรณ” ชง ป.ป.ช.เอาผิดเพิ่ม “บิ๊กป้อม” หลังเห็น “ริชาร์ด มิลล์” เรือนใหม่ “วีระ” ได้ทีจี้ ป.ป.ช.สแกนทรัพย์สินให้ละเอียด ด้าน “บิ๊กป้อม” ยังคงนิ่งเงียบเช่นเคย “จตุพร” ได้ลดโทษหมิ่น “มาร์ค” ซูบผอมจนน่าตกใจ

กระดานการเมืองชั่วโมงนี้น่าสังเกตว่านักการ เมืองออกมาเคลื่อนไหว แสดงความคิดเห็นกันมากขึ้น แม้ว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)จะยังไม่มีการปลดล็อกให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมก็ตาม ล่าสุดนายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตแกนนำพรรคไทยรักไทย ออกมาเสนอความเห็นแปลกใหม่

“สมศักดิ์” ชง ส.ส.ไร้สังกัดแก้ปรองดอง

เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. เวลา 13.00 น. ที่ร้านกินเส้น สนามบินน้ำ จ.นนทบุรี นายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตแกนนำพรรคไทยรักไทย แถลงถึงกรณีที่เสนอให้มีการงดเว้นใช้รัฐธรรมนูญบางมาตราเพื่อสร้างความปรองดองว่า เป็นเพียงข้อเสนอเท่านั้น หากใช้แนวทางที่รัฐบาลดำเนินการอยู่ไม่สำเร็จ ก็ขอให้ใช้แนวทางดังกล่าวในการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ โดยตนเสนอให้ ส.ส.ไม่ต้องสังกัดพรรค การเมือง เพราะจะทำให้มีความเป็นอิสระ ไม่ผูกติดกับมติพรรค เชื่อว่าจะสามารถแก้ปัญหาเรื่องความปรองดองได้ โดยแนวทางนี้รัฐบาลสามารถใช้มาตรา 44 หรือแก้ไข้รัฐธรรมนูญเพื่อให้ ส.ส.ไม่ต้องสังกัด และใช้ระบบเลือกตั้งแบบแบ่งเขตทั้งหมด 400 เขต โดยไม่ต้องมี ส.ส.บัญชีรายชื่อ มีระยะเวลาทำงาน 1 ปี เพราะคิดว่าหากในช่วงเปลี่ยนผ่านการเลือกตั้งยังเป็นแบบ ส.ส.ต้องสังกัดพรรค จะทำให้เกิดความขัดแย้งเหมือนที่ผ่านมา หากได้รัฐบาลที่ไม่ถูกใจของคนบางกลุ่ม อาจทำให้เกิดม็อบออกมาขับไล่รัฐบาลและทำให้บ้านเมืองถึงทางตันเหมือนในอดีต

การันตีไม่ได้รับงานใครมา

นายสมศักดิ์กล่าวว่า ตนเป็นนักการเมืองมาหลายปี ระบบพรรคการเมืองมีข้อดีก็จริง แต่ขณะนี้เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านและอยู่ในภาวะพิเศษ จึงเห็นควรให้ ส.ส.มีอิสระโดยไม่ต้องสังกัดพรรค เพื่อแก้ปัญหาม็อบที่จะตามมา เนื่องจากไม่มีพรรคการเมืองที่มีสีเสื้อคอยสนับสนุน หากว่าเรายอมเสียสละในระยะเวลาสั้น ให้มี ส.ส.อิสระเข้าไปโดยไม่ได้รับความกดดันใดๆจากมติพรรค และไปออกแบบพรรคการเมืองเสียใหม่ให้ถูกใจทุกคน ข้อเสนอตรงนี้เป็นเพียงชั่วคราว 1 ปีเท่านั้น เพราะว่า ส.ส.สังกัดพรรคถือว่าดีที่สุด ขอยืนยันว่าข้อเสนอทั้งหมดเป็นความคิดของตนเอง ไม่ได้รับคำสั่งใครมาทั้งสิ้น เมื่อถามว่า แนวทางนี้จะเข้าข้างฝ่ายทหารหรือไม่ นายสมศักดิ์ตอบว่า ไม่เกี่ยวกัน เพราะข้อเสนอนี้มองแต่หลักการเรื่องความปรองดองเท่านั้น ส่วนอนาคตทางการเมืองของตนขณะนี้ยังไม่คิดอะไร แต่หากจะต้องสังกัดพรรคก็ขออยู่กับพรรคที่มีแนวทางสอดคล้องกับตัวเอง โดยเฉพาะการแก้ปัญหาความยากจน และเรื่องโคล้านตัว

“ไพบูลย์” โวยข้อเสนอจุดไฟขัดแย้ง

นายไพบูลย์ นิติตะวัน ประธานเครือข่ายประชาชนปฏิรูป กล่าวถึงข้อเสนอนายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตรองนายกฯ ที่จะให้มี ส.ส.อิสระไม่สังกัดพรรค การเมือง และมีแค่ 400 คน ในระบบเขตโดยไม่มี ส.ส.บัญชีรายชื่อว่า เข้าใจว่าผู้เสนอคิดทำตามอำเภอใจ ถ้าผู้มีอำนาจรับลูกในประเด็นนี้ คาดว่าจะเกิดความขัดแย้งครั้งใหญ่ขึ้น เพราะเป็นข้อเสนอที่ให้ใช้มาตรา 44 ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผ่านการทำประชามติ ห่วงว่าจะจุดชนวนขัดแย้งซ้ำรอยเหมือนปี 51 ที่รัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ จะเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 50 ที่เพิ่งใช้ โดยขอรื้อแก้หลายมาตราจนเกิดเหตุชุมนุมของกลุ่มพันมิตรฯ จึงมองว่าเป็นข้อเสนอที่สุดขั้ว ถ้าผู้มีอำนาจรับลูกก็จะเข้าทางฝ่ายผู้จ้องจะล้มรัฐบาล คสช. เพราะประเด็นนี้สามารถจุดติดไฟลุกท่วมทันทีและเรียกแขกได้แน่ และไม่ได้เป็นแนวทางในการสร้างความปรองดองอย่างที่ปากว่า แต่เป็นการขุดบ่อล่อให้ตกเหวมากกว่า สำหรับการเสนอให้ใช้มาตรา 44 นั้น แสดงว่าไม่มีความรู้ทั้งด้านรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ เพราะมาตรา 44 มีศักดิ์และสิทธิ์เทียบเท่า พ.ร.บ.เท่านั้น จะไปใช้กฎหมายที่ต่ำศักดิ์กว่าไปแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติได้อย่างไร

พท.จวกข้อเสนอย้อนยุคไปไกล

นายชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงข้อเสนอให้ ส.ส.ไม่สังกัดพรรคการเมืองว่า เป็นการเมืองย้อนยุค โดยหลักการแล้ว การกำหนดให้ ส.ส.สังกัดพรรคดูจะเป็นหลักสากลที่ยอมรับกันทั่วไป ประเทศไทยยอมรับให้มีพรรคการเมืองอันถือได้ว่าเป็นตัวแทนของประชาชนในการทำกิจกรรมการเมือง และบังคับให้ ส.ส.ต้องสังกัดพรรคการเมือง รัฐธรรมนูญปัจจุบันก็บัญญัติไว้เช่นนี้ เรื่องที่เสนอจึงเป็นเรื่องย้อนยุค ลำพังรัฐธรรมนูญก็ย้อนยุคมากแล้วจะให้ย้อนไปอีกแบบการเมืองก่อนการปฏิรูป 2540 กระนั้นหรือ

วนในกะลา-ทำขัดแย้งรอบใหม่

“ที่สงสัยอยู่คือถ้าจะทำต้องแก้รัฐธรรมนูญและเข้าใจว่าจะต้องทำประชามติ เพราะเกี่ยวข้องกับคุณสมบัติของบุคคลในรัฐธรรมนูญ ดูแล้วคงจะโกลาหลน่าดู จะหาความชอบธรรมได้หรือ ที่หวั่นๆ คือทำแล้วจะถือโอกาสเลื่อนโรดแม็ป จะกลายเป็นชงเรื่องเพื่อเลื่อนการเลือกตั้งออกไปอีก การให้เหตุผลว่า ส.ส.ไม่สังกัดพรรคจะแก้ปัญหาความแตกแยก สร้างความปรองดองได้ ไม่เห็นว่าจะเป็นเช่นนั้นเลย อาจจะแตกแยกไปมากกว่าเดิมก็ได้ เพราะไม่มีใครคุมใครได้ โดยรวมจึงไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งกับข้อเสนอดังกล่าว หากใครเอาไปทำคือการเดินวนอยู่ในกะลาและจะเป็นการจุดชนวนความขัดแย้งขึ้นใหม่โดยเปล่าประโยชน์” นายชูศักดิ์กล่าว

“มีชัย” ชี้แนวคิด “สมศักดิ์” ทำยาก

เมื่อเวลา 13.30 น. ที่รัฐสภา นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงข้อเสนอของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตรองนายกฯ ที่ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้ ส.ส.ไม่ต้องสังกัดพรรคการเมืองเป็นเวลา 1 ปีว่า เป็นข้อเสนอที่เป็นไปได้ แต่ลำบากเหมือนจะทำให้ผู้หญิงเป็นผู้ชาย การจะแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องยาก ตามช่องทางขณะนี้อำนาจของคนที่จะเสนอแก้ไขได้คือ สนช. แต่ถ้ากระทบบางเรื่องต้องไปทำประชามติ ซึ่งต้องไปดูด้วยว่าประเด็นที่จะแก้ไขเป็นเรื่องที่รัฐธรรมนูญกำหนดว่าต้องทำประชามติด้วยหรือไม่

เอาที่สบายใจเซ็ตซีโร่สมาชิก

นายมีชัยยังกล่าวถึงกรณีที่มีกลุ่มการเมืองเสนอให้แก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ในรายละเอียดของสมาชิกพรรคว่า การจะแก้กฎหมาย อาจจะแก้เพราะใช้ไม่ได้หรือเวลาไม่พอ ถ้าเวลาไม่พอก็แก้เพื่อขยายเวลาได้ หรือแก้เพราะสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป หรือถ้าอยากจะเซ็ตซีโร่ แล้วกฎหมายไม่ได้บัญญัติไว้ก็ไปแก้ให้เซ็ตซีโร่ได้ ไม่เป็นไร แต่ตอนที่ร่างไม่มีข้อเสนอนี้ เมื่อคนที่เกี่ยวข้องเปลี่ยนใจก็ไม่เป็นไร แต่ในขณะนั้น กรธ.ทำในสิ่งที่คิดว่าทำดีที่สุด เมื่อคนที่จะใช้บอกว่าไม่เอา จะเอาอีกอย่างก็จะไม่โต้เถียง ส่วนจะถูกวิจารณ์ว่าร่างไม่ดีจนต้องแก้ก็ไม่ขอตอบโต้

ยัวะพวกมโนสมคบคิดเลื่อน ลต.

เมื่อถามถึงกรณีที่นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.ระบุว่า การแก้กฎหมายต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 เดือน ซึ่งจะกระทบกับโรดแม็ปเลือกตั้ง นายมีชัยตอบว่า ต้องไปถามนายพรเพชร แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับว่าจะแก้อะไรบ้าง ตนไม่ติดใจเพราะเราทำเสร็จแล้ว ขณะนี้อยู่ในความรับผิดชอบของคนอื่น จะตีโพยตีพายคงไม่ได้ หากมีการแก้ไขจนกระทบกับโรดแม็ปเลือกตั้งก็ไม่เกี่ยวกับ กรธ.แล้ว เพราะเราทำทุกอย่างตามโรดแม็ป แต่เห็นว่าคนที่ออกมาตั้งข้อสังเกตว่ามีขบวนการสมคบคิดแก้กฎหมายเพื่อเลื่อนเลือกตั้ง เป็นคนที่เพ้อฝันไม่อยู่ในโลกความเป็นจริง ฉะนั้น สังคมอย่าไปเพ้อฝันตาม ตนคิดว่ากฎหมายปัจจุบันได้ให้ความเท่าเทียมกับทุกพรรคการเมืองเท่าที่จะทำได้ ยอมรับว่ายังมีความได้เปรียบเสียเปรียบอยู่บ้างระหว่างพรรคการเมืองเก่าและใหม่ เพราะพรรคเก่าจะได้เปรียบในเรื่องฐานสมาชิกเดิม ตอนที่ร่าง กรธ.ไม่ได้คิดเรื่องเซ็ตซีโร่เลย หากไปยกเลิกสมาชิกก็ไม่เป็นธรรมสำหรับสมาชิกพรรค

สนช.ไม่รับลูกเทือก-ไพบูลย์ แก้ ก.ม.

ที่รัฐสภา นายสมชาย แสวงการ เลขานุการกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.) แถลงว่า ได้หารือกับนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. ในฐานะ กมธ. วิสามัญศึกษาเสนอแนะและรวบรวมความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ถึงข้อเสนอ ของนายไพบูลย์ นิติตะวัน ประธานเครือข่ายประชาชนปฏิรูป และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส. ที่ขอให้แก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 ซึ่งได้ข้อสรุปว่า จะยังไม่มีการเสนอแก้ไข พ.ร.บ.ดังกล่าว เนื่องจากในบท เฉพาะกาลยังเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองยื่นเรื่องต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง เพื่อขอให้ขยายเวลาเกี่ยวกับการปฏิบัติของพรรคการเมืองออกไปได้ แม้จะครบกำหนด 90 วัน ในวันที่ 5 ม.ค.2561 ก็ตาม และหากแก้ไขกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญจะมีขั้นตอนมาก ทั้งเรื่องที่ต้องใช้เวลาในการแก้ไขภายใน 180 วัน ทั้งยังต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอีก จะทำให้ไม่ทันกรอบเวลาในวันที่ 5 ม.ค. 2561 ทั้งนี้ กมธ.จะเชิญนายสุเทพ นายไพบูลย์ และ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ในฐานะอดีตประธาน กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง สนช. มาหารือเรื่องนี้ในวันที่ 22 ธ.ค.ด้วย

พท.จวกวางเกมกับดักยื้ออำนาจ

นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย และแกนนำ นปช. กล่าวถึงกรณีมีกลุ่มการเมืองเสนอแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองว่า การทำกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ไล่มาตั้งแต่การเขียนรัฐธรรมนูญทั้งของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รวมถึงกฎหมายลูก ทั้งหมดเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณและเวลา รวมแล้วเกือบสี่ปี แต่ถึงวันนี้ ก็ยังไม่สามารถจะมีการเลือกตั้งได้ ปัญหาความเชื่อมั่นเรื่องการค้าการลงทุน และปัญหาปากท้องประชาชนยังคงมีอยู่ กฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งยังทำไม่จบไม่สิ้น ทำแล้วแก้ไม่มีที่สิ้นสุด ทั้งๆที่คนเขียน คนคว่ำ และคนที่ต้องการให้แก้ในปัจจุบันเป็นคนที่มาจาก คสช.ทั้งหมด ประชาชนสงสัยว่ากระบวนการร่างและกระบวนการคว่ำ กระบวนการแก้ เป็นกระบวนการยื้อให้ คสช.และรัฐบาลอยู่ในอำนาจต่อไปใช่หรือไม่ และถึงแม้จะมีการเลือกตั้งแล้ว ไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาลก็ไม่สามารถบริหารประเทศได้อย่างปกติ เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดอำนาจ ส.ส. ส.ว. ยุทธศาสตร์ชาติ องค์กรอิสระ ทุกอย่างต่างมีเงื่อนไขที่ทำให้รัฐบาลบริหารประเทศด้วยความยากลำบากทั้งสิ้น จึงเห็นได้ว่าปัญหาทั้งหมดเกิดจากกับดักของรัฐธรรมนูญ

ซัดรับลูกทหารเตะถ่วงเลือกตั้ง

นายก่อแก้ว พิกุลทอง อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย และแกนนำ นปช. กล่าวว่า กฎหมายลูกว่าด้วยพรรคการเมืองเพิ่งออกมาเมื่อเร็วๆนี้ ข้อเสนอต่างๆ ควรส่งไปก่อนหน้านี้แล้ว ไม่ใช่กฎหมายเสร็จแล้วมาขอแก้ไข อย่างนี้ไม่เคยมีในประวัติศาสตร์ ทั้งนายไพบูลย์และนายสุเทพเคยทำงานในสภา รู้ขั้นตอนการออกกฎหมายดี การเสนออย่างนี้มองเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากเป็นเกมยื้อเวลาเพื่อวัตถุประสงค์ที่เป็นประโยชน์ส่วนตัวทางการเมือง เพราะถ้ามีเลือกตั้งเร็วๆนี้ พรรคเพื่อไทยน่าจะได้คะแนนมากกว่าพรรคการเมืองของทั้ง 2 คนนี้ หรือพรรคการเมืองอื่น จึงไม่อยากให้มีการเลือกตั้ง การเสนอเช่นนี้มองได้ว่าเป็นการรับลูกฝ่ายทหารมาดำเนินการสอดรับกัน เพราะเมื่อกฎหมายลูกประกาศใช้ แต่กลับไม่ปลดล็อกให้พรรคการเมือง ทั้งที่มีกรอบเวลาอยู่ ก็เพราะ คสช.ต้องการยื้อเวลาตรงนี้ ออกไป จะได้อยู่ในอำนาจยาวๆ แต่จะอยู่ได้ยาวจริงหรือไม่ ไม่รู้จริงๆ เพราะคนเบื่อรัฐบาลนี้ทั้งประเทศแล้ว

ปชป.โวยจ้องรีเซ็ตสมาชิกพรรค

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีกลุ่มการเมืองเสนอให้แก้ไขกฎหมายพรรคการเมืองโดยการยกเลิกสมาชิกพรรคการเมืองว่า ประเด็นนี้พรรคประชาธิปัตย์เคยเข้าไปชี้แจงและให้ข้อมูลแก่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ตั้งแต่ช่วงเริ่มยกร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง โดยมีข้อสรุปว่าจะไม่รีเซ็ตสมาชิกพรรค ดังนั้น กฎหมายพรรคการเมืองจึงไม่มีการรีเซ็ต อย่างไรก็ตาม เมื่อกฎหมายประกาศในราชกิจจานุเบกษาได้ไม่นาน ก็มีข้อเสนอให้รีเซ็ตสมาชิกกลับมาอีกครั้ง การกลับไปกลับมาแบบที่เกิดขึ้นนี้ทำให้ประชาธิปไตยกลับไปกลับมาตลอด ไม่มีอะไรที่ตกผลึก วันนี้คิดอย่าง พรุ่งนี้คิดอย่างมันแล้ว แต่ว่าคนมีอำนาจต้องการไปทางไหน เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าในบ้านเมืองไม่มีหลักการอะไรเลย ถือเป็นการส่งสัญญาณของผู้มีอำนาจ คนไม่เคยทำพรรค การเมืองเขาไม่รู้ว่าสมาชิกมีความผูกพันกับพรรคอย่างไร เมื่อมีการรีเซ็ตสมาชิกก็เท่ากับลดความเข้มแข็งของพรรคการเมืองลง ก็แล้วแต่ผู้มีอำนาจจะไปว่ากัน

สนช.ส่งหนังสือถามศาลสรรหา กกต.

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา มีการประชุม สนช. มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อพิจารณาวาระการตั้ง กมธ.ตรวจสอบประวัติและคุณสมบัติผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จำนวน 7 คน ตามที่คณะกรรมการสรรหา และที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาส่งชื่อมาให้ สนช.พิจารณา โดยนายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิก สนช. อภิปรายว่า ไม่ติดใจรายชื่อ 5 คน ในส่วนของคณะกรรมการสรรหา แต่ผู้ได้รับการสรรหา 2 คน จากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกานั้น ยังมีข้อสงสัยขั้นตอนการสรรหาว่าได้ดำเนินการตามมาตรา 12 วรรค 3 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ให้มีการลงมติเลือกโดยเปิดเผยหรือไม่ แม้ศาลชี้แจงว่าทำถูกต้องตามกฎหมาย แต่เพื่อความชัดเจน อยากให้ศาลฎีกาทำหนังสือชี้แจงขั้นตอนก่อนตั้ง กมธ.ตรวจสอบประวัติทั้ง 7 คน โดยสมาชิก สนช.อภิปรายเห็นด้วย ไม่มีใครเห็นแตกต่าง นายสุรชัยจึงแจ้งต่อ ที่ประชุมว่า ให้ประธาน สนช.ทำหนังสือสอบถามที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาถึงวิธีการสรรหา และขอเลื่อนวาระการพิจารณาตั้ง กมธ.ตรวจสอบประวัติและคุณสมบัติออกไปก่อน เพื่อรอหนังสือตอบกลับจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา

“มีชัย” ให้รอความชัดเจนศาลฎีกา

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. กล่าวถึงข้อถกเถียงเกี่ยวกับการคัดเลือกตัวแทนจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา 2 คน มาทำหน้าที่กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่มีการระบุว่าเป็นการลงคะแนนลับขัดกับกฎหมายว่า ขณะนี้ สนช.จะส่งเรื่องไปที่ศาลฎีกาจึงอยากให้รอคำชี้แจง ซึ่งจะทำให้เกิดความชัดเจนดีกว่าคิดเอาเอง ทั้งนี้ การหย่อนบัตรลงคะแนนสามารถเป็นได้ทั้งลับและเปิดเผย เพราะเมื่อหย่อนลงตู้ในบัตรอาจจะมีตัวบ่งบอกว่าใครเป็นผู้ลงคะแนนก็ถือว่าเปิดเผย แต่ในขณะนี้เรายังไม่ทราบว่าในที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาทำอย่างไร จึงไม่ควรวิจารณ์ หรือเดากันไปมา เพราะจะทำให้เกิดความเสียหาย

ยื่น ป.ป.ช.เพิ่มเอาผิด “บิ๊กป้อม”

นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การ พิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กล่าวว่า ในวันที่ 15 ธ.ค. เวลา 10.30 น.จะไปยื่นหลักฐานเพิ่มเติมต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่สำนักงาน ป.ป.ช. ให้ตรวจสอบ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กรณีข้อสงสัยปกปิดบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. และร่ำรวยผิดปกติ ไม่แจ้งนาฬิกาหรู “ริชาร์ด มิลล์” และแหวนเพชรต่อ ป.ป.ช. โดยจะนำภาพถ่าย และหลักฐานต่างๆไปยื่นต่อ ป.ป.ช.เพราะล่าสุดพบว่า พล.อ.ประวิตรมีการครอบครองนาฬิการิชาร์ด มิลล์ รุ่น RM30 มูลค่า 4 ล้านบาท ซึ่งทรัพย์สินเหล่านี้ไม่เคยปรากฏในเอกสารรายงานบัญชีทรัพย์สินของ พล.อ.ประวิตรที่ยื่นต่อ ป.ป.ช.ทั้ง 4 ครั้ง จึงอยากให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบกรณีจงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สินและกรณีร่ำรวยผิดปกติต่อไป

“วีระ” จี้ ป.ป.ช.ไล่สแกนทรัพย์สิน

นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน (คปต.) โพสต์เฟซบุ๊กว่า ยังมีนาฬิกาและแหวนมีค่ามีราคาแพงของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม อีกหลายรายการ ที่เชื่อว่ายังไม่มีการแจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. ฉะนั้น ป.ป.ช.อย่าเพียงแต่เด้งรีบตรวจสอบนาฬิกาคล้าย ริชาร์ด มิลล์ รุ่น RM 30 ราคาประมาณ 4,000,000.00 บาท ของ พล.อ. ประวิตร ที่เพิ่งถูกเปิดเผยเพิ่มขึ้นมาเท่านั้น ต้องตรวจสอบแหวนมีค่ามีราคาแพงอีกหลายวง นอกจากนี้ยังมีนาฬิการาคาแพงอีกหลายเรือนที่ พล.อ.ประวิตรเคยสวมใส่ ปรากฏตามสื่อสาธารณะ ที่ตนรวบรวมมาเปิดเผย ณ ที่นี้ เช่นนาฬิกา Patek Philippe รุ่น Complications Moonphas ราคาคิดเป็นเงินไทยประมาณ 1,266,840.00 บาท ป.ป.ช.ควรใช้โอกาสนี้สร้างความเชื่อมั่นและความศรัทธา ต้องตรวจสอบอย่างจริงจัง ตรงไปตรงมา เพื่อให้ได้ความจริงมาตอบข้อกังขาของสังคม

“บิ๊กป้อม” ยังนิ่งไม่พูดนาฬิกา–แหวน

ด้านความเคลื่อนไหวของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม วันเดียวกัน เวลา 10.00 น. ที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคง ราชอาณาจักร (กอ.รมน.) พล.อ.ประวิตรเป็นประธานการประชุม กอ.รมน. ครั้งที่ 1/2560 อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประวิตรยังคงปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในประเด็นการเมือง เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า อยากพูดอะไรหรือไม่ พล.อ.ประวิตรมีสีหน้าเรียบเฉย ไม่พูดอะไรเช่นเคย ต่อมาเวลา 13.30 น. ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตรเป็นประธานการประชุมเตรียมความพร้อมกำหนดมาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยประชาชนและมาตรการลดอุบัติเหตุบนท้องถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยสื่อมวลชนยังพยายามสอบถามถึงประเด็นต่างๆ พร้อมกับพูดแซวหยอกล้อว่า “ไม่ยิ้มหน่อยเหรอ” ทำให้ พล.อ.ประวิตรอมยิ้ม พูดสั้นๆว่า “ยิ้มแล้ว” จากนั้นขึ้นลิฟต์ไปประชุมทันทีโดยไม่ได้ให้สัมภาษณ์

เตรียม ครม.สัญจรพิษณุโลก–สุโขทัย

เมื่อเวลา 13.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานประชุมเตรียมความพร้อมการลงพื้นที่ จ.พิษณุโลก และการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ที่ จ.สุโขทัย ระหว่างวันที่ 25-26 ธ.ค. โดยการประชุม ครม.สัญจรครั้งนี้ เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาภาคเหนือ การขับเคลื่อนนโยบายที่สำคัญๆ ของรัฐบาล อาทิ การท่องเที่ยว เขตเศรษฐกิจพิเศษ การเกษตร การพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ และสนามบินให้เทียบเท่าระดับสากล พร้อมพบปะและรับทราบปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ สร้างการรับรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชน เน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตและแก้ไขความยากจน การฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าต้นน้ำในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน การบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำปิง วัง ยม น่าน แหล่งกักเก็บน้ำ และการแก้ไขปัญหาหมอกควัน เป็นต้น

พท.เย้ย “บิ๊กตู่” เดินสายหาแต้ม

นายจาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการเดินสายลงพื้นที่ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ว่า โดยหลักการในการลงพื้นที่คือการไปรับฟังความเห็น ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน แต่ พล.อ.ประยุทธ์และ ครม.ลงพื้นที่ไปนั้น ไม่ค่อยได้ประโยชน์ ไม่ได้ไปเพื่อรับฟังความเห็นของประชาชน แต่เป็นการไปเพื่อพยายามสร้างคะแนนนิยมด้วยวิธีต่างๆ ซึ่งไม่รู้ว่าจะได้หรือไม่ และนโยบายที่รัฐบาลทำก็วนเวียนไม่ได้แก้ปัญหาอย่างจริงจัง ที่หวังจะสร้างฐานเสียงเพื่อกลับมาเป็นนายกฯอีก อาจไม่ได้ผลตามนั้น

เตือนรัฐอย่าเหลิงไทยยังติดบ่วง

นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีคณะรัฐมนตรีต่างประเทศสหภาพยุโรป หรืออียู ปรับความสัมพันธ์ด้านการเมืองกับประเทศไทย และกลับเข้าสู่การติดต่อทางการเมืองกับไทยในทุกระดับว่า รัฐบาลพยายามตีปี๊บเรื่องนี้ ขณะที่ข้อเรียกร้องยังเป็นเงื่อนไขเดิมๆ คือ จะลงนามในกรอบข้อตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือ และลงนามข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับประเทศไทยผ่านรัฐบาลพลเรือนที่ได้รับการเลือกตั้ง ดังนั้นตราบใดที่ยังไม่เลือกตั้งก็ยังไม่มีการลงนาม ส่วนการติดต่อทางการเมืองกับไทยเพื่อเจรจาในประเด็นต่างๆ ที่มีความกังวลและเรียกร้องให้ไทยดำเนินการ เช่น การยกเลิกข้อห้ามเกี่ยวกับกิจกรรมทางการเมือง การเลือกตั้ง การมีรัฐบาลพลเรือน สิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ดังนั้นผู้เกี่ยวข้องอย่าเพิ่งไปตีปี๊บ เพราะการทบทวนความสัมพันธ์ไปสู่ภาวะปกติยังมีเงื่อนไข

ลดโทษ “ตู่” หมิ่น “มาร์ค” เหลือ 12 เดือน

เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ห้องพิจารณา 909 ศาลอาญา ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา คดีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นโจทก์ฟ้องนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. เป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาท กรณีนายจตุพรปราศรัยที่เวทีชุมนุมกลุ่มเสื้อแดง เมื่อวันที่ 11 และวันที่ 17 ต.ค.52 กล่าวหานายอภิสิทธิ์ทำนองว่า ประวิงเวลาทำความเห็นเสนอต่อสำนักราชเลขาธิการเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ตามที่กลุ่มเสื้อแดงร่วมกันลงชื่อถวายฎีกา รวมทั้งกล่าวหานายอภิสิทธิ์ทำนองว่าเป็นฆาตกรสั่งฆ่าประชาชนระหว่างการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง โดยคดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ พิพากษาจำคุกนายจตุพร รวม 2 กระทง กระทงละ 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี ไม่รอการลงโทษ เมื่อศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นพ้องเป็นการหมิ่นประมาทจริง แต่จำเลยฎีกาขอให้ศาลลงโทษสถานเบาและรอลงอาญา โดยเห็นว่าถ้อยคำของจำเลยมีลักษณะพาดพิงหมิ่นเหม่กระทบสถาบันไม่ควรรอการลงโทษให้ยกฎีกา แต่ในชั้นฎีกาจำเลยให้การยอมรับว่า เป็นผู้กล่าวถ้อยคำปราศรัยดังกล่าวจริง เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา เห็นควรลดโทษให้กึ่งหนึ่ง พิพากษาแก้โทษจำคุกจำเลย คงจำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 12 เดือน

“จตุพร” ซูบน้ำหนักหายวูบ 28 กก.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจตุพรมีสภาพร่างกายที่ซูบผอมลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเมื่อนายจตุพรเดินทางมาถึงศาลได้ยกมือสวัสดีทักทายสื่อมวลชน พร้อมกล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า “น้ำหนักลดลงไป 28 กิโลกรัม” ทั้งนี้ นายจุตพรถูกควบคุมตัวในเรือนจำตั้งแต่เมื่อวันที่ 20 ก.ค. ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่สั่งจำคุก 1 ปี กรณีนายจตุพรหมิ่นประมาทนายอภิสิทธิ์อีกสำนวนหนึ่ง

กปปส.พัทลุงได้ประกันตัว

อีกเรื่อง หลังจากเมื่อวันที่ 13 ธ.ค.ที่ผ่านมา ศาลจังหวัดพัทลุงอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้น สั่งจำคุกโดยไม่รอลงอาญา กลุ่ม กปปส.พัทลุง โดยมีนายทวี ภูมิสิงหราช อดีต ส.ว.พัทลุง และแกนนำ กปปส.พัทลุง พร้อมพวกอีก 10 คน รวม 11 คน ฐานร่วมกันขัดขวางการรับสมัคร ส.ส.พัทลุง เหตุเกิดในระหว่างวันที่ 28-31 ธ.ค.56 ณ กองร้อย ตชด.434 พัทลุง และร่วมกันขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ กกต.พัทลุง ณ เทศบาลตำบลท่ามิหรำ อ.เมืองพัทลุง ต่อมากลุ่มผู้ต้องหาได้ยื่นหลักทรัพย์เป็นเงินสดคนละ 75,000 บาทนั้น นายทวีพร้อมพวกอีก 9 คน ได้รับการประกันตัวแล้ว และเดินทางมายังศาลจังหวัดพัทลุง เพื่อนำหลักทรัพย์มามอบให้กับ จนท.ศาลจังหวัดพัทลุง เพื่อแลกเป็นเงินสดที่ใช้ประกันตัวกลับคืนไป แต่เนื่องจากหลักทรัพย์ซึ่งเป็นที่ดินมูลค่า 2,700,000 บาท ไม่ถูกต้องสมบูรณ์ ศาลจึงนัดให้กลุ่มผู้ต้องหานำหลักทรัพย์มาติดต่อเพื่อรับคืนเงินสดกลับไปในวันที่ 18 ธ.ค. โดยนายทวี ภูมิสิงหราช อดีต ส.ว.พัทลุง กล่าวว่า ตนและพวกน้อมรับคำตัดสิน หลังจากนี้เป็นหน้าที่ของทนายอาสายื่นอุทธรณ์สู้คดี

จิก คสช.ปั้นปรองดองแค่สร้างภาพ

นายอุเทน ชาติภิญโญ หัวหน้าพรรคคนไทย กล่าวถึงข้อเสนอแนวทางปรองดองของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตรองนายกฯว่า พรรคคนไทยเคยยื่นจดหมายเปิดผนึกเรื่องการสร้างความปรองดองผ่านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ และ พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายก ไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เสนอให้แก้ไขและบังคับใช้กฎหมาย โดยยกกรณีศึกษาการใช้กฎหมายอาญา มาตรา 116 ข้อหายุยงปลุกปั่น กับผู้เคลื่อนไหวทางการเมืองในหลายระดับ หลายมาตรฐาน เพราะตั้งข้อสังเกตว่าหลายคดีที่ นปช.ถูกดำเนินคดี เป็นไปอย่างรวดเร็วแตกต่างจากกรณีของกลุ่มพันธมิตรในคดียึดสนามบิน อย่างไรก็ตามจนถึงขณะนี้ยังไม่มีวี่แววว่าจะมีการดำเนินการใดๆ ตามที่ได้เสนอไป ไม่แน่ใจว่าจดหมายเปิดผนึกถึงมือนายกฯหรือไม่ ทั้งที่เป็นการเสนอผ่านเวทีที่รัฐบาลและ คสช.เปิดเวทีรับฟังความเห็นอย่างเป็นทางการ จึงสงสัยว่ากระบวนการสร้างความปรองดองที่ผ่านมาเป็นเพียงพิธีกรรมหรือไม่ หรือคิดแต่สร้างภาพให้ดูดี ขืนทำแบบนี้บอกได้เลยว่าความปรองดองยากที่จะเกิดขึ้น

“โอ๊ค” ยื่นหลักฐานเพิ่มคดีกรุงไทย

วันเดียวกัน เมื่อเวลา 15.00 น. ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายชุมสาย ศรียาภัย ทนายความของนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ พ.ต.อ. ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ เป็นเอกสารคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเพิ่มเติม คดีอนุมัติเงินกู้ของธนาคารกรุงไทยให้กับกลุ่มบริษัท กฤษดามหานคร พร้อมอ้างอิงพยานหลักฐานเพิ่มเติม โดยมีนายบัณฑิต สังขนันท์ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ชำนาญการพิเศษดีเอสไอ เป็นตัวแทนรับเรื่อง โดยนายชุมสายกล่าวว่า ได้รับอำนาจจากนายพานทองแท้มายื่นเอกสารเพิ่มเติม โดยนายพานทองแท้พร้อมพวกปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และไม่ได้ขอขยายเวลาอีก 2 สัปดาห์ ตามที่เป็นข่าว ได้ส่งพยานหลักฐานภายใน 60 วันตามกำหนด คือวันที่ 18 ธ.ค. และนายพานทองแท้ยินดีสู้คดี ด้าน พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า หากได้รับเอกสารแล้วจะเรียกประชุมคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ อัยการคดีพิเศษ และที่ปรึกษาคดี หารือดูว่ายังขาดตกบกพร่องตรงส่วนไหน และอาจเรียกผู้ถูกกล่าวหามาสอบสวนเพิ่มเติม