วันอังคารที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

โอทอปมาสเตอร์พีซ ไฮไลต์โอทอปซิตี้ 2017

อภิชาติ โตดิลกเวชช์

“โอทอปซิตี้ 2017”...“ของ ขวัญจากภูมิปัญญา ประชารัฐ สร้างโอกาส สร้างอาชีพ สร้างรายได้” อีกงานใหญ่แห่งปีจัดยิ่งใหญ่ โดยกรมการพัฒนาชุมชน ระหว่างวันที่ 17-25 ธันวาคม 2560 เวลา 10.00-21.00 น. ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 อิมแพค เมืองทองธานี

อภิชาติ โตดิลกเวชช์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน บอกว่า งานโอทอปซิตี้ครั้งนี้เน้นไปที่ขายของ...ของขวัญซึ่งตรงกับช่วงเทศกาลปีใหม่ ภาพรวมทั้งหมดอยู่บนพื้นที่ 60,000 ตารางเมตร ที่จะมีเหมือนเดิมคือโอทอปคลาสสิก 2,500 บูธ 5 ประเภท อาทิ...อาหาร ของที่ระลึก ผ้า สปา นวดสมุนไพร ที่ต้องได้โอทอป 3-5 ดาว

สิ่งที่เพิ่มเติมที่เป็นไฮไลต์แตกต่างจากปีก่อน อยู่ในโซนการจัดแสดง “โอทอปมาสเตอร์พีซ” ใช้พื้นที่ราว 750 ตารางเมตร อยู่โซนตรงกลางของงาน ที่น่าสนใจของแต่ละชิ้นที่นำมาแสดงจะมีแค่ชิ้นเดียวในโลก...เราสร้างศิลปินโอทอปขึ้นมาหลายปีแล้ว ก็จะเอาของที่เป็นไฮไลต์ของเขาเป็นงานศิลป์มาจัดแสดง

เช่น สลุงหลวงเงิน 100% หรือขันเงินขนาดใหญ่ มีน้ำหนัก 450 บาท...ทำมาจากเงิน สนนราคาขายประมาณ 1.8 ล้านบาท ใครที่สนใจนอกจากโชว์แล้วถ้าถูกใจก็ติดต่อซื้อได้ทันทีในงานนี้

“ปีที่แล้วภาพนกฮูกก็ขายได้ 3 ล้านบาท...ส่วนใหญ่เป็นงานชั้นบรมครูศิลปินโอทอป” อภิชาติ ว่า “ถัดมาก็เป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ของขวัญของฝากอยู่ตรงกลางเหมือนกัน ใช้พื้นที่เท่าๆกัน มีกลุ่มโอทอปอีก 200 รายการ ซึ่งกว่าจะมาถึงวันนี้...คัดสรรมาจากการประกวดของขวัญเมื่อเดือนที่แล้ว แต่ละจังหวัดส่งมาจังหวัดละ 10 รายการ แล้วก็เอามาประกวดระดับภาค คัดให้เหลือภาคละ 50 รายการ”

สินค้าของขวัญ...ของฝากแต่ละชนิดอาจจะมี 5,000-6,000 รายการ เลือกซื้อเลือกหากันได้ในงานนี้ทั้งหมด และยังมีกลุ่มที่สามเป็นโซนจัดแสดงหมู่บ้านอันซีนเพื่อการท่องเที่ยว ใช้พื้นที่มากหน่อย 1,000 ตารางเมตร แบ่งถนนเป็นสายๆ อาทิ รื่นรมย์ถนนสายชา ถนนสายไม้ในประเทศไทยทั้งหมดจะมารวมกันอยู่ที่นี่

ตระการตาวัฒนธรรม...การละเล่นในแต่ละหมู่บ้านโอทอป การแสดงแต่ละท้องถิ่น รวมถึงอาหารหวานคาวที่ดังๆในแต่ละภาค แล้วก็ยังมีอร่อยล้ำอาหารพื้นถิ่น ตรงนี้นำมาโชว์ทั้งหมด 34 หมู่บ้านใน 28 จังหวัด

แล้วก็มี “โซนพิเศษ” ที่แทรกอยู่ระหว่างนี้ เรียกว่า “โซนตลาดผ้า” อาทิ ผ้าจก...จากสุโขทัย ผ้าบาติก...จากกระบี่ ผ้าฝ้ายจากอุทัยธานี ผ้าขิดจากหนองบัวลำภู ความน่าสนใจอยู่ที่เน้นบริการตัดเย็บ เพราะคนเมืองจะมีปัญหาซื้อผ้าแล้วไม่รู้จะไปตัดที่ไหน ถ้าซื้อในงานนี้ก็เดินมาสั่งตัดได้เลยที่โซนนี้ วัดตัวในงาน เลือกแบบ เลือกสไตล์ได้เลย อีก 7-15 วัน ตัดเสร็จเรียบร้อยแล้วก็บริการส่งไปให้ถึงบ้าน

อีกโซนที่ต้องกล่าวถึง...เดี๋ยวจะไม่ใช่มหกรรมโอทอปส่งท้ายปีสุดยิ่งใหญ่ นั่นก็คือ โซนอาหารที่ได้รับการพัฒนาสู่สากล ร่วมกับสถาบันอาหารจัดอาหาร 35 ผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานดีเด่น ล้อๆไปกับมิชลินไกด์ แต่ยังไปไม่ถึงขนาดนั้น มีมาตรฐานรับรองจากสถาบันอาหาร ...ว่าเป็นอาหารที่ได้มาตรฐาน สะอาด ปลอดภัย

เดินเที่ยว ชิม ช็อป วนไปๆ หายเหนื่อยแล้วก็เดินต่อไปให้ถึงโซนไม้จักสาน เฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้าน งานนี้ยกมา 8 รายเท่านั้น แต่ที่โดดเด่นต้องไปดูกันให้ได้ก็คือ ผลิตภัณฑ์ไม้จากแพร่ “เป็นไม้สัก...เป็นเศษไม้มาทำเป็นโต๊ะอาหาร เฟอร์นิเจอร์ ไม่น่าเชื่อว่าพอเอาเศษไม้มาเข้าเครื่องอัด ก็กลายเป็นไม้ที่มีความแข็งพอๆกับไม้ธรรมชาติเลยทีเดียว...เป็นรูปแบบใหม่ซึ่งยังไม่เคยเห็นในประเทศไทย มีขายในงานนี้”

นอกเหนือจากนั้นก็คือโอทอปชวนชิม อาหารอร่อยทุกจังหวัดที่คัดมา 76 จังหวัด จังหวัดละ 2-3 อย่าง ขาหมูนางรอง หมูย่างเมืองตรัง ไก่เบตง...ไก่ย่างเขาสวนกวาง จังหวัดขอนแก่น...ส้มตำโคราช จังหวัดนครราชสีมา...แกงเห็ดสมุนไพร จังหวัดมหาสารคาม...กุ้งแม่น้ำเผา จังหวัดปราจีนบุรี...ขาหมูจุฬา กรุงเทพฯ

แล้วยังมีสตรีทฟู้ด คัดเอามาจากตลาดน้ำ ตลาดดังๆในแต่ละจังหวัดตลาดละ 5-7 อย่างมารวมเอาไว้ที่งานนี้ โอทอปซิตี้ 2017...เป็นงานโอทอปใหญ่ที่สุดที่เราจะทำส่งท้ายปี

“ปีที่ผ่านมา...คนมาชมงานโอทอปอยู่ระดับต้นๆของประเทศ ระยะเวลา 8-9 วัน อยู่ที่กว่า 5 แสนคน คนเยอะแน่นทุกปี”

แผนยุทธศาสตร์กรมการพัฒนาชุมชน พ.ศ.2560-2564 ได้วางเป้าหมายสำคัญ คือ การลดความเหลื่อมล้ำทางด้านรายได้ ความยากจน และการเข้าถึงบริการทางสังคมที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง

ระบบเศรษฐกิจมีความเข้มแข็งแข่งขันได้ โครงสร้างเศรษฐกิจปรับสู่เศรษฐกิจฐานรากบริการและดิจิทัล มีผู้ประกอบการรุ่นใหม่และเป็นสังคมผู้ประกอบการ ในการปรับตัวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงตามแนวคิดไทยแลนด์ 4.0 พร้อมๆกับได้กำหนดกลยุทธ์ในการขับเคลื่อนสำคัญ...เพิ่มศักยภาพผู้ผลิต ผู้ประกอบการโอทอป พัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยองค์ความรู้...นวัตกรรม การส่งเสริมช่องทางการตลาด การบูรณาการเชื่อมโยงเครือข่าย

คำถามสำคัญมีว่า “โอทอปไทย”...ในวันนี้เกิดขึ้นมากมาย มีทั้งสำเร็จมาก สำเร็จน้อยและสำเร็จแบบพออยู่ได้ ในอนาคตจะเปลี่ยนโฉมไปมากน้อยแค่ไหนอย่างไร?

อภิชาติ บอกว่า เรื่องแรกที่เรากำลังพยายามทำโอทอปไทยมาถึงวันนี้ 16 ปีแล้ว เรามีข้อมูลเยอะมาก เวลาเราพัฒนาผู้ประกอบการโอทอปก็ทำกันแบบตัดเสื้อโหล พัฒนาเหมือนๆกันหมด แต่เรากำลังจะแยกเฉพาะลงไปว่า ผู้ประกอบการโอทอปบางกลุ่มก็อยากผลิตอย่างเดียว ไม่ต้องการไปขาย อีกกลุ่มก็ถนัดเป็นเอสเอ็มอี...เรื่องขาย...เรื่องพัฒนา กำลังจะแยกให้ชัดเจนเพื่อแยกพัฒนากันเป็นกลุ่มๆออกไป

“เพื่อส่งเสริมให้ถูกต้อง นำไปสู่การพัฒนาได้อย่างยั่งยืนต่อไป”

ถัดมา...ปี 2561 ปรับไปสู่ตลาดผู้บริโภคยุคใหม่ เน้นสปา สมุนไพรกับความงาม เป็นตลาดที่ใหญ่มาก ต้องยกระดับโอทอปขึ้นมาให้ตรงกับความต้องการมากที่สุด เรื่องที่สาม...ตลาดออนไลน์ โอทอปไทยแลนด์มอลล์ มีสินค้ากว่า 400 ไอเท็ม...หรือจะหาซื้อในลาซาด้าก็มี และที่ทำร่วมกับญี่ปุ่นก็มี...โอทอปไทยดอทช็อป

นอกจากนี้ยังมีการเปิดตลาดร่วมกับค่ายมือถือที่มีกลุ่มสมาชิกมหาศาลอยู่แล้ว กับเอไอเอส ร้านฟาร์มสุข สมาชิกราวๆ 40 ล้านคน และก็ทรู วีเลิฟช็อปปิ้งที่มีสมาชิกซื้อขายต่อเดือนนับ 7 ล้านคนทีเดียว

“ช่วงแรกๆอาจจะขายในประเทศก่อน แต่ในอนาคตเชื่อว่าจะขยายไปสู่ตลาดต่างประเทศได้ไม่ยากนัก และเรื่องสุดท้ายที่พยายามทำก็คือความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับปฏิบัติให้เดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ทำงานทับซ้อนกัน เพราะเท่ากับว่าเป็นการสูญเสียงบประมาณโดยไม่จำเป็น”

อภิชาติ ย้ำว่า 7 กระทรวงที่เกี่ยวข้องกับ “โอทอป” ที่เรียกกันว่า นตผ.ชาติ...“หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ชาติ” มีรองนายกฯสมคิดเป็นประธาน พอลงไปในพื้นที่เรามีปัญหาว่า ข้าราชการระดับปฏิบัติบางทีการสื่อสารสร้างความเข้าใจไม่ตรงกัน เช่น มหาดไทยจริงๆควรจะรับผิดชอบเรื่องการตลาดต้นน้ำ กลางน้ำ...พัฒนาควรจะอยู่ที่อุตสาหกรรม ปลายทางก็คือกระทรวงพาณิชย์ต้องช่วยกัน เมื่อไม่เข้าใจบทบาทก็จะสร้างโรงเรียนสอนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง จูนกันให้ติดจะได้เดินหน้าพัฒนาต่อกันได้เป็นทอดๆ ไม่ทำงานซ้ำกัน ไม่ให้เกิดปัญหา

สนับสนุน ส่งเสริมชุมชน นำ “ภูมิปัญญาท้องถิ่น” และ “วัตถุดิบ” ที่มีอยู่มาใช้ผลิตสินค้าของหมู่บ้าน...ชุมชน สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ตอบโจทย์...“เศรษฐกิจฐานราก”

“โอทอปไทย” ต้องก้าวไกลและก้าวหน้าไปได้อย่างมั่นคง สร้างความเข้มแข็งได้อย่างยั่งยืน.