อ้างดูหมายผิดเบิกตัวไปศาล! นายกฯยอมรับ มีนอตหลุดบ้าง เป็นสีสันไม่จืด
นายกฯลงใต้อีกรอบ ลั่นขอ ยึดขันติ เก็บอารมณ์ให้มากที่สุด รับมีนอตหลุดระบายอารมณ์บ้างตามประสามนุษย์ แต่เป็นสีสันไม่อย่างนั้นก็จืดชืด พูดแต่จ๊ะจ๋า แต่ย้ำสิ่งสำคัญคือพูดแล้วทำ หยอดหวาน “นายกฯชวน” รักกันดี ครวญ รัฐอยู่ในช่วงประสบโอษฐภัย ป้อง “ไก่อู” พูดอะไรก็ผิดไปหมด ฉุน ทอท.ปล่อยปละละเลย ไม่ใส่ใจสนามบิน ย้ำไม่บิดพลิ้วแน่เรื่องการเลือกตั้ง คสช.ยันไม่จ้องรังแกใครเรื่องอาวุธ ขู่เชือดอีกพวกผิด พ.ร.บ.คอมพ์ ผบ.ตร.ซ้ำพวกหน้าเดิมจ้องรอจังหวะป่วน “หมวดเจี๊ยบ” อัด “บิ๊กตู่” ไม่เปิดใจฟังเสียงวิจารณ์ เปลี่ยนนามสกุลให้เจิดจ้าไฉไล เตือนอย่าจับผิดตัว “สุเทพ” มาแปลก ไลฟ์สดวอร์มอัพ กปปส. “สมชัย” ย้ำเลือก กกต.มติศาลใหญ่กว่า ก.ม.ไม่ได้ “วิษณุ” สำทับต้องทำให้สิ้นสงสัย เผย “โอ๊ค” ขอขยายเวลายื่นหลักฐานคดีกรุงไทย ย้าย 5 จนท.ราชทัณฑ์พาสนธิออกนอกเรือนจำ
สืบเนื่องจากกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เดินทางลงพื้นที่พบปะประชาชนในโอกาสไปประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจรที่ภาคใต้ โดยมีประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ถึงการใช้อารมณ์พูดคุยกับชาวประมงที่ จ.ปัตตานี นั้น ล่าสุด นายกฯ ระบุจะพยายามอดกลั้นเก็บอารมณ์ให้มากขึ้น
“บิ๊กตู่” ลั่นต้องปฏิรูปทุกกระทรวง
เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. เวลา 09.15 น. ที่หอประชุมโรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย ต.บางรัก อ.เมือง จ.ตรัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวปราศรัยกับประชาชนตอนหนึ่งระหว่างเดินทางไปมอบถุงยังชีพให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยว่า ข้าราชการและประชาชนทุกคนไม่ไว้ใจกันไม่ได้ วันนี้ข้าราชการต้องทำร่วมกับตน การศึกษาต้องส่งเสริมให้ลูกหลานเรียนเยอะๆ มีอาชีพ เพราะวันนี้ 40 กว่าเปอร์เซ็นต์ที่จบวิทยาลัย อุดมศึกษา ไม่มีงานทำ จบไม่ตรงกับสายงาน ต้องมีการปฏิรูปทุกกระทรวง ไม่ง่าย อยากให้ทุกคนมีรอยยิ้ม บางครั้งตนกลับไปอาจคิดว่าจะทำให้หรือไม่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้กดดันตน กดดันรองนายกฯ ของตน สิ่งที่ไม่ดีต้องมารื้อใหม่ทั้งหมด บางอย่างอาจต้องใช้เวลานาน เราต้องเรียนรู้แล้วอยู่กันแบบนี้มานานแล้ว ขอบคุณทุกคน ไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหม บางอย่างต้องยอมให้รัฐบาลบ้างเพื่อเกิดการแก้ไขปัญหา
...
จะข่มใจเก็บอารมณ์ให้มากที่สุด
“ไม่มีรัฐบาลไหนมาพูดให้ฟังแบบนี้ เขาอยากทำอะไรก็ทำตามใจพี่ เพราะเลือกมาก็ต้องทำตามใจคนเลือก แต่วันนี้ให้ใครเลือกผมไม่ได้ เพราะลงเลือกตั้งไม่ได้ แต่ไม่ต้องมากังวลกับผม ถ้ารักผมก็ต้องอยู่กับผม ไหนใครไม่รักผมยกมือ ผมเป็นคนอย่างนี้ ไม่ได้บ้าๆบอๆอย่างที่ใครเขาว่า แต่มนุษย์ไม่ว่าจะเป็นนายกฯ เป็น ผบ.ทบ.ก็ต้องมีอารมณ์บ้าง ไม่อย่างนั้นก็จืดชืด ยิ้มพูดแต่จ้า สวัสดีครับพ่อแม่พี่น้อง ซึ่งพูดแต่ไม่ทำ แต่ผมพูดแล้วทำ และระบายนิดหน่อย คราวหน้าผมจะเก็บอารมณ์ให้มากที่สุด ไม่ทะเลาะกับใคร รักทุกคน” นายกฯกล่าว
หยอดหวาน “นายกฯ ชวน” รักกันดี
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวด้วยว่า ขอให้ทุกคนเปลี่ยนแปลงตัวเอง ซึ่งไม่ง่ายแต่จะดีระยะยาว ลูกหลานในวันหน้าสบายแน่นอน รัฐบาลกำลังแก้ไขปัญหาทั้งประเทศไม่ได้เลือกที่จะรักหรือจะทำ ถ้าอยากจะฟังตนพูดให้ไปดูในรายการวันศุกร์ อย่าไปดูคลิปในโซเชียลมีเดียเลอะเทอะ โซเชียลมีเดียอันตราย ทำให้สังคมเกิดความขัดแย้ง การวิพากษ์วิจารณ์อะไรบางทีไม่เหมาะสม และสิ่งที่เป็นห่วงอีกอย่างการหลอกลวง อย่าไปเชื่อเขา คนไทยซื่อ คนเลวก็ใช้ประโยชน์ ตรงนี้ คนไทยเป็นคนซื่อสัตย์ กตัญญู ใจตนอยู่กับทุกคนเสมอ จังหวัดตรังตนเคยไปมาแล้ว ตอนเป็น ผบ.ทบ.กับอดีตนายกฯ ชวน หลีกภัย ก็รักกันดีไม่มีอะไร อย่าให้ทะเลาะเบาะแว้งกันเลย ใครก็ได้ที่ทำความดีร่วมกัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ท่าน ยังมองเราอยู่ ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำให้ท่านสบายพระทัยคือขัดแย้งกันไม่ได้ ช่วยกันแก้ไขปัญหา เพราะตนใช้แนวทางของพระองค์ท่านมาทำในทุกเรื่อง
ป้อง “ไก่อู” พ้อพูดอะไรผิดไปหมด
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “พล.ท.สรรเสริญ โฆษกไก่อู โดนด่าทุกวัน ยิ่งพูดยิ่งโดน วันนี้พูดอะไรไม่ได้ผิดไปหมดเลย วันนี้ต้องมาทบทวนกันใหม่แล้วว่า เราจะทำงานกันอย่างไร ไม่ใช่ผมมาอย่างนี้อยู่อย่างนี้ เป็นนายกฯเป็นหัวหน้า คสช. แล้วทำได้ทุกเรื่องเพราะคนไทยด้วยกันการใช้อะไรที่แรงไปก็ไม่เหมาะ บางครั้งไม่ใช้เลยก็ยิ่งยุ่งไปกันใหญ่ ขอให้เข้าใจวันนี้ผมบอกแล้วว่า การเมืองเอาไว้ก่อน บอกทั้งท้องถิ่นและอะไรต่างๆไว้ด้วย ยังไงก็เดินหน้าไปตามระยะเวลา วันนี้เราต้องมาแก้ปัญหาเราก่อน”
ฮึ่มเล่นงาน ทอท.ไม่ใส่ใจสนามบิน
ต่อมาเวลา 13.15 น. ที่หอประชุมอาคารอเนกประสงค์ วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร ต.ควนธานี อ.กันตัง จ.ตรัง พล.อ.ประยุทธ์กล่าวระหว่างไปตรวจเยี่ยมพบปะประชาชนที่ประสบอุทกภัยตอนหนึ่งว่า ฝากคนตรังด้วยทำบ้านเมืองให้สะอาดคนจะได้มาเที่ยวเพราะมีทะเลสวยอยู่แล้ว ตนจะเล่นงานการท่าอากาศยานฯ เมื่อเช้าลงเครื่องบินมาดูไม่ได้เลย แล้วจะให้คนมาเที่ยวได้ยังไง การท่าฯต้องรับผิดชอบสนามบินทุกแห่ง ต้องพัฒนาให้ดี จะปล่อยอะไรที่ไม่ได้ใช้ให้รุงรังไม่ได้ เราถูกเพื่อนบ้านเราว่าอยู่เหมือนกันว่า ให้รู้เลยว่าเหยียบประเทศไทยเมื่อไหร่ ให้รู้เลยว่ามีอะไรอยู่ข้างทาง อายเวลาคุยกับเขาถือว่าดูถูกประเทศไทย ไม่ได้ก็ค่อยๆแก้กันไป
อย่าประท้วงให้เขียน จ.ม.ส่งตรงมา
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ถ้ามีปัญหาอะไรให้เขียนจดหมายส่งมาถึงตนที่ทำเนียบรัฐบาล หรือศูนย์ดำรงธรรม มาถึงตนทั้งหมด อย่ามาประท้วงเลย และขอย้ำว่าไม่เคยเกลียดชังคนใต้ พล.อ.ประยุทธ์ยังถามประชาชนที่ฟังอยู่อีกว่า ราคายางวันนี้กิโลกรัมละเท่าไหร่ เมื่อมีเสียงตอบกลับมาว่า 45 บาท พล.อ.ประยุทธ์จึงกล่าวว่า ได้รับรายงานเรื่องราคายางทุกวัน ยางพาราแปรรูปได้หลายประเภท ราคาก็จะแตกต่างกันไป มีคนชอบไปตีขลุมบอกยาง 3 กิโลฯ 100 แล้วให้คนเกลียดรัฐบาล
ย้ำเลือกตั้งมีแน่ไม่บิดพลิ้ว
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า การเลือกตั้งใหม่จะทำอย่างไรให้ได้รัฐบาลที่ทำงานให้คนทั้งประเทศได้จริง ที่ผ่านมาเราเดินหน้าประชาธิปไตยตลอด ตนเข้ามาเพื่อแก้ปัญหาให้ ถึงจะบังคับใช้กฎหมายได้ไม่เต็มที่เพราะต้องฟังเสียงประชาชน ถ้าประชาชนไม่เห็นด้วยก็ทำไม่ได้ทั้งหมด วันนี้ต้องไว้ใจกันและกันให้มากขึ้น การเลือกตั้งต้องมี ขึ้นกับสถานการณ์ กฎหมายที่เกี่ยวข้องจะเสร็จหรือไม่ ขออย่ามากดดันเรื่องนี้ ตนไม่บิดพลิ้วอะไรทั้งสิ้น ให้ใจท่านทั้งหมด เหลือแค่การปฏิบัติ ตนทนไม่ได้อีกแล้วที่เห็นคนไทยทั้งประเทศดวงตาแห้งผาก ระหว่างนั้น พล.อ.ประยุทธ์ได้ถามว่ามีใครเกลียดตนหรือไม่ ปรากฏว่ามีคนตะโกนบอก “รักนายกฯ” เมื่อได้ยิน พล.อ.ประยุทธ์ตอบกลับว่า “รักนานๆอย่ารักแป๊บเดียวนะ” ก่อนจะกล่าวอีกว่า วันนี้ต้องไม่ขัดแย้งอีกถึงจะเป็นประชาธิปไตย จะเลือกใครจะกาให้ใครดูให้ดี ท้องถิ่นด้วยต้องปรับปรุงตัวเอง ไม่ใช่คิดแค่จะยุบหรือไม่ยุบ สำคัญคือต้องพัฒนาตัวเองก่อน จากนั้นประชาชนทั้งเด็กและผู้ใหญ่จำนวนมากต่างเข้ามาจับมือและถ่ายเซลฟี่กับนายกฯอย่างเป็นกันเอง
ปลุกคนไทยไม่ทนต่อการทุจริต
ช่วงค่ำเวลา 20.15 น. พล.อ.ประยุทธ์กล่าวในรายการศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ว่า วันที่ 9 ธ.ค.ของทุกปีถือเป็นวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล รัฐบาลและ คสช.ให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาการทุจริต ให้เป็นวาระเร่งด่วนและวาระแห่งชาติ ถึงเวลาแล้วที่คนไทยต้องลุกขึ้นทำหน้าที่ปกป้องสิทธิของตนเองและประเทศชาติ โดยไม่ทนต่อการทุจริต และมีจิตสำนึกที่ถูกต้อง เคารพในกฎหมาย ยึดมั่นในคุณธรรม จริยธรรม และความพอเพียง อย่าใช้ความรู้สึกในการตัดสินคน พร้อมแสดงบทบาทพลเมืองดีในการตรวจสอบและเฝ้าระวังการทุจริต เพื่อให้ประเทศไทยโปร่งใสและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล การพัฒนาชาติบ้านเมืองอย่างยั่งยืนนั้น เราต้องปฏิรูปตนเอง ด้วยการพัฒนาจิตใจ 3 ระดับได้แก่ 1.จิตสำนึก 2.จิตสาธารณะ และ 3.จิตอาสา
ห่วงอุบัติเหตุช่วงเทศกาลปีใหม่
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวด้วยว่า มีเรื่องที่เป็นห่วงพี่น้องประชาชน 2 เรื่อง เพราะใกล้วันปีใหม่และวันนักขัตฤกษ์ เรื่องแรก อุบัติเหตุจากการใช้รถใช้ถนน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถิติการเสียชีวิตบนท้องถนนของคนไทย สูงเป็นอันดับต้นๆของโลก เป็นสิ่งที่เราทุกคนจะต้องตระหนักและช่วยกันลดอุบัติเหตุ ลดการสูญเสียให้ได้ ด้วยการเคารพกฎจราจร มีน้ำใจให้เพื่อนร่วมทาง และที่สำคัญก็คือ เมาไม่ขับ รัฐและเจ้าหน้าที่ไม่สามารถแก้ไขได้ 100% หลายคนโทษกลับไปที่รัฐบาล เจ้าหน้าที่เขาก็ทำงานกันเต็มที่ ทุกอย่างอยู่ที่ตัวบุคคล
คสช.ระบุ “วัฒนา” ไม่มีเอี่ยวอาวุธ
วันเดียวกัน พล.ต.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ผบ.มทบ.11 ในฐานะทีมโฆษก คสช. กล่าวถึงการปล่อยตัวนายวัฒนา ทรัพย์วิเชียร หนึ่งในผู้ต้องสงสัยเกี่ยวข้องกับอาวุธสงครามที่ถูกนำมาทิ้งที่ จ.ฉะเชิงเทรา ว่า นายวัฒนาเดินทางมาพบเจ้าหน้าที่เมื่อวันที่ 1 ธ.ค.ที่ผ่านมา เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าว โดยนายวัฒนาเคยมีคดีเชื่อมโยงอาวุธสงครามเมื่อปี 2557 และถูกศาลพิพากษาจำคุก 40 เดือน แต่รับสารภาพลดโทษเหลือ 20 เดือน ซึ่งเพิ่งพ้นโทษออกมา ทาง คสช.ได้สอบสวนติดตามขยายผลตรวจสอบไม่พบความเกี่ยวโยง ขณะเดียวกัน นายวัฒนาได้ให้ข้อมูลที่ชี้ชัดว่าเขาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง และยังให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับเจ้าหน้าที่ ส่วนจะกันตัวนายวัฒนาเป็นพยานหรือไม่นั้น เป็นเรื่องของพนักงานสอบสวนจะติดตามขยายผลว่ามีความเชื่อมโยงกับกลุ่มใดหรือไม่ โดย คสช.ปล่อยตัวนายวัฒนาไปเมื่อวันที่ 7 ธ.ค.ที่ผ่านมา
ไม่ได้จ้องรังแกให้ประกัน“มนัส”
พล.ต.ปิยพงศ์กล่าวว่า ส่วนกรณีของ พล.ท.มนัส เปาริก 1 ในผู้ที่ถูกออกหมายจับนั้น เขาเดินทางมามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ หลังศาลออกหมายจับ และพนักงานสอบสวนสอบถามมายัง คสช.ในฐานะที่ดูแลความมั่นคงว่าจะคัดค้านการประกันตัวหรือไม่ โดย คสช.ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า พล.ท.มนัสแสดงความบริสุทธิ์ใจเดินทางมามอบตัวจึงไม่คัดค้านการประกันตัว
“คสช.ต้องการสื่อให้สังคมเห็นว่า ใครทำผิดอะไรก็ว่าไปตามกระบวนกฎหมาย คนไม่ผิด ก็ไม่ได้ไปกลั่นแกล้ง หรือคนที่ทำผิด คสช.ให้โอกาสในการหาพยาน หลักฐานมาต่อสู้ บางคดี คสช.จะคัดค้านการประกันตัว เพราะเกรงไปกระทบต่อรูปคดี หรือหลบหนี แต่ในคดีนี้ พล.ท.มนัสได้แสดงความบริสุทธิ์ โดยมามอบตัว คสช.ก็ไม่ได้ค้าน กักขังหน่วงเหนี่ยวอะไรทั้งสิ้น เพื่อชี้ให้เห็นว่า คสช.ไม่ได้เลือกปฏิบัติหรือรังแกใคร และมีคณะติดตามข้อมูลที่เกิดจากการกระทำของแต่ละบุคคล” พล.ต.ปิยพงศ์กล่าว
ขู่โดนเชือดอีกผิด พ.ร.บ.คอมพ์
พล.ต.ปิยพงศ์กล่าวว่า ส่วนกรณีของ ร.ท.หญิง สุณิสา เลิศภควัต อดีตรองโฆษกพรรคเพื่อไทย ทางฝ่ายกฎหมายได้ร้องทุกข์กล่าวโทษในข้อหากระทำความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 จะเห็นได้ว่า คสช.ดำเนินการต่อผู้กระทำผิดกฎหมาย ผ่านทางกระบวนการยุติธรรม ไม่ได้ใช้ความรู้สึก หรือกลั่นแกล้ง แต่ดำเนินการภายใต้หลักฐานข้อเท็จจริงและให้ความเป็นธรรมต่อทุกกลุ่มทุกฝ่าย ไม่เลือกปฏิบัติ ยืนยันว่า คสช.ไม่เคยปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น แต่ผู้แสดงความคิดเห็นต้องรับผิดชอบตนเอง ถ้าทำผิดกฎหมายก็ต้องดำเนินการ และจากนี้ไปอาจจะมีผู้กระทำผิดที่ต้องถูกร้องทุกข์กล่าวโทษอีกจำนวนหนึ่ง
ผบ.ตร.ซัดพวกหน้าเดิมจ้องป่วน
พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. กล่าวถึงความคืบหน้าการออกหมายจับผู้ต้องหา 5 คน ได้แก่ นายชัยวัฒน์ หรือเปี๊ยก ผลโพธิ์ นายสมเจตน์ หรือสน คงวัฒนะ นายจักรรินทร์ หรือเสธ.ไก่ เรืองศักดิ์วิชิต นายจักรภพ เพ็ญแข และ พล.ท.มนัส หรือ เสธ.หยอย เปาริก เกี่ยวข้องคดีพบวัตถุระเบิดและเครื่องกระสุนปืนจำนวนมากในพื้นที่จ.ฉะเชิงเทรา โดย พล.ท.มนัสเข้ามอบตัวตำรวจกองปราบฯแล้วว่า พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร.เป็นผู้ดูแลคดี ทุกอย่างดำเนินการไปตามพยานหลักฐาน โดยเฉพาะซีเรียล นัมเบอร์ของอาวุธเป็นตัวเชื่อมโยงคดี ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่พบอาวุธสงครามอยู่เรื่อยๆ ไม่ได้เป็นการส่งสัญญาณหรือมีนัยอะไรเรื่องการเมือง แต่ถ้าพบว่ายังไม่เกิดความปลอดภัยก็ต้องดำเนินการสืบสวนจับกุม ส่วนการขยายผลจะไปเชื่อมโยงตรงไหนก็ค่อยว่ากันไป เพียงแต่เมื่อสืบสวนลงไปพบว่าผู้ที่เกี่ยวข้องก็เป็นหน้าเดิมๆ กลุ่มคนเหล่านี้รอเวลาและโอกาสในการสร้างสถานการณ์ แต่เจ้าหน้าที่ระมัดระวังมาโดยตลอด เพราะเราก็ไม่รู้ว่าอาวุธสงครามที่เจอเขาจะเอามาทำอะไร สำหรับนายจักรภพไม่อยากจะพูดพาดพิง แต่พื้นฐานของเขาเป็นคนรุนแรงอยู่แล้ว
“หมวดเจี๊ยบ” เย้ย “บิ๊กตู่” อดทนต่ำ
ร.ท.หญิง สุณิสา ทิวากรดำรง (เลิศภควัต) อดีตรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีถูก คสช.แจ้งความดำเนินคดีว่า ขอยืนยันว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. ต้องถูกวิจารณ์ได้ตำแหน่งนายกฯต้องรับผิดชอบต่อสังคม ไม่ว่าใครมาเป็นนายกฯก็ต้องถูกตรวจสอบและต้องยอมรับการวิพากษ์วิจารณ์ ไม่ใช่อยากจะมีแต่อำนาจ และการชี้แจงเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับการทำงานและการตอบคำถามสื่อมวลชน ถือเป็นหน้าที่อย่างหนึ่งของคนเป็นนายกฯ ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับอารมณ์ว่าพอใจจะพูดหรือไม่ วันนี้ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การวิจารณ์การทำงานของนายกฯ แต่ปัญหาคือ พล.อ.ประยุทธ์ไม่สามารถทนฟังความคิดเห็นคนอื่นได้ ถ้าทนฟังเสียงวิจารณ์ไม่ได้ก็ควรลาออก ขณะเดียวกัน ตนมองว่า พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์เป็นกฎหมายที่สมควรยกเลิก เพราะประชาชนส่วนใหญ่คัดค้าน เนื่องจากมีเนื้อหาละเมิดสิทธิมนุษยชน และเปิดช่องให้ผู้มีอำนาจใช้เป็นเครื่องมือควบคุม แทรกแซงการทำงานของสื่อมวลชน ปิดปากคนคิดต่าง และเล่นงานนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม
เปลี่ยนนามสกุลแล้วอย่าฟ้องผิดคน
ร.ท.หญิงสุณิสากล่าวด้วยว่า ขอฝากบอกพล.อ.ประยุทธ์ว่า ปัจจุบันนามสกุลของตนคือ “ทิวากรดำรง” แปลว่า พระอาทิตย์ที่ส่องสว่าง ตั้งขึ้นมาใช้เอง ไม่ได้เปลี่ยนเพราะแต่งงาน ท่านจำไว้ให้ดี จะได้แจ้งความไม่ผิดคน
“สุเทพ” วอร์มอัพปลุก กปปส.
เมื่อเวลา 14.40 น. ที่มูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย (มปท.) นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย (มปท.) ไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ (Suthep Thaugsuban สุเทพ เทือกสุบรรณ) ว่า “สวัสดีครับ พี่น้องมวลมหาประชาชนที่เคารพรักทุกๆ ท่าน เพื่อเป็นการรำลึกถึงมหากาพย์การต่อสู้เพื่อชาติ เพื่อแผ่นดิน มวลมหาประชาชน ผมขอนำคลิป บันทึกภาพประวัติศาสตร์ การต่อสู้ของมวลมหาประชาชน ในปี พ.ศ. 2556-2557 มาเปิดเพื่อรำลึกถึงวันเก่าๆ ที่เราได้ต่อสู้ร่วมกัน โดยตอนที่ 2 ใน วันเสาร์ที่ 9 ธ.ค. 2560 ทาง Facebook Live นี้ เวลา 18.00 น. ขอบคุณครับ”
“สมชัย” ตามท้วงมติที่ประชุมศาล
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.กล่าวถึงการท้วงติงการคัดเลือก กกต.ของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าไม่ถูกต้องที่ลงคะแนนลับเพราะต้องลงคะแนนโดยเปิดเผยว่า กฎหมายเขียนอย่างไร ควรทำให้ถูกต้องจะได้ไม่เป็นปัญหาภายหน้า การไปกำหนดกันเองว่าให้ลงคะแนนโดยลับ ก็ถือเป็นการลงมติที่มิชอบโดยกฎหมาย เพราะมติที่ประชุมจะเหนือกว่ากฎหมายได้อย่างไร สิ่งที่ตนทักท้วงมิใช่เรื่องอยากอยู่ต่อ เพียงแค่ให้ลงมติใหม่ให้ถูกต้องตามกฎหมายใช้เวลาเพิ่มไม่เกิน 1 เดือน จะได้ไม่เป็นปัญหา การทำงานในอนาคตก็เกิดความสง่างาม วันที่ 12 ธ.ค.ที่จะมีการประชุมจะนำประเด็นดังกล่าว เข้าหารือเพื่อให้เกิดการดำเนินการที่เหมาะสมต้องรอดูว่าที่ประชุม กกต.จะมีความเห็นอย่างไรในเรื่องนี้
โฆษกศาลไม่โต้ ยันทำถูกต้อง
ด้านนายสุริยันต์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม ยืนยันว่า การลงคะแนนคัดเลือกผู้สมควรที่จะได้เป็น กกต.ของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมายครบถ้วน ไม่ขอชี้แจงรายละเอียด เพราะจะกลายเป็นการโต้ตอบไปมา
“พรเพชร” ชี้ชัดใช้วิธีลับไม่ได้
นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวว่า ยังไม่ได้ตรวจสอบว่าการลงมติของศาลฎีกาใช้วิธีประชุมลับจริงหรือไม่ ต้องมีการตรวจสอบเพราะกฎหมายกำหนดให้ลงคะแนนโดยเปิดเผย จะใช้วิธีลับไม่ได้ แต่ถ้ามีการยกมือในการพิจารณาก็ถือว่าเปิดเผย ส่วนที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องตัวบุคคล ที่ได้รับการคัดสรรหลายคนไม่มีประ-สบการณ์การเลือกตั้งนั้น สามารถวิจารณ์ได้แต่ต้องมองด้วยว่าคณะกรรมการสรรหามีกรอบการคัดสรรที่ต้องดูว่าประสบการณ์บุคคลเหล่านี้มีประโยชน์กับการทำงานด้านการเลือกตั้งหรือไม่ ไม่ได้มองแค่ว่าเคยทำงานเกี่ยวกับการเลือกตั้งมาก่อนหรือไม่ มิฉะนั้นคงต้องให้ กกต.มาสมัครเท่านั้นหรือ เมื่อถามถึงกรณีที่บางคนกลัวว่าผู้สมัคร กกต.บางคนอาจไม่ผ่านความเห็นชอบของ สนช. นายพรเพชรตอบว่า เรื่องผลการลงคะแนนต้องรออีกนิด ตนพูดแทน สนช.ไม่ได้ หากมีผู้สมัครที่ไม่ผ่าน ตำแหน่งนั้นๆก็ต้องเข้าสู่กระบวนการสรรหาใหม่
“วิษณุ” ระบุต้องทำให้สิ้นสงสัย
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวว่าไม่ทราบรายละเอียดและข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าว คงต้องไปถามคณะกรรมการสรรหา กกต. แต่ถ้าผิดและเป็นโมฆะอย่างที่มีข้อสังเกตคงต้องสรรหาใหม่ เมื่อถามว่า เมื่อมีข้อท้วงติงจำเป็นต้องมีผู้ออกมาให้ข้อยุติหรือไม่ นายวิษณุตอบว่า เมื่อเรื่องมาจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา เลขานุการของที่ประชุมคงต้องออกมาชี้แจง หากไม่ชี้แจงคงจะมีวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้ได้ข้อยุติ เพราะก่อนนำความกราบขึ้นบังคมทูลฯเป็นหน้าที่ของผู้นำความกราบบังคมทูลฯ จะต้องตรวจสอบไม่ให้มีข้อสงสัย เป็นหน้าที่ของประธานสภานิติบัญญัติ แห่งชาติ (สนช.) และที่ผ่านมายังไม่เจอปัญหาเช่นนี้
ก.ม.ลต.ท้องถิ่นเข้า ครม.เดือนนี้
นายวิษณุยังกล่าวถึงความคืบหน้าการจัดทำกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งท้องถิ่น 6 ฉบับว่า กำชับคณะกรรมการกฤษฎีกาไปแล้ว เมื่อกระทรวงมหาดไทยและ กกต.ส่งความเห็นกลับมา ให้นำเข้าที่ประชุม ครม.โดยเร็ว ภายในเดือน ธ.ค.นี้ ซึ่งรายงานอย่างไม่เป็นทางการ กระทรวงมหาดไทยยังไม่ส่งความเห็นกลับมา สำหรับกรณีที่ กกต.เสนอแก้ไขเกือบทั้งฉบับนั้น เราต้องนำมาพิจารณาว่าอะไรเกี่ยวพันกับการเลือกตั้ง อะไรจำเป็นต้องแก้ อะไรที่รอได้ไว้ทีหลัง ตอนนี้เอาแต่สิ่งจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เกี่ยวกับการเลือกตั้งก่อน
กกต.คาดส่ง ก.ม.ท้องถิ่น ม.ค.61
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. กล่าวถึงความคืบหน้าการแก้กฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งท้องถิ่นว่า กกต.ประชุมร่วมกับตัวแทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เห็นร่วมกันว่าควรแก้ไขในประเด็นต่างๆ ที่มีความจำเป็นในคราวเดียว ให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. โดยเห็นชอบให้ใช้ร่างของ กกต.เป็นหลัก ทางสำนักงาน กกต.จะใช้เวลายกร่างส่วนที่ต้องแก้ไขประมาณ 1 เดือน และจะเสนอเข้าที่ประชุม กกต.ให้ความเห็นชอบในวันที่ 9 ม.ค.2561 ก่อนส่ง ครม.ช่วงกลางเดือน ม.ค. ถ้าผ่านมติ ครม.ช่วงปลาย ม.ค. สนช.น่าจะ ลงมติในวาระ 3 ได้ ภายใน 60 วัน หรือประมาณปลายเดือน มี.ค. ที่เหลือก็แล้วแต่บทเฉพาะกาลในกฎหมายว่าจะให้เวลาเตรียมการอย่างไร และจะกำหนดวันเลือกตั้งท้องถิ่นประเภทใด ก่อนหลัง แต่ไม่เร็วกว่ากลางเดือน พ.ค.2561 อย่างแน่นอน
สนช.ผ่าน ก.ม.ถวายความปลอดภัย
เมื่อเวลา 12.20 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสนช. โดยนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การถวายความปลอดภัย ที่ ครม.เป็นผู้เสนอ โดยนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯชี้แจงว่า หลักการของร่าง พ.ร.บ.การถวายความปลอดภัย เป็นการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการถวายความปลอดภัยฉบับเดิม คือ พ.ร.บ.การถวายความปลอดภัย พ.ศ.2557 สาเหตุที่ต้องขอปรับปรุง เพราะเหตุว่าเมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2560 แล้ว ต้องปรับปรุงในส่วนที่เกี่ยวกับการจัดระเบียบบริหารราชการในพระองค์ และบุคลากรหรือข้าราชการในพระองค์เสียใหม่ โดยกฎหมายฉบับนี้มี 9 มาตรา จากนั้นเป็นการลงมติรับหลักการในวาระแรก โดยที่ประชุมเห็นด้วยด้วยคะแนน 193 งดออกเสียง 3 และตั้งคณะกรรมาธิการเต็มสภาขึ้นมาพิจารณา โดยไม่มีสมาชิกคนใดอภิปรายในวาระ 2 และลงมติเห็นชอบในวาระ 3 ด้วยคะแนน 190 งดออกเสียง 3 โดยร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวสามารถประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป
ศาลปกครองยกระดับธรรมาภิบาล
ที่สำนักงานศาลปกครอง ถ.แจ้งวัฒนะนายอติโชค ผลดี รองเลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง รักษาการตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง นำคณะผู้บริหารสำนักงาน บุคลากรและเจ้าหน้าที่ ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค จำนวนกว่า 1,500 คน ทำพิธีประกาศเจตจำนงสุจริตในการบริหารงานและต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2561 โดยนายอติโชคกล่าวว่า เราตระหนักถึงปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐ จึงเข้าร่วมโครงการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ หรือ ITA ตั้งแต่ปี 2558 เพื่อยกระดับการบริหารจัดการองค์กรให้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล รวมถึงรับแจ้งเบาะแสการทุจริต และผลประโยชน์ทับซ้อนออนไลน์ ให้ประชาชนมีส่วนร่วมตรวจสอบการปฏิบัติงานบุคลากรศาลปกครอง ทางเว็บไซต์ http://www.admidcourt.go.th ซึ่งเริ่มเปิดให้ใช้งานตั้งแต่วันที่ 8 ธ.ค. เป็นต้นไป
ร้องเพิกถอนกฎกระทรวงรีดภาษี
ที่ศาลปกครอง สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจยาสูบ นำโดยนายคณุตม์ ฤทธิสอน ประธานสหภาพฯ นำรายชื่อผู้ได้รับผลกระทบจากกฎกระทรวงการคลังว่าด้วยการกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 จำนวน 14,676 รายชื่อ ยื่นฟ้องกระทรวงการคลัง และ รมว.คลังต่อศาลปกครองสูงสุด เพื่อขอให้พิจารณาทุเลาและเพิกถอนการบังคับใช้กฎกระทรวงดังกล่าว โดยนายคณุตม์กล่าวว่า เมื่อกฎกระทรวงดังกล่าวมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 16 ก.ย. ส่งผลให้โรงงานยาสูบมียอดจำหน่ายบุหรี่ลดลงจากปีงบประมาณ 2560 คิดเป็น 41% เพราะกฎหมายเปิดช่องให้บริษัทบุหรี่ต่างประเทศลดราคาจากเดิม ทำให้รายได้ของโรงงานยาสูบ ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจประสบภาวะขาดทุนอย่างหนัก จึงต้องฟ้องให้เพิกถอนกฎกระทรวงดังกล่าว พร้อมกันนี้ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาทุเลาการบังคับใช้กฎกระทรวงฯฉบับเดียวกันระหว่างที่ศาลพิจารณาคดีด้วย เพราะก่อนหน้านี้เราเคยยื่นเรื่องถึงนายกฯแล้วแต่ไม่มีความคืบหน้า จึงต้องมาขอพึ่งอำนาจศาลในการพิจารณาทุเลาและเพิกถอนกฎกระทรวงฯ
ชาวบ้านจี้ส่งตัวผู้ว่าฯชลบุรีกลับ
ที่หน้าศาลากลาง จ.ชลบุรี นายวิทยา คุณปลื้ม นายก อบจ.ชลบุรี นายวินัย พ้นภัยพาล นายกสมาคมกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน จ.ชลบุรี และประธานชมรมกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน อ.เมืองชลบุรี นายกัมพล ตันสัจจา ประธานบริหารสวนนงนุชพัทยา พร้อมด้วยภาครัฐ เอกชน และประชาชนกว่า 1 พันคน ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เพื่อ ขอความเป็นธรรมให้นายภัครธรณ์ เทียนไชย ผวจ.ชลบุรี หลังถูกย้ายไปปฏิบัติหน้าที่สำนักนายกรัฐมนตรี สืบเนื่องจากกรณีมีประชาชนบางส่วนประท้วงไม่พอใจ การจัดงานถวายดอกไม้จันทน์ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในหลวง ร.9 โดยมีนายภวัต เลิศมุกดา รอง ผวจ.ชลบุรี เป็นตัวแทนรับมอบหนังสือ เนื้อหาในหนังสือระบุว่า ชาว จ.ชลบุรี รับไม่ได้ ที่มีบุคคลจำนวนหนึ่งสร้างข้อมูลเท็จบังคับให้มีการโยกย้าย ทั้งที่นายภัครธรณ์มีความรู้ความสามารถ เอาใจใส่และพัฒนาพื้นที่ รวมถึงจัดงานถวายดอกไม้ จันทน์อย่างสมพระเกียรติ อยากให้ส่งตัวกลับโดยเร็วหากสอบสวนไม่พบความผิด
“โอ๊ค” ขอขยายเวลายื่นหลักฐานเพิ่ม
พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยถึงกรณีนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯและพวกรวม 4 คน ถูกแจ้งข้อกล่าวหาความผิดฐานฟอกเงินและสมคบฟอกเงิน กรณีอนุมัติเงินกู้ของธนาคารกรุงไทยให้กับกลุ่มบริษัทกฤษดามหานครว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับการติดต่อจากนายพานทองแท้ อย่างเป็นทางการว่าจะส่งคำให้การและเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษรในวันใด ซึ่งในชั้นการแจ้งข้อกล่าวหา ได้ให้เวลาผู้ต้องหารวบรวมพยานหลักฐานมาโต้แย้งข้อกล่าวหาใน 60 วัน จะครบกำหนดวันที่ 15 ธ.ค.นี้ เบื้องต้นแม้ผู้ต้องหามีสิทธิ์ที่ขอขยายเวลา พนักงานสอบสวนที่มีอัยการเป็นผู้ร่วมสอบสวน จะเป็นผู้ใช้ดุลพินิจว่าเหตุผลที่ขอเลื่อนเพียงพอที่จะให้อนุญาตหรือไม่ และจะอนุญาตให้ขยายเวลาออกไปอีกกี่วัน
รายงานข่าวแจ้งว่าพนักงานสอบสวนได้รับการประสานอย่างไม่เป็นทางการจากทีมทนายความนายพานทองแท้ ว่าขณะนี้ยังรวบรวมหลักฐานไม่เสร็จขอขยายเวลาออกไปอีก 60 วัน พนักงานสอบสวนชี้แจงว่าปกติจะให้เวลาการรวบรวมเอกสารหลักฐาน 30 วัน แต่กรณีนายพานทองแท้ได้ให้เหตุผลว่าคดีเกิดขึ้นผ่านมาหลายปี จำเป็นต้องใช้เวลารวบรวมและค้นหาพยานหลักฐานย้อนหลัง จึงให้เวลาครั้งแรกถึง 60 วัน ถ้าจะขอขยายเวลาอีกคงพิจารณาถึงเหตุผล และอาจอนุญาตได้เต็มที่ภายใน 2 สัปดาห์ หรือ 15 วัน เท่านั้น เพราะคดีจะครบกำหนดอายุความ 15 ปี ในเดือน มิ.ย.61 ไม่ว่าพนักงานสอบสวนจะสรุปสำนวนการสอบสวนไปในทิศทางใด ก็ต้องมีระยะเวลาเพียงพอให้อัยการฝ่ายคดีพิเศษได้พิจารณาและตรวจสอบหลักฐานในสำนวนด้วย
ย้าย จนท.ราชทัณฑ์พา “สนธิ” ออกคุก
พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวถึงกรณีเจ้าหน้าที่เรือนจำกลางคลองเปรมเบิกตัวนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ถูกจำคุก 20 ปี ออกจากเรือนจำโดยไม่มีเหตุอันควรและมีญาติมาพบด้วยว่า ได้รับรายงานว่า มีการเบิกตัวนายสนธิออกจากเรือนจำกลางคลองเปรม เมื่อวันที่ 22 พ.ย.ที่ผ่านมา ตั้งแต่ 06.00 น. ก่อนนำตัวไปศาลอาญา ถนนรัชดาฯ และนำตัวกลับเรือนจำเวลาประมาณ 10.00 น. ซึ่งมีข่าวว่า มีญาติพี่น้องนายสนธิมารอพบที่เรือนจำด้วย กรมราชทัณฑ์ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเจ้าหน้าที่ 5 คนที่เกี่ยวข้อง เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ที่เบิกตัวนายสนธิ อ้างว่านายสนธิมีหมายไปขึ้นศาลคดีพันธมิตรฯ ในวันที่ 22 ธ.ค. แต่ดูหมายผิดคิดว่าเป็นวันที่ 22 พ.ย. เป็นการตั้งใจหรือประมาทเลินเล่อ ต้องรอคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรอบภายใน 30 วัน จึงทราบผล เบื้องต้นสั่งย้ายเจ้าหน้าที่ทั้ง 5 คน ไปอยู่เรือนจำอื่นๆในกรุงเทพฯ เป็นการชั่วคราว ระหว่างรอผลการพิจารณา หากผลการพิจารณาออกมาเป็นประมาทเลินเล่อ หรือเจตนาในการกระทำผิด จะพิจารณาโทษและวินัยต่อไป