วันพุธที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ปรัชญาในการทำงานคือความรัก! เปิดใจเจ้าของบ๊วยยอดฮิต ทำไมต้อง 'คืนชีพ'

เพราะมีความรักนำทางชีวิตให้มีความสุข การดำเนินธุรกิจก็เช่นกัน และนั่นก็คือแรงบันดาลใจที่ทำให้ นนทกช ปัญญาปัทม์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เวย์ตาน่า จำกัด สร้างผลิตภัณฑ์ “บ๊วยคืนชีพ” บ๊วยรสอร่อยติดลิ้น ที่มาพร้อมสโลแกนชวนติดใจ “บ๊วยคืนชีพ ตื่นมารักกัน” ผลิตภัณฑ์ชูโรงที่ลูกค้าชื่นชอบในรสชาติ และนิยมมอบเป็นของขวัญแก่กันและกัน

วันนี้ ไทยรัฐออนไลน์ มีโอกาสได้เจอะเจอกับ นนทกช ปัญญาปัทม์ ที่เดินทางมาเยี่ยมพวกเราถึงที่ พร้อมกับ “บ๊วยคืนชีพ” ที่พอได้ทานแล้วอดไม่ได้ที่ต้องชวนนักธุรกิจหนุ่มไฟแรงผู้นี้ พูดคุยเกี่ยวกับความเป็นมาว่าอะไรจับหัวใจของเขาให้สร้างสรรค์ขนมสุดพรีเมียมอย่างทุกวันนี้

ก่อนหน้านี้ทำอะไรมาก่อน?

เมื่อก่อนที่บ้านทำธุรกิจให้เช่าอุปกรณ์ถ่ายทำภาพยนตร์ พวกกล้อง ไฟต่างๆ ให้ต่างประเทศมาเช่าแล้วไปถ่ายทำในเมืองไทย ผมก็เลยไปเรียนนิเทศ จุฬาฯ เอกโฆษณา พอจบมาแล้วเราเรียนด้านแบรนดิ้ง เราก็อยากจะทำงานเกี่ยวกับด้านนี้ ผมมองว่าเมืองไทยเป็นเมืองครัวโลก เลยอยากจะทำแบรนด์เกี่ยวกับสินค้าไทย ประกอบกับตอนนั้นก็ได้เรียนศิลปะกับครูโต ม.ล.จิราธร จิรประวัติ ทำให้ได้ศึกษาเกี่ยวกับวัฒนธรรม อาหารการกิน จึงเกิดไอเดียว่าเราน่าจะเอาเรื่องผลไม้ไทย อาหารการกินและแบรนดิ้งมาผสมกัน ในช่วงนั้นสินค้าไทยที่เป็นขนมต่างประเทศคนจะอินมาก แต่ของไทยที่เป็นแบบพรีเมียมยังไม่มีเลย คิดว่าเป็นโอกาส จับสินค้าไทยแบบพรีเมียมทำหมดเลย ตั้งแต่ผลไม้ ขนมไทย

เติบโตแบบก้าวกระโดด

เริ่มแรกเราเปิดเป็นร้านเล็กๆ ก่อน ลูกค้าตอบรับดีมาก มีการพูดคุย พัฒนาสินค้ามาเรื่อยๆ เคยมีช่วงปิดไป 1 เดือน เพราะว่าไปถ่ายภาพยนตร์กับครอบครัว ด้วยความที่เรามีเบอร์ติดต่อติดไว้ทุกอัน ลูกค้าก็โทรมาว่าทำไมร้านปิด เราก็เลยคิดว่าถ้างั้นก็ต้องทำจริงจังก็แล้วกัน จนไปเช่าที่ ที่ อ.ต.ก. เราก็ไปเสนอวิลล่ามาร์เก็ต แล้วท็อปมาร์เก็ตก็มาเจอเราที่อ.ต.ก. บอกว่าอยากให้ไปทดลองขายก่อนสัก 2 สัปดาห์ ขายวันแรกยอดขายดีมาก เพราะว่าเราขายของพรีเมียม ดังนั้นลูกค้าพรีเมียมก็จะชอบของเราอยู่แล้ว ตั้งแต่ตอนนั้นก็เริ่มกระจายไปเรื่อยๆ เพราะสินค้าของเรามีชื่อตัวใหญ่เป็นคล้ายๆการพาดหัวข่าว มีคำสนุกๆ จดจำง่าย แต่พอเราทำแบบนี้ลูกค้าจะจำแต่ชื่อสินค้า ไม่ได้จำแบรนด์ แต่พอลูกค้าถามเยอะ ปีนี้ปีที่ 10 ก็เลยถือโอกาสตั้งชื่อแบรนด์ว่า “แม็คแม็ค” ซึ่งครูโตก็เป็นผู้ออกแบบโลโก้ใหม่ให้

ทำไมต้องชื่อ “บ๊วยคืนชีพ”

มันมาจากคอนเซปต์แรกเลยที่คิด เราเคยเห็นบ๊วยมันเป็นผลไม้อย่างเดียวที่หน้าหนาวมันจะออกดอกสวยมาก ต้นอื่นมันตายหมดแล้ว ก็เลยจินตนาการว่าบรรยากาศหน้าหนาวที่มีแต่ดอกบ๊วยมันสวยดีนะ ตั้งชื่อว่าบ๊วยคืนชีพ ดูเป็นการจุดประกายของความหวัง พอลูกค้าทานก็บอกว่ามันคืนชีพจริงๆ แต่คืนชีพแบบกินแล้วมันตื่น มันอร่อย บวกกับคำโปรยบนผลิตภัณฑ์ที่อ่านแล้วจะรู้สึกสดชื่น มีความสุข แล้วก็สนุกไปพร้อมๆ กับการรับประทาน

จุดเด่นของบ๊วยคืนชีพคืออะไร

มันคือความสนุก ความตื่น ความอร่อย นี่คือจุดเด่นหลัก เราขายขนมเรื่องความอร่อยมันต้องมีอยู่แล้ว คนจะบอกบรรจุภัณฑ์สวยหรืออะไรก็ตาม ความอร่อยต้องมาก่อน แล้วก็แบรนดิ้ง คนเห็นแล้วต้องจำได้

เคยมีปัญหาในการทำงานบ้างไหม

ผมจบด้านแบรนดิ้ง ดังนั้นเรื่องการผลิตจะไม่ค่อยเก่ง ก็จะโฟกัสด้านแบรนดิ้งเป็นหลัก แต่เราโชคดีที่เมืองไทยเป็นเมืองอาหาร เราจึงต้องหาพาร์ตเนอร์หรือหาโรงงานที่ชำนาญด้านนี้ ประกอบกับได้รัฐบาลสนับสนุนด้วย เพราะได้ช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร รัฐบาลก็ช่วยเรื่องทำจีเอ็มพีทำอย่างไร ผมคิดว่าเราคิดถูกที่เลือกธุรกิจอาหารเพราะว่าเขาสนับสนุนจริงๆ

ปรัชญาในการทำงาน คือ “ความรัก”

เราคิดว่าการทำงานต้องมีความรัก หมายถึงคนที่ทำงานในแบรนด์ต้องมีความสุขกับงาน แล้วขนมมันจะพูดกับลูกค้าเอง ความรักที่ส่งออกมา เป็นความสุข ดังนั้นปรัชญาในการทำสินค้าคือ ขนมกับตัวผมเหมือนกันเลย คือทำขนมด้วยความรัก แล้วเราก็มอบความรักส่งต่อให้ลูกค้า แต่เป็นความรักแบบสดชื่น

คิดว่าอีก 5-10 ปี แบรนด์จะเป็นยังไง

เราก็ยังคงคอนเซปต์ด้านความรักนี้เหมือนเดิม แต่ว่าเนื่องจากความรักเป็นสิ่งสากล ถ้าผลิตภัณฑ์ตัวนี้ประสบความสำเร็จ เราก็อยากจะกระจายความรักไปให้คนเมืองใหญ่ เริ่มจากเอเชียก่อน เพราะทุกเมืองใหญ่มีปัญหาเดียวกันคือความเครียดและความกดดัน ฉะนั้นกระแสความรักที่เป็นบวก จะช่วยให้เขามีรอยยิ้มตั้งแต่อ่านชื่อสินค้า แล้วยิ่งเมืองไทยเป็นเมืองขนม เป็นเมืองอาหาร รวมกับแบรนด์ของเรา น่าจะประสบความสำเร็จที่ไหนก็ได้แน่นอน