รองเลขาธิการ ป.ป.ส. ยัน 2 ชายฉกรรจ์ชักปืนจ่อเจ้าของอู่รถ ใส่กุญแจมือ อ้างมีหมายจับคดียา ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. เร่งติดตามตัวดำเนินคดี ...

จากกรณีที่มีการโพสต์ภาพพร้อมคลิปวิดีโอ ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ กรณีที่มีชายฉกรรจ์ 2 คน แอบอ้างเป็น ป.ป.ส. ถือปืน และเดินเข้ามาที่อู่ทำสีรถของผู้เสียหาย โดยแจ้งว่าผู้เสียหายมีหมายจับคดีครอบครองยาเสพติด เสพยาและฟอกเงิน พร้อมใส่กุญแจมือ ก่อนจะปิดประตูร้าน โดยอ้างว่ามีหลักฐานและหมายค้น แต่ไม่แสดงต่อผู้เสียหายนั้น

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 7 ธ.ค. ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ถนนดินแดง นายชลัยสิน โพธิเจริญ รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (รองเลขาธิการ ป.ป.ส.) ได้เปิดเผยถึงกรณีชายฉกรรจ์อ้างเป็น ป.ป.ส. เอาปืนจ่อ-ใส่กุญแจมือว่า ข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว สำนักงาน ป.ป.ส.ตรวจสอบแล้ว ยืนยันว่าไม่ใช่เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ในสังกัดของ สำนักงาน ป.ป.ส. แต่อย่างใด

ทั้งนี้ สำหรับการใช้อำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงาน ป.ป.ส ในการเข้าไปในเคหสถาน หรือสถานที่ใดๆ เพื่อตรวจค้นบุคคล ของเจ้าพนักงาน ป.ป.ส.นั้น จะต้องอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. 2519 โดยมีขั้นตอน ดังนี้

1. ก่อนเข้าตรวจค้นต้องแสดงหมายค้น และอ่านหมายแจ้งผู้ครอบครองเคหสถาน

...

2. ในกรณีที่ไม่มีหมายค้น จะดำเนินการได้ต่อเมื่อจะต้องมีเหตุจำเป็นในการเข้าค้นว่า มีผู้ต้องหาหลบซ่อนอยู่ มียาเสพติดซุกซ่อนอยู่ ซึ่งไม่สามารถขอหมายค้นจากศาลได้ทัน เพราะผู้กระทำผิดจะหลบหนี หรือมีการโยกย้ายยาเสพติดหรือทรัพย์สินนั้น โดยเจ้าพนักงานต้องแสดงบัตรประจำตัวเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ต่อเจ้าของ หรือผู้ครอบครองเคหสถานนั้นด้วย

3. การตรวจค้นต้องแสดงความบริสุทธิ์ใจ โดยการให้ผู้ครอบครองเคหสถานร่วมในการตรวจค้น

4. เมื่อทำการตรวจค้นเรียบร้อยแล้ว ต้องบันทึกผลการตรวจค้น และเหตุในการตรวจค้นเป็นหนังสือไว้ให้แก่ผู้ครอบครองเคหสถานด้วย รวมถึงรายงานให้เลขาธิการ ป.ป.ส.ทราบ ภายในเวลา 15 วัน

นายชลัยสิน กล่าวต่อว่า ในกรณีที่มีการแอบอ้าง และกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 145 มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท และตามมาตรา 309 ผู้ใดข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อร่างกาย เสรีภาพ หรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจหรือของผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

หากกระทำโดยมีอาวุธ หรือโดยร่วมกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และตามมาตรา 310 ผู้ใดหน่วงเหนี่ยว กักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นายชลัยสิน ได้ชี้แจงอีกด้วยว่า ในกรณีนี้ สำนักงาน ป.ป.ส. ยืนยันว่า ไม่ใช่เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ในสังกัดของ สำนักงาน ป.ป.ส. อย่างแน่นอน โดยขณะนี้ สำนักงาน ป.ป.ส. ได้ประสานไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ เพื่อร่วมติดตามตรวจสอบผู้แอบอ้างรายดังกล่าวแล้ว และจะดำเนินการติดตามตัวมาดำเนินคดีอย่างเข้มงวดต่อไป และขอเตือนประชาชนให้ระมัดระวัง หากพบการแอบอ้างขอให้ตรวจสอบวิธีการใช้อำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ หรือสามารถแจ้งได้ที่สายด่วน ป.ป.ส. 1386 ตลอด 24 ชั่วโมง