วันพฤหัสบดีที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

‘ศรีวราห์’ บุกด่านมะขามเตี้ย เช็กบิลนายทุนรุกที่ราชพัสดุ 1.2 พันไร่

‘ศรีวราห์-พยัคฆ์ไพร’ ลงพื้นที่ด่านมะขามเตี้ย ตรวจสอบกลุ่มนายทุน รุกที่ดินราชพัสดุ 1,239 ไร่ ทำสวนปาล์ม-ยางพาราโดยไม่ได้รับอนุญาต มูลค่าเสียหายมากกว่า 100 ล้านบาท

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 6 ธ.ค.60 ที่สถานีตำรวจภูธรด่านมะขามเตี้ย จังหวัดกาญจนบุรี พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติด้านความมั่นคงและกิจการพิเศษ พล.ต.ท.มนู เมฆหมอก ผู้ช่วยผบ.ตร.พร้อมชุดสืบสวนสอบสวน ลงพื้นที่ตรวจสอบการบุกรุกป่าและที่ดินของกองทัพบก ตามที่มีการร้องเรียน 1,000 ไร่ ในพื้นที่หมู่ที่ 5 ตำบลจรเข้เผือก อ.ด่านมะขามเตี้ย โดยมีตัวแทนจากกองทัพฝ่ายปกครองในพื้นที่ และนายชีวะภาพ ชีวะธรรม ชุดพยัคฆ์ไพร กรมป่าไม้ เจ้าหน้าที่การไฟฟ้าเจ้าหน้าที่ที่ดินในพื้นที่ร่วมประชุมหารือ เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย ก่อนลงพื้นที่บริเวณเขาสิงห์สองแคว เพื่อตรวจสอบการบุกรุกที่ดิน 2 แปลง แปลงแรกอยู่บนเขาทางชันเนื้อที่ 700 ไร่ติดกับเขตจ.ราชบุรี อีกแปลงอยู่ริมถนนในรั้วบ้านเลขที่ 45 ม.5 ต.จรเข้เผือก เนื้อที่ 362 ไร่

พล.ต.อ.ศรีวราห์ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ.2560 มีราษฎรในพื้นที่ อ.ด่านมะขามเตี้ย เข้าร้องเรียนต่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่ามีกลุ่มนายทุนบุกรุกป่าต้นน้ำ จากการตรวจสอบของชุดพยัคฆ์ไพร กรมป่าไม้ พบว่า มีการบุกรุกที่ดินราชพัสดุ จำนวน 2 แปลงโดยแปลงแรก จำนวน 700 ไร่ มีชื่อนายประสาน บุศปพงษ์ อายุ 61 ปี ชาวจังหวัดชุมพร เป็นผู้ถือครองกรรมสิทธิ์ จ่ายภาษีบำรุงท้องที่ ในปี 2557 ซึ่งยังไม่ชัดเจนว่าซื้อต่อมาจากบุคคลใด ขณะที่ แปลงที่ 2 จำนวน 362 ไร่ มีชื่อนายศิริชัย บุศปพงศ์ อายุ 57 ปี อดีตข้าราชการครู นายประสงค์ และศุภชัย บุศปพงษ์ เป็นผู้ถือครองกรรมสิทธิ์ในการจ่ายภาษีบำรุงท้องที่ในปีเดียวกันพร้อมๆ กัน รับรายงานจากทหารว่า และจากการสืบสวนที่ดินแปลงที่สอง ทั้งสามคนซื้อที่ดินต่อจากนายฉ่อย ว่องพาณิชย์ หรือโกฉ่อย ชาวบ้านในพื้นที่ เมื่อปี 2551 ในราคา 7 ล้าน 5 แสนบาท โดยตรวจสอบย้อนหลังในปี 2553 ปรากฏชื่อนายทุนกลุ่มนี้จ่ายภาษีบำรุงท้องที่ในที่ดิน 2 แปลงนี้ จึงสั่งพนักงานสอบสวนตรวจสอบการจ่ายภาษีบำรุงท้องที่ย้อนหลังเพื่อตรวจสอบว่าใครเข้าข่ายทำผิดบ้าง

พล.ต.อ.ศรีวราห์ ระบุว่า ทั้งสี่คนมีการกระทำความผิดจริงเข้ามาบุกรุกพื้นที่ราชพัสดุ ซึ่งเป็นที่อนุญาตให้กองทัพภาคที่ 1 ใช้ประโยชน์ในการซ้อมรบ แต่ไม่ได้ใช้งาน จึงเป็นที่ป่าไม้ตามพ.ร.บ.ป่าไม้ 2484 เมื่อตรวจสอบพบมีการปลูกปาล์มน้ำมัน ยางพารา กล้วย ในที่ราชพัสดุ มีการตั้งแคมป์คนงานในที่ดินทั้ง 2 แปลง โดยยังพบหลังจากปี 2557 ที่มีการเสียภาษีบำรุงท้องที่ครั้งล่าสุด ซึ่งก็มีการรุกที่เพิ่มเติมอีกแปลงแรก จาก 700 ไร่ รุกเพิ่มเป็น 862 ไร่ อีกแปลงจากที่รุกเดิม 362 ไร่ พบการขยายพื้นที่อีกเป็น 377 ไร่ พฤติการณ์เข้าข่ายผู้มีอิทธิพลครอบครอง ขัดคำสั่งคสช.ที่ 13/2559 จึงใช้อำนาจทหารตรวจค้น และยึดแคมป์คนงาน 4 แคมป์ที่พบแรงงานต่างด้าวชาวลาวมากกว่า 10 คน แต่หลบหนีไปก่อนเจ้าหน้าที่ค้น จากการตรวจสอบพบว่า ทั้งสี่คนมีนามสกุลเดียวกันเป็นครอบครัวเดียวกัน มีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดชุมพร และจากการตรวจสอบพบว่า บางคนมีประวัติเป็นนายทุนค้าปาล์มน้ำมัน ในพื้นที่จังหวัดชุมพร โดยเฉพาะนายประสานทำธุรกิจสวนปาล์มในจังหวัดชุมพรด้วย โดยหลังจากนี้ จะขยายผลว่าเป็นนายทุนกลุ่มใดและมีผู้อิทธิพลหรือนักการเมืองท้องถิ่นเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่

ขณะที่นายชีวภาพ ชีวะธรรม หัวหน้าชุดพยัคฆ์ไพร กรมป่าไม้ ระบุว่า จากการตรวจสอบภาพถ่ายดาวเทียมก่อนปี 2556 เป็นพื้นที่ป่าและเกษตรกรรมบางส่วน กระทั่งกลุ่มนายทุนนี้เข้ามาถือครอง ก็มีการแผ้วถางที่ดินและปลูกสวนปาล์มและสวนยางพารา ซึ่งพบว่าสอดคล้องกับอายุของผลผลิตที่มีอายุ 4-5 ปี และยังไม่ได้มีการเก็บผลผลิต โดยพบนายทุนกลุ่มนี้เพิ่มเข้ามาตั้งแต่ปี 53 ตามหลักฐานจ่ายภาษีบำรุงท้องที่ นอกจากนี้ พื้นที่นี้เป็นพื้นที่ราชพัสดุ และเป็นพื้นที่ต้นน้ำสำคัญ โดยยกให้ทางกองทัพเข้ามาใช้เป็นพื้นที่ซ้อมรบ แต่ไม่ได้เข้ามาใช้ประโยชน์ จึงถือเป็นพื้นที่ป่าตามพ.ร.บ.ป่าไม้ 2484

รองผบ.ตร.กล่าวว่า ทั้งนี้ ขั้นตอนหลังจากนี้ ทางกรมป่าไม้จะเป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ ต่อพนักงานสอบสวนภ.จว.กาญจนบุรี และเตรียมออกหมายเรียกทั้งสี่คนมาแจ้งข้อกล่าวหาในความผิดฐาน ก่อสร้างแผ้วถางหรือเผาป่าหรือกระทำการใดๆ เป็นการทำลายป่าหรือเข้ายึดถือครอบครองป่า เพื่อตนเองหรือผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต จากพนักงานเจ้าหน้าที่ เข้าไปยึดถือครอบครอง รวมตลอดถึงก่อสร้างหรือเผาป่า ทำด้วยประการใดให้เป็นอันตราย หรือทำให้เสื่อมสภาพที่ดิน ที่หิน ที่กรวด หรือที่ทราย หรือทำด้วยประการใดอันเป็นอันตรายแก่ทรัพยากรที่ดิน ตามพระราชบัญญัติป่าไม้พ.ศ. 2484 และตามประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 หรืออาจพิจารณาออกหมายจับได้เลย ทั้งนี้ทราบว่าขณะนี้ทั้ง 4 คนไม่ได้อยู่ในพื้นที่ อ.ด่านมะขามเตี้ย แต่มาดูกิจการอยู่บ้าง ทั้งนี้หลังตรวจสอบร้องทุกข์จะยึดที่ดิน ที่พักคนงาน ยางพาราและปาล์มในพื้นที่ทุกต้น โดยการรุกป่านี้มูลค่าเสียหายมากกว่า 100 ล้านบาท.