วันเสาร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

2 อธิการบดี 1 ทนาย ซิวกกต. 'ประชา-ฐากร' ด้วย

เตรียมส่งสนช.ตีตรา พร้อมกับตัวแทนศาล

ได้แล้วว่าที่ 5 กกต. “ฐากร-ประชา” มาตามคาด สายวิชาการผงาด “เรืองวิทย์-อิสสรีย์” อดีตอธิการบดีเข้าวิน เตรียมส่ง สนช.ประทับตรา ส่วนอีก 2 คน ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเลือก “ฉัตรชัย” ไว้แล้ว อีกหนึ่งคาด 6 ธ.ค.สรุปชื่อ “สมชัย” ตามจวก “มีชัย” กำหนดสเปกเทพทำระบบรวน “บิ๊กป้อม” ปัดโชว์ของ แหวนเพชรน้ำงามแยงตา “เรืองไกร” จอมร้องจ่อยื่น ป.ป.ช.ตรวจสอบทรัพย์สินทั้งสร้อย แหวน นาฬิกา “บิ๊กป๊อก” ย้ำยังไม่ถึงเวลาปลดล็อก “วิษณุ” ยัน คสช.มีทางออกให้พรรคการเมืองแน่ ด้าน พท.ซัด คสช.เอาเปรียบ หาเหตุเตะถ่วงไปเรื่อย เล็งฟ้องศาลรักษาสิทธิ ปชป.ร่วมจี้ปลดล็อก หวั่นประชาชนทำความเข้าใจไม่ทัน กปปส.เย้ยฟังไม่ขึ้นอ้างเหตุไม่สงบ

หลังจากคณะกรรมการสรรหากรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พิจารณาคุณสมบัติผู้สมัครเข้ารับการสรรหาเป็น กกต. จากทั้งหมด 41 คน เหลือผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามเพียง 15 คน ส่งผลให้บุคคลมีชื่อเสียงต้องหายไปส่วนหนึ่ง ล่าสุดเข้าสู่ขั้นตอนการให้สัมภาษณ์และแสดงวิสัยทัศน์จนได้ชื่อว่าที่ กกต. 5 คนแล้ว

“พรเพชร” แจงเหตุผู้สมัคร กกต.ปิ๋ว

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 5 ธ.ค. ที่รัฐสภา นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่ง ชาติ (สนช.) ในฐานะกรรมการสรรหาคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์ถึงขั้นตอนการสัมภาษณ์แสดงวิสัยทัศน์อำนาจหน้าที่ของ กกต. ซึ่งมีผู้ผ่านการคัดเลือกจำนวน 15 คนว่า กรณีที่มีบุคคลที่มีชื่อเสียงบางรายไม่ผ่านคุณสมบัติรอบแรกนั้น ทุกอย่างเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดไว้ หลายคนไม่ผ่านในประเด็นการดำรงตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการน้อยกว่า 5 ปี

ส่วนอีกประเด็นคือการได้รับแจ้งจากนายทะเบียนว่ามีผู้สมัครบางรายถือหุ้นในสื่อสาร ซึ่งเป็นคุณสมบัติต้องห้าม แต่ก็เป็นที่น่าเห็นใจ เพราะผู้ที่ไม่ผ่านคุณสมบัติส่วนนี้คงไม่ได้ทำงานสื่อจริงจัง จึงได้แต่เตือนให้ระมัดระวัง ยืนยันว่าทุกอย่างเป็นไปตามตัวบทกฎหมาย ไม่สามารถตีความเป็นอย่างอื่นได้

เผยมีคนร้องเรียนคุณสมบัติแล้ว

นายพรเพชรกล่าวว่า ขณะนี้มีผู้ร้องเรียนกรณีถูกตัดรายชื่อเนื่องด้วยคุณสมบัติไม่ผ่านเข้ามาแล้ว หากผู้ร้องมีรายละเอียดการร้องที่ถูกต้อง คณะกรรมการสรรหาก็จะแก้ไขให้ถูกต้อง ทั้งนี้ หากไม่สามารถสรรหา กกต.ได้ครบ 5 คน ก็จะต้องดำเนินการสรรหาใหม่ ส่วนจะทันตามกรอบเวลาในวันที่ 12 ธ.ค.นี้หรือไม่นั้น หากได้เท่าไหนก็ต้องเป็นไปตามนั้น

ว่าที่ 5 กกต.ใหม่สายวิชาการผงาด

ต่อมาเวลา 15.00 น. นายพรเพชรให้สัมภาษณ์ภายหลังคณะกรรมการสรรหา กกต. เชิญผู้สมัครที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ 15 คนเพื่อมาสัมภาษณ์และแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับอำนาจและหน้าที่ของ กกต. ว่า คณะกรรมการฯได้ลงมติเลือกผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็น กกต. ตามมาตรา 8 (1) แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. พ.ศ.2560 ได้ 5 คนครบแล้วดังนี้ 1.นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ 2.นายเรืองวิทย์ เกษสุวรรณ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ 3.นางชมพรรณ์ พงษ์เจริญ สุธีชาติ ที่ปรึกษากฎหมาย บริษัท วรวิสิฏฐ์ จำกัด และหัวหน้าสำนักงานกฎหมายสุธีรชาติ 4.นายอิสสรีย์ หรรษาจรูญโรจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ และ 5.นายประชา เตรัตน์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ซึ่งในวันที่ 7 ธ.ค. คณะกรรมการฯจะประชุมกันอีกครั้งหนึ่งเพื่อรับรองมติการประชุมครั้งนี้ เพื่อเสนอให้สนช.พิจารณาต่อไป ส่วนจะบรรจุเข้าวาระการพิจารณาของ สนช.วันไหนนั้นยังไม่ทราบ

6 ธ.ค.เตรียมถกเลือกอีก 1 ตัวแทนศาล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. พ.ศ.2560 กำหนดว่า มาตรา 8 ให้กกต.ประกอบด้วยกรรมการ 7 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรง แต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภา ที่ได้มาจากคณะกรรมการสรรหาตามมาตรา 8 (1) จากบุคคลผู้สมัครที่ผ่านการคัดเลือกโดยคณะกรรมการฯ 5 คน ซึ่งจะต้องได้รับคะแนนเสียง 2 ใน 3 ของกรรมการที่มีอยู่ และอีก 2 คนมาจากการคัดเลือกของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาซึ่งต้องได้รับเสียงเกินกึ่งหนึ่งของคะแนนเสียงเท่าที่มีอยู่ เมื่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาคัดเลือกได้บุคคลใดแล้วให้เสนอชื่อไปยังวุฒิสภา เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การลงมติเลือก กกต.ตามสัดส่วนที่ให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเลือกขึ้นมา 2 คนตามหลักเกณฑ์ระเบียบศาลฎีกาว่าด้วยการคัดเลือกผู้สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการเลือกตั้ง พ.ศ.2560 ยังขาดอีก 1 คน ซึ่งในวันที่ 6 ธ.ค. ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจะมีการประชุมเพื่อลงมติเลือกอีก 1 คนที่เหลือ หลังจากที่ก่อนหน้านี้วันที่ 18 พ.ย. ที่ประชุมมีมติเลือกนายฉัตรไชย จันทร์พรายศรี ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ที่เป็นผู้สมัครเพียงคนเดียวที่ได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของที่ประชุม เห็นสมควรได้รับแต่งตั้งเป็น กกต.ไปก่อนแล้ว

“สมชัย” สวดยับ “มีชัย” ทำสเปกเพี้ยน

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. โพสต์เฟซบุ๊กว่า กรรมของกรรมการ ดูรายชื่อผู้ที่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติเป็น กกต.แล้ว ต้องยอมรับว่ากติกาที่เขียนคุณสมบัติในรัฐธรรมนูญมาถึงวันนี้ดูแปลกๆ ห้ามรองปลัดกระทรวง แต่ไม่ห้ามอธิบดี เพราะกำหนดว่าต้องเป็นหัวหน้าส่วนราชการ ทั้งๆที่รองปลัดมีระดับตำแหน่งเทียบเท่าอธิบดี และยังมีสายการบังคับบัญชาที่สูงกว่าอธิบดี ห้ามอาจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัย แต่ไม่ห้ามครูในโรงเรียนสังกัดกระทรวงศึกษาฯ โดยเหตุที่อาจารย์ไม่มีใบประกอบวิชาชีพ ห้ามเจ้ากรมของทหาร ทั้งๆที่ดูแลกรมเทียบเท่าอธิบดี โดยให้เหตุผลว่า หากเป็นทหารต้องเป็น ผบ.เหล่าทัพ หากตำรวจต้องเป็น ผบ.ตร.เท่านั้น เป็นหัวหน้าส่วนราชการ เป็นทนาย 20 ปี เป็นครู 20 ปี มาสมัครได้ และยังเปิดโอกาสให้กลุ่มวิชาชีพอื่น เช่น แพทย์ ทันตแพทย์ เทคนิคการแพทย์ สัตวแพทย์ เภสัช พยาบาล วิศวะ สถาปัตย์ มาสมัครได้ทั้งสิ้น แต่คนที่มีความรู้ทางการเมือง การปกครอง และกฎหมาย เช่น อาจารย์ในคณะรัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ ห้ามสมัคร ยกเว้นจะเป็นศาสตราจารย์ 5 ปี ทั้งหมดนี้เป็นผลพวงจากการเขียนสเปกเทพในรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ไม่สามารถโทษกรรมการสรรหาได้ เพราะท่านทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาแล้ว จากนี้คงรอดูว่าบุคคลที่ผ่านการสรรหาจะเป็นอย่างไร ส่วนตนรอส่งมอบงาน

นายกฯปรับโหมดจ้อสื่อน้อยลง

ด้านความเคลื่อนไหวของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนน้อยลงอย่างเห็นได้ชัดนั้น วันเดียวกัน ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์เสร็จสิ้นการเป็นประธานในพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล พระบาทสมเด็จพระ ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เนื่องในวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ วันที่ 5 ธันวาคม 2560 ณ บริเวณพระลานพระราชวังดุสิต แล้ว พล.อ.ประยุทธ์ยังคง มีท่าทีนิ่ง ไม่พูดอะไรมาก เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงเหตุผลที่หลังการประชุม ครม. วันที่ 4 ธ.ค. ให้สัมภาษณ์น้อย ผิดปกติ นายกฯกล่าวเพียงสั้นๆว่า “ไม่มีอะไร แค่เมื่อย” เช่นเดียวกับบรรดารัฐมนตรีที่ต่างสงวนคำพูด ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่าหลังกลับจากการประชุม ครม.สัญจร จ.สงขลา พล.อ.ประยุทธ์พูดจาให้สัมภาษณ์ กับสื่อมวลชนน้อยลง

“บิ๊กป้อม” ปัดใส่แหวนเพชรโชว์

ขณะที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์แหวนเพชรที่สวมใส่เมื่อวันที่ 4 ธ.ค.ในการประชุมนัดแรกของ ครม.ประยุทธ์ 5 ว่า ไม่รู้ไปวิพากษ์วิจารณ์อะไรกันหนักหนา เป็นวงเดียว ที่เคยใส่ ตนมีแหวน 3-4 วง แต่เมื่อวันที่ 4 ธ.ค.เลือกใส่วงนี้ เพชรแค่กะรัตเดียวเอง ไม่ใหญ่โตอะไร ไม่ใช่ใส่เพราะเป็นการประชุมนัดแรกของ ครม.ชุดใหม่ และไม่ใช่ต้องการใส่มาโชว์ เพียงแต่บังเอิญแสงสะท้อนพอดี

เรืองไกรจ่อร้อง ป.ป.ช.สอบทรัพย์สิน

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย และสมาชิกพรรคเพื่อไทยกล่าวถึงกรณีมีการตั้งข้อสังเกตว่า นาฬิกาและแหวนเพชร ที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ใส่ถ่ายรูปร่วมกับ ครม.ประยุทธ์ 5 เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. ได้แจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือไม่ว่า ได้เฝ้าดูข้อมูลทรัพย์สินของ พล.อ.ประวิตรอยู่ตลอด ไม่เพียงนาฬิกา แหวนเพชร เท่านั้น ยังมีสร้อยคอ พระเครื่อง ที่เป็นทรัพย์สินมูลค่าเกิน 2 แสนบาท ที่ควรจะแจ้งไว้ในบัญชีทรัพย์สิน นักการเมือง แต่เมื่อมาเป็นข่าวผ่านทางสื่อและมีการตั้งข้อสังเกตต่างๆ จึงต้องมาเปิดดูบัญชีทรัพย์สินนักการเมืองที่ตนมีข้อมูลในมืออีกครั้ง เรื่องนี้ขอให้ พล.ต.อ.วัชรพล ประสานราชกิจ ประธาน ป.ป.ช.พิจารณาไปก่อน โดยไม่จำเป็นต้องรอผู้มาร้อง หากต้องการให้มีคนไปร้องก็ขอให้บอกมา หากใน 2 สัปดาห์ยังไม่มีความชัดเจน หลังจากตนเดินทางกลับจากต่างประเทศจะเดินทางไปยื่นหนังสือขอให้มีการตรวจสอบ พล.อ.ประวิตรอีกครั้ง

“สุวพันธุ์” หนุน “พงศ์พร” ปฏิรูปดงขมิ้น

นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังได้รับมอบการแบ่งงานว่า บางงานเคยรับผิดชอบและบางงานเป็นงานใหม่ งานสำคัญคือดูแลสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ตนพร้อมสนับสนุน พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.พศ.ดำเนินงานตามแนวทางของท่านอย่างเต็มที่ เพราะทำได้ดีแล้วในการทำให้ พศ.โปร่งใส ไม่มีทุจริต ส่วนการดำเนินคดีทุจริตเงินทอนวัด มีหลายหน่วยงานร่วมกันทำงาน และ ผอ.พศ.รายงานความคืบหน้าโดยตลอด นอกจากนี้จะสนับสนุนปรับปรุงหลักเกณฑ์การให้เงินช่วยเหลือการบูรณปฏิสังขรณ์วัดวาอาราม เงินสนับสนุนด้านการศึกษา ที่คณะสงฆ์คงต้องร่วมมือกับ พศ. ทำทุกอย่างให้ถูกต้อง ส่วนการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนามีกรอบอยู่แล้ว ครอบคลุมกิจกรรมทุกด้านของ
คณะสงฆ์ และได้ทำมาอย่างต่อเนื่อง เห็นได้ว่ามติของมหาเถรสมาคม (มส.) และคำสั่งของเจ้าคณะใหญ่หนต่างๆ ในระยะที่ผ่านมาสอดคล้องกับแนวทางปฏิรูป เป็นข้อดีในการสร้างศรัทธาต่อการปฏิบัติของคณะสงฆ์

“หมออุดม” ยึดวันมงคล ร.9 เข้า ศธ.

เมื่อเวลา 09.09 น. ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นพ.อุดม คชินทร รมช.ศึกษาธิการ ได้เข้ารับตำแหน่งที่ ศธ.อย่างเป็นทางการ มี นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ พร้อมด้วยผู้บริหารองค์กรหลัก ศธ. ข้าราชการ บุคลากรต้อนรับ โดย นพ.อุดมได้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำ ศธ. ก่อนขึ้นห้องทำงานบนชั้น 2 ของอาคารราชวัลลภ โดยให้สัมภาษณ์ว่า ไม่ได้ดูฤกษ์อะไรพิเศษ แต่ถือเอาวันดี วันที่ 5 ธ.ค. ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของในหลวงรัชกาลที่ 9 และเป็นวันพ่อแห่งชาติ วันมงคลเป็นฤกษ์ดีเข้าทำงาน เพราะตนมีความผูกพันกับในหลวงรัชกาลที่ 9 เมื่อครั้งที่พระองค์ประทับที่โรงพยาบาลศิริราช จึงขอนำพระองค์ท่านเป็นหลักชัยในการทำงาน โดยเฉพาะด้านการศึกษาซึ่งในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้ทรงงานด้านการศึกษาไว้มากมาย ศธ.เป็นกระทรวงสำคัญ เป็นอนาคตของชาติ ถ้าไม่สามารถปรับตัวเอง ขับเคลื่อนงานต่างๆให้สำเร็จ ประเทศเราไม่มีทางพัฒนา การปฏิรูปการศึกษาทุกระดับตั้งแต่ก่อนอุดมศึกษา จนถึงอุดมศึกษาต้องเชื่อมโยงทั้งระบบ และต้องมีการบูรณาการกันจริงๆ ตนตั้งใจมาทำงาน แม้รู้ว่าเป็นช่วงเวลาสั้น และมีคนบอกว่ามาช่วงนี้เป็นช่วงที่จะมีคนด่าพอดี เพราะกำลังจะเลือกตั้ง แต่ไม่เป็นไร ยินดีรับคำด่า เพราะเราตั้งใจมาทำในสิ่งที่ดีเพื่อประเทศ

“บิ๊กป๊อก” ย้ำคำ “บิ๊กป้อม” ไม่ปลดล็อก

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพบอาวุธที่ จ.ฉะเชิงเทราว่า ขณะนี้สถานการณ์ในภาพรวมถือว่ายังเรียบร้อยดี ไม่มีอะไรน่าห่วง เมื่อถามถึงกรณีที่พรรคการเมืองต่างเรียกร้องให้รัฐบาลและ คสช.ปลดล็อกเพื่อให้พรรคการเมืองสามารถเคลื่อนไหวทำกิจกรรมทางการเมืองได้ พล.อ.อนุพงษ์ตอบว่า ยังต้องเป็นไปตามที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ระบุก่อนหน้านี้ คือยังไม่พิจารณาปลดล็อก เมื่อถามว่ารัฐบาลและ คสช. จะพิจารณาเรื่องดังกล่าวเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับบรรดาพรรคการเมือง พล.อ.อนุพงษ์ตอบว่า จะลองเสนอ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ให้พิจารณาดู

ให้ สนช.ชี้ขาดปรับลด อบต.

พล.อ.อนุพงษ์ยังกล่าวถึงความคืบหน้าการนำเสนอความเห็นแก้ไขกฎหมายท้องถิ่นว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการร่างกฎหมายของกระทรวงมหาดไทย กำลังเร่งพิจารณาและจะทำให้เสร็จในสัปดาห์ถัดไป เพื่อนำความเห็นส่งไปยังกฤษฎีกาภายในสัปดาห์เดียวกัน ก่อนเข้าสู่การพิจารณาของ สนช. จะเร่งทุกอย่างให้เร็วที่สุด ยืนยันว่าร่างกฎหมายท้องถิ่นจะยึดตามร่างที่สมาชิกสภาปฏิรูปประเทศ (สปท.) ได้นำเสนอมาเป็นหลัก ส่วนข้อเสนอของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ที่ให้ลดจำนวนสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) จากหมู่บ้านละ 2 คน เหลือหมู่บ้านละ 1 คนนั้น ขอให้เป็นข้อยุติของ สนช.ว่าจะเอาอย่างไร ส่วนจะควบรวมแต่ละ อบต.หรือไม่นั้น ค่อยว่ากันอีกครั้ง เรื่องนี้ต้องผ่านหลายขั้นตอน

“วิษณุ” ย้ำ คสช.มีทางออกให้พรรคแน่

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายนิกร จำนง ผอ.พรรคชาติไทยพัฒนา แสดงความกังวลหาก คสช.ไม่ปลดล็อกพรรคการเมืองจะทำให้พรรคสิ้นสภาพ เพราะไม่สามารถเตรียมตัวได้ทันตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรค การเมืองว่า คสช.เคยระบุไว้แล้วว่ารับรู้ปัญหา กำลังคิดหาทางแก้ไข ยืนยันจะไม่ทำให้เกิดความเสียหาย ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ระบุแล้วว่า เรื่องกำหนดเวลาตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองนั้น ไม่ต้องเป็นห่วง แม้มีประกาศหรือคำสั่งหัวหน้า คสช.ล็อกเอาไว้แบบนี้ ก็ต้องมีวิธีแก้ไขปัญหาให้ ส่วนจะแก้ไขอย่างไรตนไม่ทราบ เพราะเป็นเรื่องของคสช. ขอให้รอดู คสช.ยืนยันแล้วว่ามีทางออกให้แน่ และจะไม่กระทบทำระบบสมาชิก การเตรียมตัวอะไรต่างๆ หรือแม้แต่เรื่องพรรคสิ้นสภาพนั้นไม่ต้องเป็นห่วง คาดว่า คสช.จะพิจารณาเรื่องนี้ในเร็วๆนี้

“ชัยเกษม”ซัดเอาเปรียบนักการเมือง

นายชัยเกษม นิติสิริ อดีต รมว.ยุติธรรม แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี คสช.ยังไม่ปลดล็อกพรรคการเมือง โดยอ้างสถานการณ์ยังไม่น่าไว้วางใจว่า การยังไม่ยอมปลดล็อก และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ยังสั่งรัฐมนตรีทุกคนลงพื้นที่ ถือเป็นการเอาเปรียบนักการเมือง มองได้อย่างเดียวเพื่อเตรียมการเลือกตั้งของตัวเอง การอ้างว่าสถานการณ์ไม่ดี ถ้าพูดอย่างนี้แสดงว่า คสช.อยู่มา 3 ปีกว่าแล้ว แต่ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ โทษใครไม่ได้เลย เท่ากับประกาศให้ประชาชนและทั้งโลกได้เห็นว่ารักษาความสงบเรียบร้อยไม่ได้จึงต้องอยู่ต่อไป ถ้ามีเหตุผลที่ดีกว่านี้ก็ชี้แจงมา จะอ้างเรื่องความสงบไม่ได้ และที่สำคัญมีการขยายอำนาจของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ให้มี กอ.รมน.จังหวัด เอาฝ่ายปกครอง อัยการ มาเป็นกรรมการ แต่หัวหน้าคือทหาร ทำลักษณะนี้แน่นอนว่าเพื่อชิงความได้เปรียบทางการเมือง

เหน็บส่งสัญญาณอยู่ต่อในอำนาจ

นายชัยเกษมกล่าวว่า การยังคงไม่ปลดล็อก ขณะที่เวลาเหลืออีกแค่ 30 วัน ที่จะให้พรรคการเมืองได้อัพเดตสมาชิกพรรคตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ปัญหาก็จะตามมาเยอะ อยู่ที่ว่ารัฐบาลและ คสช.จะแก้อย่างไร สุดท้ายพอหมดปัญญาแก้จริงๆ ก็ใช้มาตรา 44 หรือแม้จะอาศัยรัฐธรรมนูญในการแก้ไขกฎหมายลูกก็ต้องใช้เวลา และจะเป็นเหตุอ้างเลื่อนโรดแม็ปการเลือกตั้งออกไป ถือว่ากำลังทำอะไรที่ไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญที่ฝ่ายตัวเองเป็นคนร่าง และถ้าประชาชนมองเห็นว่าเพราะอะไร แผนใคร แทนที่จะได้เสียงประชาชน อาจกลับตาลปัตรก็ได้ เมื่อถามว่า ถึงเวลานี้มองว่ารัฐบาล คสช.ส่งสัญญาณที่ชัดเจนทางการเมืองในอนาคตแล้วหรือไม่ นายชัยเกษมตอบว่า ในส่วนของ พล.อ.ประยุทธ์ไม่ทราบ แต่อย่างน้อยคนในคสช.ค่อนข้างชัดเจน ต้องมีต่ออำนาจ แต่ทำสำเร็จหรือไม่อยู่ที่เสียงประชาชน

ฉะ คสช.อ้างเหตุผลเตะถ่วงรายวัน

นายชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม อ้างว่าให้สื่อช่วยดูว่าสมควรจะปลดล็อกหรือไม่ และโยนให้ฝ่ายกฎหมายไปพิจารณา ส่วน พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.อ้างสถานการณ์ยังไม่เหมาะสมในการปลดล็อกการเมือง ตนเห็นว่าทั้งสองท่านอยู่ในศูนย์อำนาจของบ้านเมือง ดำรงตำแหน่งสำคัญใน คสช. และกองทัพ ควรต้องพิจารณาทั้งรัฐธรรมนูญที่รับรองสิทธิเสรีภาพและหน้าที่ของพรรคการเมือง รวมทั้งกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรค การเมืองที่เพิ่งประกาศใช้บังคับให้พรรคการเมืองต้องดำเนินการต่างๆ โดยไม่มีข้อยกเว้นใดๆไว้ เท่าที่ติดตามเรื่องนี้มาดูจะอ้างเหตุผลเป็นรายวัน โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อพรรคการเมือง และการระบุให้พรรคการเมืองไปขอขยายเวลานั้น ต้องเป็นเรื่องที่พรรคการเมืองดำเนินการไม่ทัน แต่ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้คือ คสช.ห้ามไม่ให้ทำ จึงไม่ควรจะผลักภาระหรือโยนความรับผิดชอบให้พรรคการเมือง

เล็งฟ้องศาลรักษาสิทธิพรรคการเมือง

นายชูศักดิ์กล่าวว่า ส่วนข้ออ้างเรื่องสถานการณ์ยังไม่เหมาะสม ก็ไม่รู้สถานการณ์อะไร ด้านความมั่นคงก็เห็นได้อย่างชัดแจ้งว่า คสช.คุมอำนาจไว้แบบเบ็ดเสร็จตลอดสามปีที่ผ่านมา นำมาอ้างโดยไม่คำนึงถึงผลเสียที่จะเกิดขึ้นกับพรรคการเมือง ขอเรียกร้องให้สังคมช่วยกันตรวจสอบว่าเหตุที่ คสช.ยังไม่ปลดล็อกนั้น เป็นข้ออ้างเพื่อหวังผลทางการเมือง อันจะทำให้การเลือกตั้งเลื่อนออกไป และต้องการให้กลุ่มของตนเองอยู่ในอำนาจต่อไปนานที่สุดใช่หรือไม่ ในส่วนของพรรคได้ทำหนังสือถึงหัวหน้า คสช.ไป โดยตรงเมื่อประมาณสามอาทิตย์ที่ผ่านมา เพื่อให้ คสช.ยกเลิกประกาศทั้งหลาย เปิดโอกาสให้พรรค การเมืองได้ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้ แม้จะมีผู้พูดว่าประกาศดังกล่าวเป็นกฎหมายรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ก็ไม่ใหญ่ไปกว่า พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งประกาศใช้ภายหลัง เรื่องนี้กำลังคิดกันว่าอาจจะต้องพิจารณาเรื่องการใช้สิทธิทางศาล อาจเป็นศาลอาญาหรือศาล ปกครอง เพื่อรักษาไว้ซึ่งสิทธิเสรีภาพของพรรคการเมือง ให้พรรคการเมืองได้ทำหน้าที่ตามกฎหมาย

ปชป.จี้เร่งสางคดีอาวุธสลัดครหา

ด้านนายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าฝ่ายกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี คสช.และฝ่ายความมั่นคงรัฐยืนยันว่าการจับอาวุธสงครามที่ อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา เป็นลอตเดียวกับที่กลุ่มการเมืองใช้สร้างสถานการณ์การเมืองเมื่อปี 57 จึงยังไม่เหมาะที่จะปลดล็อกให้พรรคการเมืองว่า เมื่อฝ่ายความมั่นคงของรัฐยืนยันตัวบุคคลและขบวน การของกลุ่มการเมืองที่เกี่ยวข้องแล้ว ก็ขอให้เร่งสืบสวนสอบสวนอย่างจริงจัง หาให้ได้ว่าใครอยู่เบื้องหลังการสร้างสถานการณ์และใช้ความรุนแรง ใช้อาวุธสงครามกลางเมือง โดยต้องมีพยานบุคคล พยานวัตถุพอสมควร โดยเฉพาะพยานทางนิติวิทยาศาสตร์ เช่น ลายนิ้วมือ หรือดีเอ็นเอ ที่สามารถพิสูจน์ เอกลักษณ์เฉพาะบุคคลได้เพื่อสาวถึงผู้บงการ และผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง รวมถึงอาวุธอื่นๆ ที่ยังกระจายในจุดต่างๆ หรือในที่ของอดีตนักการเมืองบางกลุ่ม โดยต้องแจ้งข้อเท็จจริงและความคืบหน้าในคดีให้สาธารณชนรับทราบเท่าที่ไม่กระทบต่อรูปคดี ไม่เช่นนั้นจะมีการกล่าวอ้างสถานการณ์ความไม่สงบให้เกิดขึ้นตลอดเวลา จนสังคมไทยส่วนหนึ่งเริ่มตั้งข้อสงสัยว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง หรือเป็นเรื่องอ้างสถานการณ์กันแน่

ยื้อปลดล็อก ปชช.เตรียมตัวไม่ทัน

นายวิรัตน์กล่าวว่า เป็นหน้าที่ของ คสช.ที่จะจัดการปัญหาความไม่สงบทั้งหลายให้กลับคืนสู่สภาพปกติโดยเร็วและเดินหน้าเข้าสู่การเลือกตั้งทั่วไป เพราะขณะนี้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองมีผลบังคับใช้แล้ว มีการกำหนดระยะเวลาของขั้นตอนต่างๆชัดเจนแล้ว ว่าต้องเลือกตั้งหัวหน้าพรรค คณะกรรมการบริหารพรรค และแนวทางนโยบายพรรค เหลือแค่ 100 กว่าวันก็จะครบกำหนดที่ว่านี้ ที่สำคัญการเลือกตั้งครั้งนี้กำหนดให้ใช้ระบบใหม่แบบจัดสรรปันส่วนผสม ต้องเพิ่มให้มีระบบไพรมารีโหวต ทุกพรรคการเมืองต้องจัดเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นๆ โดยสมาชิกพรรคแต่ละพรรค 1 ครั้งก่อน แล้วจึงส่งไปลงเลือกตั้งโดยให้ประชาชนเลือกในวันเลือกตั้งทั่วไปอีกครั้ง จึงต้องให้เวลาประชาชนทำความเข้าใจในระบบเลือกตั้งใหม่ ไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด ฉะนั้นจึงไม่ควรเลื่อนการปลดล็อกพรรคการเมือง หรือเลื่อนโรดแม็ปการจัดเลือกตั้งทั่วไปออกไปอีก

กปปส.ฟังไม่ขึ้นเหตุผลไม่ปลดล็อก

นายถาวร เสนเนียม อดีต ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ และแกนนำ กปปส. กล่าวถึงกรณีฝ่ายความมั่นคงของรัฐบาลอ้างเหตุจับกุมอาวุธสงครามของกลุ่มการเมืองว่ายังไม่ควรปลดล็อกให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมว่า การอ้างเหตุผลของฝ่ายความมั่นคงต้องแยกออกเป็น 2 ส่วน คือ 1.โรดแม็ปการเลือกตั้งที่ประกาศเป็นสัญญาประชาคมแล้ว 2.การป้องกันและปราบปรามไม่ให้เกิดเหตุการณ์ หรือสร้างสถานการณ์ความรุนแรงขึ้น อยากให้ คสช.แยกแยะทั้งสองเรื่องนี้ออกจากกัน การอ้างเหตุว่ามีการจับอาวุธสงคราม หรือส่อจะเกิดเหตุป่วน เหตุไม่สงบนั้น ทุกประเทศในโลก แม้แต่อังกฤษ สหรัฐอเมริกา หรือเยอรมนี ก็ยังมีเหตุก่อการร้ายเกิดขึ้น แต่ประชาคมโลกเขาก็ยังเดินหน้าจัดการเลือกตั้งตามระบบไปได้ ฉะนั้นการอ้างเหตุผลนี้แล้วบอกว่ายังไม่ควรปลดล็อก หรือควรเลื่อนโรดแม็ปออกไปอีก มันฟังไม่ขึ้น อยากให้หาสาเหตุหรือบอกเหตุผลที่ดีกว่านี้มาบอกสังคมจะดีกว่า เพราะนอกจากจะไม่เป็นผลดีต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาล คสช.แล้ว ยังทำลายความเชื่อมั่นและกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศด้วย

ซัดใส่ร้ายรัฐนิ่งเฉยแก้ปัญหาชาวนา

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงข้อเสนอของนักการเมืองเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาราคาข้าวตกต่ำในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยว ให้รัฐออกมาตรการประกันรายได้ จ่ายสมทบเงินส่วนต่าง และเก็บข้าวไว้ในยุ้งฉางชะลอการขาย จ่ายดอกเบี้ยให้ชาวนาทดแทน ว่า การเสนอความเห็นในช่วงนี้เป็นการฉวยโอกาสสร้างพื้นที่ข่าวให้กับตนเอง อาจเจตนาทำให้สังคมมองรัฐบาลยังไม่ได้ทำอะไร ทั้งที่ความจริง ครม.ได้มีมติเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรและรักษาเสถียรภาพราคาข้าว ปีการผลิต 2560/2561 ตั้งแต่ เมื่อวันที่ 19 ก.ย.แล้ว อาทิ ให้สินเชื่อชะลอขายข้าวและปรับปรุงคุณภาพข้าว 1,200 บาทต่อไร่ ให้สินเชื่อกลุ่มสหกรณ์ เพื่อรวบรวมนำแปรรูป อัตรา 1,200 บาทต่อตัน หรือชดเชยดอกเบี้ยให้โรงสีข้าว อัตราร้อยละ 3 เพื่อรวบรวมข้าวจากเกษตรกรเก็บไว้ในสต็อก 2-6 เดือน โดยนายกฯเป็นห่วงการให้ข่าวดังกล่าวอาจก่อให้เข้าใจผิดว่ารัฐบาลนิ่งเฉย จึงกำชับทุกหน่วยงานติดตามข่าว และชี้แจงทำความเข้าใจให้ทันสถานการณ์

ปชป.ฉุนเตือนอย่าหลงอำนาจ

นายศุภชัย ศรีหล้า อดีต ส.ส.อุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกฯ ระบุว่านักการเมืองฉวยโอกาสสร้างพื้นที่ข่าวในการเสนอให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาข้าวตกต่ำในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวว่า ไม่ค่อยสบายใจเมื่อเห็น พล.ท.สรรเสริญออกมาพูดเเบบนี้ เพราะถ้าวันใดรัฐบาลปิดหู ไม่รับฟังข้อเสนอแนะใดๆ ปิดตามองไม่เห็นความทุกข์ยากของประชาชน และปิดปากไม่ยอมให้ประชาชนพูด นั่นนับเป็นสัญญาณอันตรายที่รัฐบาลกำลังใกล้จะถึงวันล่มสลาย ถ้ารัฐบาลรับฟังข้อเสนอเรื่องการแก้ปัญหาข้าวอย่างเปิดใจ น้อมรับไปแก้ไขจะมีแต่ทางบวก ได้กับได้ แต่การส่ง พล.ท.สรรเสริญออกมาตอบโต้ว่าคนอื่นให้ข้อมูลใส่ร้าย โดยไม่สนใจข้อเท็จจริงในความเดือดร้อนประชาชนที่เกิดขึ้นนั้น คอยดูผลจะออกมาในทางตรงกันข้าม ขอเตือนว่าอย่าหลงในอำนาจ เพราะจะไม่สามารถพาบ้านเมืองไปสู่เป้าหมายได้

ชง ก.เกษตรฯ 3 ข้อแก้ยางตกต่ำ

นายนริศ ขำนุรักษ์ อดีต ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการแก้ไขปัญหายางพาราตกต่ำต่อเนื่องว่า ขอเสนอมาตรการในการแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำต่อคณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ โดยเฉพาะนายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรฯ และนายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรฯ คือ 1.นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี หรือส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ควรจะฟังเสียงประชาชนผู้เดือดร้อนโดยเฉพาะเกษตรกรโดยไม่มีอคติว่า จะเป็นการเมืองหรือไม่ 2.ให้การยางประเทศไทย (กยท.) ทบทวนการลงทุนกับบริษัท 5 เสือยักษ์ใหญ่ในวงการยาง เพราะอาจทำให้เกิดการฮั้วราคาจนกระทบต่อราคายางพาราของเกษตรกรชาวสวนยาง 3.การซื้อปุ๋ยให้กับเกษตรกรสวนยางในโครงการปลูกพืชทดแทน ควรจ่ายเป็นเงินสดให้เกษตรกรโดยตรงเพื่อไปเลือกซื้อเอง เพราะวิธีการที่ผ่านมา มีปัญหาเรื่องคุณภาพ และราคาแพงกว่าท้องตลาด สุ่มเสี่ยงต่อการแสวงหาผลประโยชน์เพื่อส่วนตัว

เร่งถกแก้ พ.ร.ก.ต่างด้าวส่ง ครม.

นายอนุรักษ์ ทศรัตน์ อธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) กระทรวงแรงงาน กล่าวถึงกรณี ครม. ตีกลับร่าง พ.ร.ก.การบริหารการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 ใน 2 ประเด็นคือ การไม่กำหนดโซนนิ่งที่พักแรงงานต่างด้าว และบทลงโทษยังไม่สอดคล้องว่า การที่ ครม. ตีกลับร่าง พ.ร.ก.เรื่องโซนนิ่งที่พักไม่ได้มีปัญหาอะไร เพียงแค่ให้ดูแลให้เรียบร้อย ถูกสุขลักษณะ ส่วนบทลงโทษก่อนหน้านี้ถูกมองว่าโทษปรับ 400,000- 800,000 บาท สูงมากเกินไป จึงได้ปรับแก้ลดลงเหลือเพียง 100,000 บาท แต่ ครม.ยังติดใจที่ยังมีโทษจำคุกอยู่ด้วย ซึ่งเป็นโทษที่แรงเกินไป น่าจะมีเพียงโทษปรับนับตามรายหัวแรงงานเท่านั้น ส่วนกรอบระยะเวลาในการแก้ไขไม่จำเป็นต้องทำให้ทัน 31 ธ.ค. ที่ครบกำหนดชะลอโทษตามมาตรา 44 เพราะการปรับแก้ พ.ร.ก. เป็นคนละเรื่องกับการผ่อนปรน โดยในวันที่ 6 ธ.ค. จะมีการประชุมผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อปรับแก้ร่าง พ.ร.ก. ใน 2 มาตรา เกี่ยวกับ โทษคาดว่าอีก 2 สัปดาห์จะเสนอ ครม.ได้อีกครั้ง

เคาะ พนง.สอบสวนคงอยู่ สตช.

วันเดียวกัน ที่รัฐสภา นายมานิจ สุขสมจิตร ประธานอนุกรรมการด้านการสื่อสารกับสังคม ในคณะกรรมการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ) แถลงว่า คณะกรรมการปฏิรูปตำรวจเห็นชอบข้อเสนอของคณะอนุกรรมการด้านการบังคับใช้กฎหมายเรื่องการกำหนดโครงสร้างตำแหน่งพนักงานสอบสวน ที่ยึดหลักการสร้างความชำนาญเฉพาะด้านมีอิสระ และก้าวหน้าในการปฏิบัติงานสายอาชีพ โดยยังคงให้งานสืบสวนสอบสวนอยู่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และให้ผู้ที่เติบโตในสายงานสืบสวนสอบสวนมีโอกาสเข้ารับการคัดเลือกให้เป็น ผบ.ตร.ได้ เพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนเจ้าหน้าที่เนื่องจากขอโอนย้ายไปอยู่สายงานอื่น ส่วนความรับผิดชอบของหัวหน้าสถานีตำรวจนั้น ให้หัวหน้าสถานีตำรวจและหัวหน้างานสืบสวนสอบสวนปฏิบัติหน้าที่ร่วมกัน โดยให้หัวหน้าสถานีตำรวจเป็นผู้รับผิดชอบในการส่งสำนวนการสอบสวนให้แก่พนักงานอัยการ หากมีความเห็นแย้งกันเกี่ยวกับความเห็นทางคดี ให้ผู้บังคับการ เป็นผู้ชี้ขาด หลังจากนี้คณะกรรมการปฏิรูปตำรวจจะนำแผนงานดังกล่าว ไปเปิดรับฟังความเห็นผู้เกี่ยวข้อง ก่อนส่งต่อไปให้รัฐบาลดำเนินการเข้าสู่กระบวนการบัญญัติเป็นกฎหมายต่อไป