วันพุธที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

หนุ่มอ้างลมชัก ชน 2 ศพ ตรวจพบฉี่ม่วง

เฝ้าจับตาผู้ต้องหาอ้างป่วยโรคลมชักขับรถชนระห่ำขยี้ 2 ศพ เจ็บระนาวหวั่นฆ่าตัวตาย หลังมีอาการเครียดไม่ยอมพูดจากับใครในห้องขัง ขณะที่ ผกก.เผยได้ตั้งข้อหาเสพยาเสพติดเพิ่มอีก 1 ข้อหาแล้ว หลังตรวจปัสสาวะพบมีสารแอมเฟตามีน

จากเหตุสะเทือนขวัญกรณีนายอัครเดช อุดมรัตน์ อายุ 44 ปี ขับรถกระบะอีซูซุ สีดำ ทะเบียน ผค 43 ชลบุรี ย้อนศรพุ่งชนรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่วิ่งสวนทางมาจนล้มระเนนระนาด บริเวณหน้าตึกคอท ถนนพัทยาใต้ ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตคาที่ 2 ราย บาดเจ็บ 15 ราย สุนัขตาย 1 ตัว และมีรถถูกชนได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก ส่วนนายอัครเดชบาดเจ็บเล็กน้อย และอ้างว่าป่วยเป็น “โรคลมชัก” ขณะเกิดเหตุไม่รู้สึกตัว เบื้องต้นตรวจวัดแอลกอฮอล์ในร่างกายไม่พบจึงควบคุมตัวไว้พร้อมประสานขอตรวจสอบประวัติการรักษาโรคของผู้ต้องหาที่ รพ.กรุงเทพพัทยา ก่อนนำตัวส่ง รพ.บางละมุง เพื่อตรวจหาสารเสพติดก่อนดำเนินคดีต่อไป

ต่อมาสายวันที่ 5 ธ.ค. พ.ต.อ.อภิชัย กรอบเพชร ผกก.สภ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี เปิดเผยว่า หลังส่งตัวผู้ต้องหาไปตรวจสารเสพติดที่ รพ.บางละมุง ได้รับคำยืนยันจากแพทย์แล้วว่าผลตรวจปัสสาวะของนายอัครเดช ผู้ต้องหามีผลเป็นสีม่วงจากสารเสพติด “แอมเฟตามีน” เจือปนอยู่ ในเบื้องต้นได้แจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมกับนายอัครเดชว่าเสพสารเสพติดขณะขับรถโดยมอบหมายให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีต่อไป

พ.ต.อ.อภิชัยเปิดเผยอีกว่า สำหรับคดีนี้เดิมได้ตั้งไว้หลายข้อหาทั้งขับรถโดยประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ชีวิตและได้รับบาดเจ็บสาหัส และได้รับบาดเจ็บทั้งทางร่างกายและจิตใจ ขับรถประมาทหวาดเสียว รวมไปถึงหลบหนีการจับกุมและล่าสุดเพิ่มข้อหาเสพสารเสพติดด้วย ส่วนผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวไว้ในห้องขังและจะส่งฝากขังผัดแรกที่ศาลจังหวัดพัทยาในวันที่ 6 ธ.ค.นี้ ส่วนคำให้การของผู้ต้องหาที่อ้างว่าป่วยเป็นโรคลมชักขณะขับรถนั้นกำลังรอคำยืนยันจากแพทย์ รพ.กรุงเทพพัทยา

“กรณีที่มีข่าวว่าพบยาเสพติดในรถของผู้ต้องหา นั้นไม่เป็นจริง พบแต่ยารักษาโรคที่ไม่สามารถระบุชนิดได้และนำส่งตรวจพิสูจน์แล้วเช่นกัน ในส่วนของผู้บาดเจ็บได้มอบหมายให้พนักงานสอบสวนสอบปากคำไปแล้วกว่า 20 ปาก พร้อมกันนี้จะต้องตรวจสอบเรื่องของค่ารักษาพยาบาลและความเสียหายที่เกิดขึ้นอีกครั้งว่าทั้งหมดเท่าไหร่” ผกก.สภ.เมืองพัทยากล่าว ส่วนนายอัครเดช ผู้ต้องหาซึ่งถูกควบคุมตัวไว้ในห้องขังสีหน้าเครียดตลอดและซึมเศร้าไม่ยอมพูดจากับใคร เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องคอยเฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิดและขอความร่วมมือผู้ต้องหาที่อยู่ในห้องด้วยกันช่วยเฝ้าระวังให้ด้วยเพราะเกรงว่าผู้ต้องหาจะคิดสั้นจากอาการเครียด