วันพฤหัสบดีที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

โครงการช็อปช่วยชาติ ช่วยชาติได้ขนาดไหน?

โดย ซูม

เมื่อวันเสาร์และอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมแวะไปศูนย์การค้ามา 2 แห่ง ครับ แห่งแรกก็คือ “เดอะมอลล์ บางกะปิ” ใกล้บ้านผม ส่วนแห่งสองไกลหน่อย เพราะต้องนั่งรถเข้าเมืองมาที่ “เซ็นทรัลเวิลด์”

เห็นผู้เห็นคนในทั้ง 2 ศูนย์การค้าแล้วก็ดีใจแทนเจ้าของห้าง เพราะแน่นเหลือเกิน แถมจับจ่ายใช้สอยมือเป็นระวิง และลงท้ายไปยืนเข้าคิวขอใบกำกับภาษีไปเตรียมขอลดหย่อนภาษีตามนโยบายช็อปช่วยชาติของรัฐบาลยาวเหยียด

ผมบอกตัวเองตั้งแต่เห็นภาพเมื่อวันเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็น 2 วันสุดท้ายของโครงการแล้วว่า ปีนี้คงประสบความสำเร็จไม่น้อย

รุ่งขึ้นเช้าวันจันทร์ หนังสือพิมพ์หลายฉบับลงข่าวว่า บริษัทผู้ค้าปลีกส่งเสียงเฮกันยกใหญ่ เพราะยอดขายกระฉูดขึ้นถึง 20 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

คุณ ชำนาญ เมธปรีชากุล รองประธาน กก.บริหารเดอะมอลล์ กรุ๊ป บอกผู้สื่อข่าวว่า ยอดขายเติบโตขึ้นกว่า 17 เปอร์เซ็นต์จากปลายปี 2559 และมาจากนโยบายช็อปช่วยชาติแน่นอน เพราะมีคนมาขอใบกำกับภาษีถึงกว่า 350,000 ใบในปีนี้

คุณ จิราพร ศรีสะอ้าน ผู้บริหารของ สยามพิวรรธน์ บอกว่า มีนักช็อปเข้ามาจับจ่ายใน 3 ศูนย์การค้าของบริษัท อันได้แก่ สยามพารากอน, สยามเซ็นเตอร์ และสยามดิสคัพเวอรี่ รวมแล้วกว่า 250,000 คนต่อวัน นำใบเสร็จที่ออกใบกำกับภาษีมาแลกของรางวัลแน่นขนัด

สำหรับห้างในเครือ เซ็นทรัล ซึ่งถือเป็นยักษ์ใหญ่ของวงการค้าปลีก แม้จะไม่มีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ แต่ก็มีรายงานข่าวว่ายอดจำหน่ายในเครือเซ็นทรัลช่วงนี้กระฉูดขึ้นระหว่าง 10-15 เปอร์เซ็นต์

ในขณะที่ ห้างโรบินสัน, เทสโก้ โลตัส และบิ๊กซีซูเปอร์เซ็นเตอร์ ก็ออกมายืนยันในทำนองเดียวกันว่า ยอดขายเพิ่มอย่างมาก

ครับ ทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็คือสรุปข่าวที่ผมคัดลอกมาจากหนังสือพิมพ์หลายๆฉบับเพื่อแสดงให้เห็นว่า มาตรการ “ช็อปช่วยชาติ” ของรัฐบาลปีนี้น่าจะทะลุเป้าที่ตั้งไว้

ถือว่าประสบความสำเร็จและเป็นไปตามเจตนารมณ์ที่รัฐบาล โดยเฉพาะทีมงานเศรษฐกิจตั้งไว้ว่าอย่างนั้นเถิด

แม้โครงการของรัฐบาลจะสิ้นสุดลงแล้ว แต่แรงเหวี่ยงน่าจะยังอยู่ ประกอบกับช่วงเทศกาลคริสต์มาส ปีใหม่ก็ใกล้เข้ามา เชื่อว่าการช็อปของประชาชนน่าจะกระฉูดต่อเนื่องต่อไป

ทำให้สิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักคาดไว้ว่า เศรษฐกิจไตรมาสสุดท้ายจะกระฉูดต่อ และน่าจะเป็นผลให้เศรษฐกิจไทยทั้งปีนี้โตเกินร้อยละ 4 เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี น่าจะเป็นความจริง

แต่ก็นั่นแหละครับ การเติบโตในลักษณะนี้ก็มีผลข้างเคียงเยอะ เพราะเป็นการเติบโตจากการกระตุ้นการบริโภค

จะทำให้คนไทยติดนิสัยเป็นคนมือเติบ ใช้จ่ายไม่ระมัดระวัง และอาจเคยตัว มีผลเสียในอนาคต เพราะจะไปทำให้คนไทยกลายเป็นคนฟุ่มเฟือย ไม่รู้จักอดออม อันจะทำให้เงินออมของชาติลดลง

ขณะเดียวกัน ผลของการเติบโตที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า ก็จะอยู่ในกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น พวกเครื่องสำอาง หรือเสื้อผ้าแฟชั่น อย่างที่เป็นข่าว หรืออาจจะมีพวกของใช้ในบ้านบ้าง เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า แต่ผลได้ก็จะตกอยู่ในโรงงานอุตสาหกรรมเป็นส่วนใหญ่

สำหรับการใช้จ่ายด้านอาหาร ซึ่งงวดนี้นำไปลดหย่อนภาษีได้ ที่จะมีผลไปถึงเกษตรกร ชาวนา ชาวไร่โดยตรง แต่ก็ยังไม่แน่ว่าผลจะออกมามากน้อยเพียงใด

ดูๆแล้วการกระตุ้นเศรษฐกิจ จึงเป็นการกระตุ้นอยู่ข้างบน ยังลงไปไม่ถึงฐานรากของประเทศที่แท้จริงอยู่ดี

ผมก็ฝากเป็นข้อคิดไว้ว่าอย่าดีใจ หรือเป็นปลื้มว่ามาตรการนี้ประสบผลสำเร็จจนเกินเหตุ ขอให้นึกถึงผลข้างเคียงและขอให้นึกถึงว่าผลที่เกิดจากวิธีนี้จะยังไม่กระจายลงไปถึงรากหญ้าเท่าที่ควรเอาไว้ด้วย

จะต้องมีมาตรการที่ดีกว่านี้ติดตามมาในอนาคต ซึ่งผมก็หวังว่ารัฐบาลจะคิดเอาไว้แล้ว

แต่จะมีอะไรบ้างคงต้องรอดู “กึ๋น” ของรองนายกฯ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ขุนพลใหญ่ด้านเศรษฐกิจที่มีข่าวว่างวดนี้จะได้รับมอบหมายให้คุมกระทรวงเศรษฐกิจครบทุกกระทรวงกันต่อไปครับ.

“ซูม”