วันอาทิตย์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

พท.ทําใจดีสู้เสือ ไร้ชินวัตร! ยังมีเจ๊แดง-สามี

มั่นใจพรรคไม่ล่มสลาย! มีช่องให้คนอื่นรับไม้ต่อ ปชป.เย้ย-รู้รสการเมือง

พท.ดาหน้าแจง “เชิดชัย” ชี้เป็นไปได้ “โอ๊ค” ส่งสัญญาณ “ชินวัตร” วางมือ แต่ให้เลิกทั้งหมดคงยาก ยก “สมชาย-เยาวภา” ยังสนใจการเมืองอยู่ ยันไม่ได้ผูกขาดแค่ตระกูลเดียว “สมคิด” มองอาจเป็นข้อตกลงภายในครอบครัว มั่นใจพรรคไม่ล่มสลาย ปชป.ขย่มให้พ่อสารภาพผิดก่อนอาจได้ครอบครัวอบอุ่นคืนมา “ภูมิธรรม” ตอกวาทกรรม “บิ๊กป้อม” จับแพะชนแกะ เลิกตีสองหน้าโกหกประชาชน “สามารถ” ซัดสร้างสถานการณ์หวังต่อวีซ่าอำนาจ สมช.บอกยังไว้ใจอะไรไม่ได้ “องอาจ” ชี้ “มีชัย” นับเดดไลน์ผิด “นิกร” เตือน คสช.ปัญหาซับซ้อนกว่าที่คิด สถ.ชงปรับลด อบต.เหลือหมู่บ้านละคน คนหวัง “ครม.บิ๊กตู่ 5” ทำเพื่อส่วนรวม

หลายฝ่ายจับตามอง หลังนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ส่งสัญญาณผ่านเฟซบุ๊กว่า อยากให้ตระกูลชินวัตรเลิกยุ่งเกี่ยวการเมือง ล่าสุดอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย ออกมาระบุว่า คงไม่ใช่คนตระกูลชินวัตรทั้งหมด เพราะยังมีนายสมชายและนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ที่ยังสนใจการเมืองอยู่

พท.ชี้คงยากที่ “ชินวัตร” วางมือ

เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊กระบุอยากให้ตระกูลชินวัตรเลิกยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เพื่อให้ได้ครอบครัวที่อบอุ่นกลับคืนมา ว่า เป็นความห่วงใยของนายพานทองแท้ ก็มีความเป็นไปได้ที่เป็นการส่งสัญญาณขอวางมือ เพราะในฐานะรุ่นลูกคงเบื่อที่เห็นพ่อถูกกระทำมาร่วม 10 ปี และตัวเองยังถูกกระทำต่อเนื่องไม่หยุด ในฐานะเด็กรุ่นใหม่จึงอยากไปทำธุรกิจ เลิกยุ่งเกี่ยวกับการเมืองเพราะเปลืองตัว มีแต่โซ่ตรวนพันตัว แต่ถ้าจะให้ถึงขั้นตระกูลชินวัตรเลิกวางมือทางการเมืองโดยเด็ดขาด คงยาก เพราะไม่ได้มีนายทักษิณคนเดียว แต่ยังมีพี่น้องคนอื่นที่เป็นตระกูลชินวัตรอีก อาทิ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ที่ยังสนใจการเมืองอยู่

ยันไม่ได้ผูกขาดตระกูลเดียว

นพ.เชิดชัยกล่าวว่า ส่วนนายทักษิณจะตัดใจจากการเมืองได้หรือไม่ นายทักษิณไม่สามารถยุ่งเกี่ยวกับการเมืองได้แล้ว ทำได้แค่ให้กำลังใจ แสดงความหวังดีต่อประเทศเท่านั้น แต่ไม่ได้ปิดกั้นให้ตระกูลชินวัตรผูกขาดอำนาจฝ่ายเดียว พรรคยังคงเปิดช่องให้คนอื่นที่มีศักยภาพมารับไม้ต่อได้

พรรคไม่ล่มสลายแม้ไร้นายใหญ่

นายสมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สิ่งที่นายพานทองแท้ ชินวัตร แสดงท่าทีผ่านเฟซบุ๊กนั้น คงตอบไม่ได้ว่าจะมีแนวโน้มเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่ อาจเป็นข้อตกลงกันเองภายในครอบครัว แต่เป็นไปได้ว่านายพานทองแท้คงเบื่อระบบการเมืองปัจจุบัน แต่คณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยยังไม่ได้รับแจ้งเรื่องนี้ คาดว่าต้องรอเวลาอีกระยะหนึ่งจึงจะมีความชัดเจน และคงต้องให้นายทักษิณ หรือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ตัดสินใจและออกมาชี้แจงเอง อย่างไรก็ตาม หากตระกูลชินวัตรวางมือจริง พรรคเพื่อไทยยังเดินหน้าทำงานต่อไปได้ ไม่ต้องห่วงว่าเมื่อไม่มีนายทักษิณ หรือ น.ส.ยิ่งลักษณ์แล้วจะมีใครออกจากพรรค เพราะพรรคเพื่อไทยยังคงอยู่ต่อไป

ปชป.ขย่มรวยจากโกงไม่สุขหรือ

ด้านนายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคบัญชีรายชื่อ ประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า เห็นใจนายพานทองแท้มาก เหตุที่สิบกว่าปีที่ผ่านมา สังคมไทยไม่เหมือนเดิม เพราะบางคนในตระกูลนี้ ใช่หรือไม่ มีโอกาสเป็นนายกฯถึง 2 คน แต่อยู่ประเทศไทยไม่ได้ และไม่ใช่เพราะใครกลั่นแกล้ง หากแต่เพราะโกงมหาศาลจนอยู่ไม่ได้ใช่หรือไม่ นายพานทองแท้คงรู้ซึ้งรสการเมืองเป็นอย่างดีว่าหอมหวลและขมขื่นปานใด ความร่ำรวยจากการโกง ไม่สามารถทำให้มีความสุขได้หรือ บารมีทางการเมือง ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ผู้เป็นอา ไม่ได้ส่งผลให้นายพานทองแท้เกิดความนิยมชมชอบทางการเมืองหรือ

ให้พ่อสารภาพก่อน สังคมคงอภัย

นายวัชระกล่าวอีกว่า เมื่อนายพานทองแท้ออกมาอ้อนวอนขอครอบครัวที่อบอุ่นกลับคืนมา ขอถามว่า แล้วครอบครัวประชาชนที่ประสบเคราะห์กรรมจากการเผาบ้านเผาเมือง เขาไม่ต้องการความอบอุ่นหรือ ถ้าไม่อยากให้ครอบครัวเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองอีก ต้องกล้าบอกนายทักษิณให้ยุติเคลื่อนไหว และเคารพศาลยุติธรรม แต่นายทักษิณจะยินยอมหรือไม่ ต้องรอคำตอบต่อไป และไม่ใช่รอคำตอบจากนายทักษิณคนเดียว ต้องถามมารดาด้วยว่าพร้อมจะทำตามคำอ้อนวอนของลูกหรือไม่ คิดว่าสังคมยังมีโอกาสให้อภัย ถ้านายทักษิณสารภาพทั้งหมด และนำเงินทั้งหมดกลับคืนสู่ประเทศไทย ต้องกลับมาอยู่ภายใต้กระบวนการยุติธรรม ก็อาจได้ครอบครัวที่อบอุ่นกลับคืนมา

“ภูมิธรรม” ตอกวาทกรรม “บิ๊กป้อม”

วันเดียวกัน นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า กรณี พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว. กลาโหม ระบุว่าการตรวจพบอาวุธสงครามที่ จ.ฉะเชิงเทรา ทำให้ต้องเลื่อนการปลดล็อกพรรคการเมืองออกไปนั้น เป็นการจับแพะชนแกะ เหมารวมไม่มีเหตุผล ทำให้หลายคนเข้าใจว่าต้องการยื้อเพื่อสืบทอดอำนาจออกไป ต้นตอปัญหาเศรษฐกิจที่ทำประชาชนลำบากอยู่ขณะนี้ คือการขาดความเชื่อมั่น ขาดความแน่นอนในการพาประเทศกลับคืนสู่ระบบปกติ การปลดล็อกพรรคการเมืองเป็นเรื่องสำคัญ ควรทำตามกฎหมาย อย่าทำให้การบริหารประเทศและการปฏิบัติตามกฎหมาย กลายเป็นเรื่องอำเภอใจของพวกท่านที่จะปฏิบัติหรือไม่ก็ได้ เพราะยิ่งทำให้ความน่าเชื่อถือของ ประเทศแย่หนักกว่าเดิม อย่าพยายามใช้วาทกรรมยืดเวลาการอยู่ในอำนาจต่อไปเรื่อยๆ มันเป็นสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อทั้งประเทศชาติ และต่อกลุ่มพวกท่านเอง

เลิกตีสองหน้าโกหกประชาชน

นายสมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สิ่งที่ พล.อ.ประวิตรพูดเพื่อยื้อการปลดล็อกพรรคการเมือง แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่จริงใจทำตามกฎหมาย ถ้าไม่อยากให้เลือกตั้งบอกมาตรงๆ อย่ามาอ้อมค้อมตีสองหน้า โดยเฉพาะพล.อ.ประวิตรที่ชอบพูดลักษณะนี้ตลอด ทำให้ขาดความน่าเชื่อถือ แล้วจะร่างรัฐธรรมนูญ และกฎหมายลูกมาทำไม ถ้าร่างมาแล้วโกหกประชาชน

นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ไม่อยากให้ พล.อ.ประวิตรพูดไปเรื่อยเปื่อย เป็นผู้ใหญ่ควรหนักแน่น ทำตามสิ่งที่รัฐธรรมนูญกำหนด เพราะกำหนดโรดแม็ปไว้ชัดเจนหมดแล้ว เรื่องนี้แม้แต่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ยังเป็นห่วงแต่พูดไม่ออก

สร้างสถานการณ์ต่อวีซ่าอำนาจ

นายสามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ไม่ควรจับเรื่องการพบอาวุธสงครามมาโยงเป็นเงื่อนไขให้เป็นอุปสรรคต่อการเลือกตั้ง อย่านำมาเหมารวมให้ต้องหยุดทุกอย่าง แช่แข็งประเทศจนเดินต่อไม่ได้ สถานการณ์ขณะนี้เหมือนขึ้นอยู่กับคนไม่กี่คนเป็นผู้กำหนดเงื่อนเวลาเลือกตั้ง ดังนั้น หากมีคนไม่ต้องการให้มีเลือกตั้ง แล้วไปสร้างสถานการณ์ขึ้นมาให้วุ่นวาย คนที่อยู่ในอำนาจนานๆบางทีอาจติดอำนาจได้ หรืออาจไปทำโพลแล้วพบว่าพรรคที่ไม่อยากให้ชนะเลือกตั้ง ยังมีความนิยมอยู่ จึงกังวลว่าจะลงจากอำนาจอย่างไร อาจเป็นเงื่อนไขที่ยังไม่ปลดล็อกพรรคการเมือง เรื่องนี้นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ที่เป็นคนทำกติกา ยังเป็นห่วงเรื่องเงื่อนเวลาที่อาจไปกระทบพรรคการเมือง ถึงขั้นให้ไปถามนายกฯและหัวหน้า คสช.เอง

หยุดอ้างเหตุไม่สงบยื้อเลือกตั้ง

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พล.อ.ประวิตรพยายามทำตัวเป็นยาสามัญประจำบ้านรัฐบาล การตรวจพบอาวุธที่ จ.ฉะเชิงเทรา หลายฝ่ายมองว่าเป็นระเบิดยื้อเลือกตั้ง หาข้ออ้างไม่ปลดล็อกการเมือง ระยะหลังมีข่าวพบระเบิดแต่คนไม่ค่อยกลัวระเบิด กลัวไม่ได้เลือกตั้งมากกว่า หลายครั้งที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ประกาศอย่าง แต่ พล.อ.ประวิตรไปประกาศอีกอย่างสวนทางกัน สังคมไม่รู้จะเชื่อใครดี คสช.อยู่มา 3-4 ปี มีเครือข่ายองคาพยพ มีกองกำลัง มีกฎหมาย มีเครื่องมือพิเศษจนเลือกใช้ไม่ถูก หากใครสะสมเคลื่อนย้ายอาวุธ คสช.จะไม่ทราบเลยหรือ ข่าวพบระเบิดจึงเป็นการประจานตัวเอง วันนี้ไม่แน่ใจว่าโรดแม็ป พล.อ.ประยุทธ์ กับ พล.อ.ประวิตร คืออันเดียวกันหรือไม่ หรือเป็นยุทธศาสตร์แยกกันเดินรวมกันตี ลับลวงพรางหรือไม่ รัฐบาลไม่มีความชอบธรรมที่จะตั้งเงื่อนไขกับประชาชนเพื่อยื้อเลือกตั้ง

สมช.บอกยังไว้ใจอะไรไม่ได้

ด้าน พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวว่า เมื่อตรวจพบอาวุธที่ จ.ฉะเชิงเทรา ก็คิดว่ายังมีที่อื่นด้วย ฉะนั้นเมื่ออาวุธยังอยู่จึงยังมั่นใจไม่ได้ ไม่รู้ว่าเหตุการณ์จะเกิดขึ้นตอนไหน ส่วนการเคลื่อนไหวขณะนี้ ส่วนใหญ่ทำผ่านโซเชียลมีเดียที่มีวัตถุประสงค์ทางการเมือง และส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเดิมๆที่เคลื่อนไหวในต่างประเทศ จึงควบคุมได้ยาก ส่วนกรณีที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงคง คสช. เชิญนายณัชพล สุพัฒนะ หรือมาร์ค พิทบูล ไปพูดคุยปรับทัศนคตินั้น คงต้องการป้องกันการบิดเบือน

“องอาจ” ชี้ “มีชัย” นับเดดไลน์ผิด

ขณะที่นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. แสดงความเป็นห่วงเรื่องการเตรียมตัวของพรรคการเมือง ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ที่จะครบกำหนดในวันที่ 5 ธ.ค. ว่า คิดว่านายมีชัยน่าจะนับวันครบกำหนดคลาดเคลื่อน ความจริงน่าจะเป็นวันที่ 5 ม.ค.2561 อย่างไรก็ตามหากพรรคการเมืองดำเนินการไม่ทันตามกฎหมาย สามารถยื่นเรื่องขอขยายเวลาได้ ในส่วนของพรรคหลังจากกฎหมายประกาศใช้ เราพยายามดำเนินการตามกฎหมาย โดยประสานงานกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และสำนักงานทะเบียนราษฎร กระทรวงมหาดไทย คิดว่าเรื่องรายชื่อสมาชิกพรรค จะเสร็จทันวันที่ 5 ม.ค.2561 แน่ แม้ว่าอาจต้องยุ่งยากกว่าพรรคอื่น เพราะเรามีจำนวนสมาชิก 2-3 ล้านคน

ติง คสช.ปัญหาซับซ้อนกว่าที่คิด

นายนิกร จำนง ผู้อำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวถึงกรณี คสช.ยังไม่ปลดล็อกการเมือง ว่า อาจเกิดปัญหาซับซ้อนมากกว่าที่คิด อย่างการอัพเดต สมาชิก ต้องมีการประชุมพรรคก่อน หรือขอขยายเวลาได้เรื่อยๆตามกฎหมาย แต่ปัญหาอยู่ที่สุดทางของรัฐธรรมนูญ คือกฎหมายลูก 2 ฉบับที่เหลือ ซึ่งเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ไปแล้ว หากลงมาก็ต้องมีการเลือกตั้งภายใน 60 วัน แต่เราไม่สามารถรู้ได้ว่ากฎหมายนั้นจะมีผลบังคับใช้เมื่อไหร่ การเลือกตั้งอาจเกิดขึ้นเร็วกว่าเดือน พ.ย.2561 หากเป็นเช่นนั้นพรรคการเมืองอาจเข้าสู่การเลือกตั้งทัน แต่ทำงานไม่ทันแน่ และมีปัญหาแน่ มีทางออกทางเดียวคือการแก้รัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่ถามว่าเราต้องไปถึงขั้นนั้นกันหรือ เพราะถ้าไม่มีปัญหาจริงประธาน กรธ.คงไม่แสดงความหนักใจออกมา จึงอยากให้ คสช.ทบทวน หรือถ้ากลัวก็ปลดล็อกบางส่วนก่อนได้

“ยะใส” หนุนปลดล็อกการเมือง

นายสุริยะใส กตะศิลา รองคณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า การปลดล็อกทางการเมืองเป็นเรื่องที่ คสช.ต้องส่งสัญญาณให้ชัดเจน เพราะ พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมืองประกาศ ใช้ตั้งแต่วันที่ 8 ต.ค.2560 ผ่านมา 53 วันแล้ว พรรคการเมืองต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงสมาชิกพรรค ต้องหาสมาชิก ต้องจัดให้มีทุนประเดิมพรรค จัดประชุมแก้ข้อบังคับพรรค จัดทำคำประกาศอุดมการณ์พรรค เลือกตั้งกรรมการบริหารพรรค และดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนด แม้กฎหมายจะผ่อนปรนให้ขอขยายเวลาได้ แต่มีปัญหาว่าจะขยายไปเท่าไร จะกระทบกรอบเวลาหาผู้สมัครทันหรือไม่ กระทบกับช่วงเวลาเลือกตั้งด้วยหรือไม่ ถ้า คสช.ยังยื้อปลดล็อกไปจนถึงวันที่ 5 ม.ค.2561 จะกระทบเป็นลูกคลื่น อาจทำให้พรรคการเมืองสิ้นสภาพได้ ดูตามรูปการณ์แล้วที่คาดการณ์ว่าจะเลือกตั้งภายในเดือน พ.ย.2561 นั้นน่าจะเป็นไปได้ยากแล้ว อาจต้องขยับเวลาเลือกตั้งไปเร็วสุดเป็นต้นปี 2562

จวก สนช.โหวตต่างตอบแทน

วันเดียวกัน นายคณิน บุญสุวรรณ อดีต ส.ส.ร.ปี 2540 กล่าวว่า กรณีที่ สนช.ไม่เซ็ตซีโร่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ต้องดูว่าได้ปฏิบัติตรงไปตรงมาหรือไม่ ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามหรือไม่ ถ้าไม่ปฏิบัติให้ตรงไปตรงมา เป็นมาตรฐานเดียวกัน ระหว่างศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ถ้าตีความอย่างกว้างตรงไปตรงมาแล้ว สนช.ต้องเซ็ตซีโร่ทุกองค์กร เพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญอย่างหมดจด การไม่เซ็ตซีโร่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนอกจากเป็นการปฏิบัติแบบสองมาตรฐานและขัดรัฐธรรมนูญแล้ว ยังอาจถูกมองด้วยว่าเป็นเรื่องผลประโยชน์ต่างตอบแทนระหว่าง สนช. กับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดนี้หรือไม่ด้วย

ปรับลด อบต.เหลือหมู่บ้านละคน

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) กระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้าหลังคณะกรรมการกฤษฎีกาส่งร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งท้องถิ่นให้กระทรวงมหาดไทย และ กกต.ศึกษาและให้แจ้งข้อเสนอแนะแก้ไขเพิ่มเติม ว่า ส่วนของ สถ.ได้ส่งข้อเสนอแนะกลับไปยังกระทรวงมหาดไทยแล้ว ก่อนส่งกลับคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยเห็นด้วยกับการแก้ไขคุณสมบัติและข้อต้องห้ามของผู้สมัคร เช่นเดียวกับการเลือกตั้ง ส.ส.ในรัฐธรรมนูญใหม่ แต่ได้เสนอเพิ่มเติมแก้ไขข้อกำหนดเรื่องสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) จากเดิมมีสมาชิก อบต.หมู่บ้านละ 2 คน ปรับลดเหลือหมู่บ้านละ 1 คน ยกเว้น อบต.ใดมีไม่ถึง 6 หมู่บ้าน ให้ดำเนินการจัดให้มีครบ 6 คนเป็นอย่างน้อย เพราะเห็นว่า อบต.มีขอบเขตอำนาจหน้าที่ไม่ได้กว้างขวางมาก รวมทั้งพื้นที่ภูมิเทศจำนวนประชากรไม่มาก มีผู้แทนหมู่บ้านละ 1 คน น่าจะเพียงพอ และยังประหยัดงบประมาณที่ต้องใช้จ่ายเป็นเงินเดือน ค่าตอบแทน เบี้ยประชุม ได้ถึง 4,700 ล้านบาท

“องอาจ” แนะ กษ.ใช้ประกันรายได้

อีกเรื่องนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงรัฐมนตรีชุดใหม่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า น่าจะเป็นการเริ่มต้นที่ดีที่ รมว.เกษตรฯประกาศว่าจะเน้นแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรใน 3 เดือน โดยเฉพาะเรื่องยางพารา และข้าว พรรคประชาธิปัตย์อยากฝากให้รัฐบาลนำโครงการประกันรายได้เกษตรกรมาใช้แก้ไขเรื่องข้าวในฤดูกาลผลิตนี้ เชื่อมั่นว่าถ้า รมว.เกษตรฯใช้นโยบายประกันรายได้จะช่วยชาวนาให้มีรายได้เพิ่มขึ้น และช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็งตาม ส่วนสินค้าเกษตรตัวอื่นอาจใช้วิธีประกันรายได้ได้เช่นกัน โดยปรับมาตรการให้เป็นไปตามสภาพความเป็นจริงของสินค้าเกษตรแต่ละตัว พรรคประชาธิปัตย์เชื่อมั่นว่านโยบายประกันรายได้ จะช่วยสร้างเม็ดเงินให้เกษตรกรแต่ละครัวเรือนเพิ่มขึ้นแน่นอน

ครม.จัดคิวถกข้อสรุปแก้ยางตกต่ำ

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจเรื่องแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำ นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ไปพิจารณาหาทางแก้ไขปัญหายางพาราทั้งระบบและเร่งรัดให้หน่วยงานรัฐใช้ยางในประเทศมากขึ้น เบื้องต้นจะดูแลที่ตัวเกษตรกรเป็นหลักเพื่อไม่ให้กระทบกลไกตลาด เช่น ส่งเสริมการรวมกลุ่มเป็นสถาบันหรือองค์กร แปรรูปยางขั้นต้น ชะลอการขายน้ำยาง การจัดโซนนิ่งการปลูกยาง และลดพื้นที่ปลูก โดยเน้นต้นยางที่หมดอายุ และหากเกษตรกรหันไปปลูกพืชชนิดอื่น จะได้รับการสงเคราะห์จากหน่วยงานรัฐเป็นพิเศษ จะมีการพูดคุยหาแนวทางแก้ไขในที่ประชุม ครม. วันที่ 4 ธ.ค.นี้ และหารือร่วมกันระหว่างกระทรวงเกษตรฯกับแกนนำเกษตรกรชาวสวนยางทั่วประเทศ

นายกฯยันมุ่งพัฒนาคนพิการ

วันเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวปราศรัยเนื่องใน “วันคนพิการสากล ประจำปี 2560” ผ่านทางสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจว่า รัฐบาลมุ่งมั่นเร่งแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม และสร้างโอกาสให้ ประชาชนทุกคนเข้าถึงการบริการภาครัฐและสวัสดิการสังคมให้ทั่วถึงทุกพื้นที่อย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม พัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการในทุกด้าน จัดสวัสดิการให้ความช่วยเหลือในด้านต่างๆที่เหมาะสม เช่น การให้สวัสดิการเบี้ยยังชีพคนพิการ สวัสดิการด้านการแพทย์และสาธารณสุข ด้านสุขภาพ การศึกษา และกีฬา อย่างเสมอภาค ได้รับสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐาน สร้างอาชีพ เพื่อหารายได้เลี้ยงตนเองและครอบครัว สามารถอยู่ในสังคมอย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีความสุข และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

คนหวัง “บิ๊กตู่ 5” ทำเพื่อส่วนรวม

ขณะที่สวนดุสิตโพลเปิดผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน “ประชาชนคิดอย่างไรกับ ครม.ประยุทธ์ 5” พบว่า อันดับ 1 หวังว่าจะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาให้รัฐบาล ทำงานได้ดีขึ้น อันดับ 2 ให้เวลาสักระยะ รอดูผลงาน เป็นรูปธรรม อันดับ 3 ต้องการปรับการทำงานสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน อันดับ 4 เป็นการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนตำแหน่ง และอันดับ 5 ปรับเปลี่ยนเพื่อลดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และแรงกดดันจากสังคม ส่วนสิ่งที่ประชาชนคาดหวังต่อรัฐมนตรีใหม่ อันดับแรกคือ ทำเพื่อบ้านเมืองและส่วนรวม สร้างผลงานให้เด่นชัด รองลงมาคือ เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจชีวิตความเป็นอยู่ ปฏิบัติหน้าที่ตรงไปตรงมา เปิดกว้างรับฟังความคิดเห็น ขอให้ตั้งใจทำงานต่อไป นำสิ่งที่ผิดพลาดมาแก้ไขปรับปรุง และทำงานด้วยความซื่อสัตย์ โปร่งใส ไม่ทุจริตคอร์รัปชัน โดยส่วนใหญ่มองว่า ครม.ประยุทธ์ 5 จะสามารถทำให้รัฐบาลทำงานได้ดีขึ้น

หึ่ง คสช.คุมผู้ต้องสงสัยพันอาวุธ

ผู้สื่อข่าวรายงานจากฝ่ายความมั่นคงว่า จากกรณีพบอาวุธสงครามที่ อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าอาวุธสงครามน่าจะถูกนำมาทิ้งไว้เมื่อ 2-5 เดือนก่อน เพราะมีบางส่วนไม่อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ไม่มีการบรรจุหีบห่ออย่างมิดชิด ทำให้เปียกชื้นจนเกิดสนิม คาดว่าเป็นการลักลอบนำมาทิ้งเพื่อหลบหนีความผิดจากนโยบายกวาดล้างอาวุธสงคราม และยังพบว่าอาวุธหลายรายการเชื่อมโยงกับการก่อเหตุรุนแรงทางการเมืองในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก ในช่วงปี 2557 โดยเมื่อวันที่ 1 ธ.ค.ที่ผ่านมา มีรายงานว่า ร.อ.วิลิต จุลกะ ผบ.มว.รส.ศปภอ.ทบ.1 ได้ส่งตัวชายต้องสงสัยอายุ 54 ปี ที่อาจมีความเชื่อมโยงกับการพบอาวุธสงครามครั้งนี้ ให้หน่วยควบคุมตัวตามมาตรา 44 โดยเจ้าหน้าที่ได้บันทึกประวัติ และให้แพทย์ตรวจร่างกายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จะครบกำหนดการควบคุมตัวในวันที่ 7 ธ.ค.นี้