วันเสาร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เครื่องตรวจวัตถุระเบิด

ตามที่ บริษัทท่าอากาศยานไทย หรือ ทอท.พิจารณาเปิดประมูลจัดซื้อจัดจ้าง ระบบตรวจสอบวัตถุระเบิดและงานปรับปรุงระบบลำเลียงกระเป๋าสัมภาระ ของอาคารเทียบผู้โดยสารหลังใหม่ใน สนามบินสุวรรณภูมิ มูลค่าโครงการประมาณ 3,053 ล้านบาท กำหนดการสแกนกระเป๋าสัมภาระ 0.5 เมตรต่อวินาที จากเดิม 0.3 เมตรต่อวินาที จุดที่น่าสังเกตก็คือ ก่อนหน้านี้ บอร์ด ทอท. ได้อนุมัติโครงการจัดหาเครื่องเอกซเรย์ เมื่อเดือน มิ.ย.2559 โดยวิธีพิเศษจากผู้ผลิตหรือผู้แทนจำหน่ายโดยตรง อ้างเป็นงานที่ต้องการความเชี่ยวชาญโดยตรงจาก บริษัทเอ็ม ไอ ที โซลูชั่น ทำให้ได้รับสิทธิ์ขายเครื่องเอกซเรย์ L3 แต่เพียงรายเดียวในประเทศไทย

สำหรับเครื่องตรวจสอบวัตถุระเบิดเดิม CTX 9000 จำนวน 26 เครื่อง พร้อมสายพานลำเลียงกระเป๋าก็เป็นคนละระบบกับ L3 และยังใช้งานอยู่ ปรากฏว่า มีบริษัทเอกชนรายหนึ่งได้ทำหนังสือประท้วงและแสดงความกังวลในการตัดสินใจเลือกระบบตรวจวัตถุระเบิดและสายพานใหม่โดยทำหนังสือถึง นิตินัย ศิริสมรรถการ ผอ.ทอท. อ้างถึงความสิ้นเปลืองงบประมาณโดยไม่จำเป็น และมีแนวโน้มต้องใช้งบประมาณมากขึ้นถ้ามีการเปลี่ยนระบบ

นอกจากนี้ องค์กรด้านตรวจสอบความปลอดภัยของสหรัฐฯที่ออกใบรับรองเครื่องตรวจวัตถุระเบิด 0.5 m/s ได้รวบรวมข้อมูลเครื่องตรวจวัตถุระเบิดชนิดดังกล่าว จำหน่ายได้มากที่สุด 174 เครื่อง ในขณะที่ L3-MV3D จำหน่ายได้ไม่เกิน 50 เครื่อง สนามบินทั้งสหรัฐฯยังไม่ เคยเปลี่ยน CTX 9400 ที่ใช้งานอยู่ และตามคำแนะนำของบริษัทที่ปรึกษา การนำเครื่องตรวจวัตถุระเบิดที่มีความเร็ว 0.5 เมตรต่อวินาทีมาใช้ส่วนใหญ่จะเป็นกระเป๋าระบบ Stand Alone เท่านั้น

ดังนั้น จึงมีข้อน่าสังเกตว่า เมื่อเครื่องสแกนวัตถุระเบิดที่มีความเร็ว 0.5 เมตรต่อวินาที ไม่นิยมใช้ และส่วนใหญ่ที่ใช้ CTX อยู่แล้วก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงจาก 0.3 เมตรต่อวินาทีมาเป็น 0.5 เมตรต่อวินาที ประกอบกับจากข้อมูลที่ระบุว่า สนามบินในอเมริกา แม้ทุกสนามบินจะทยอยเปลี่ยนเครื่องรุ่นเก่าก็จะใช้แบบเดิมแต่เป็นรุ่นที่มีการพัฒนาเพิ่มเติมเช่นเครื่อง CTX 9800 รุ่นใหม่ เช่นเดียวกับสนามบิน Heathrow ของ อังกฤษ และสนามบิน นาริตะ ของญี่ปุ่น

ไม่เท่านั้น จากคำแนะนำของบริษัทที่ปรึกษา ทอท.ใช้งบประมาณโครงการ TBT (Transfer Bag) มูลค่าโครงการ 1,800 ล้านบาท ให้แก้ไขของบประมาณเพิ่มเติม อีก 700 ล้านบาท ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นโครงการระบบสายพานที่ สนามบินภูเก็ต ที่เปิดใช้มาได้ประมาณ 2 ปีเท่านั้น

ทั้งนี้ โครงการออกแบบระบบสายพานดังกล่าว มูลค่าเกือบ 4,000 ล้านบาท ที่ใช้เครื่องเอกซเรย์ธรรมดา ราคากว่า 3 ล้านบาท ไม่สามารถตรวจจับวัตถุระเบิดได้ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นใน ระบบรักษาความปลอดภัย ที่ต้องแข่งขันกับ สนามบินนานาชาติ โดยเฉพาะในอาเซียนด้วยกัน

งานนี้ ทอท.จะต้องตอบคำถามถึงความโปร่งใสและตรวจสอบได้ ในขณะที่รัฐบาลมีนโยบายปรับปรุงสนามบินทั่วประเทศให้มีระดับมาตรฐานสากลเพื่อยกระดับการแข่งขันและการท่องเที่ยว จึงต้องหาคำตอบเรื่องของประสิทธิภาพและความคุ้มค่า ไม่ใช่คิดจะเปลี่ยนโน่นเปลี่ยนนี่ให้สิ้นเปลืองงบประมาณและเกิดความไม่ชอบมาพากล.

หมัดเหล็ก
mudlek@thairath.co.th