วันจันทร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เสียดายและอาลัย "เพชรน้ำหนึ่ง" อาเซียน

โดย ซูม

ผมทราบข่าวว่า ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ และอดีตเลขาธิการอาเซียน ถึงแก่อนิจกรรมด้วยโรคหัวใจวายเฉียบพลัน เมื่อเวลาเกือบ 4 โมงเย็นของวันพฤหัสบดีที่แล้ว

ทันทีที่อ่านเจอข่าวในเว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์ออนไลน์ฉบับต่างๆ ที่นำเสนอข่าวได้อย่างรวดเร็วในเวลาใกล้เคียงกัน ผมก็รู้สึกใจหายจนต้องนั่งควบคุมจิตใจให้สงบนิ่งอยู่เป็นเวลาหลายนาที

จะเขียนอะไรถึงท่านบ้างก็ไม่ทันเสียแล้ว เพราะจะต้องเขียนเรื่องเบาๆ สนุกสนาน ตามแนวของฉบับวันเสาร์และวันอาทิตย์ถึง 2 วัน

แต่ก็คงไม่ช้าเกินไปหรอกครับที่มาเขียนในวันนี้ (จันทร์ที่ 4 ธ.ค.) เพราะการเขียนถึงคนดีที่มีคุณค่าแก่ประเทศชาติ และได้ฝากผลงานอันมีคุณค่ามหาศาล จนประเทศชาติมีชื่อมีเสียงเป็นที่รู้จัก เป็นที่ชื่นชอบของนานาอารยประเทศ เช่นท่าน ย่อมไม่มีคำว่า “ช้าเกินไป”

ผมรู้จักกับ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ มานานมาก ตั้งแต่ก่อนที่ท่าน จะลาออกจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาสู่วงการเมืองเสียอีกด้วยซํ้า

ยิ่งเมื่อท่านมาเป็นนักการเมืองเต็มตัว และต่อมาได้เป็นถึงรัฐมนตรีต่างประเทศก็ยิ่งได้มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันมากขึ้น

แม้ภายหลังเมื่อท่านไปดำรงตำแหน่งเลขาธิการอาเซียน ก็ได้พบและพูดคุยกันอีกหลายครั้ง เวลาท่านเดินทางกลับมาประเทศไทย

ผมเห็นด้วยกับคำชื่นชมของสื่อต่างประเทศหลายสำนัก รวมทั้งโฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯที่ยกย่องให้ ดร.สุรินทร์ เป็น “รัฐบุรุษที่ยอดเยี่ยมแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

แม้นาง ฮีทเธอร์ นอ เอิร์ต โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯจะ ระบุเหตุผลในการยกย่องว่า เพราะ “ดร.สุรินทร์มีส่วนสำคัญยิ่งในการสร้างความแข็งแกร่งให้กับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ และระหว่างอาเซียนกับสหรัฐฯ” ซึ่งเป็นการมองจากมุมของสหรัฐฯเพียงมุมเดียว

แต่ในข้อเท็จจริงแล้ว ดร.สุรินทร์มิได้สร้างสัมพันธ์อันแข็งแกร่งเฉพาะประเทศไทยกับสหรัฐฯ หรืออาเซียนกับสหรัฐฯเท่านั้น

ท่านได้สร้างไว้กับทุกประเทศในโลกนี้ อันเป็นผลให้เกิดความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศชั้นนำทั้งหลายกับประเทศไทยและอาเซียนด้วยในที่สุด และยังเป็นความสัมพันธ์ที่ยืนยาวมาจนถึงปัจจุบัน

ดร.สุรินทร์เป็นนักปาฐกถาชั้นยอด พูดได้ทั้งไทยและอังกฤษ และถ้าเราสังเกตคำพูดคำจาของท่าน แทบจะไม่มีประโยคใด หรือวลีใดเลยที่จะแสดงถึงความก้าวร้าวดุดัน หรือไม่เคารพคนอื่น ทั้งบนเวทีหรือ ในการพูดจาทั่วไป

ท่านจึงเป็นที่รักใคร่และชื่นชมของทุกๆฝ่าย แม้แต่นักการเมืองต่างพรรค ก็ไม่เคยได้ยินเลยว่า มีใครที่ไหนรังเกียจเดียดฉันท์ท่าน

เหนืออื่นใด แนวความคิดของท่าน มันสมองของท่าน ยังเต็มไป ด้วยความแหลมคม และเปี่ยมไปด้วยข้อเสนอแนะไปสู่ทางปฏิบัติที่สมเหตุสมผล นำไปปฏิบัติได้ เกิดประโยชน์ทั้งแก่ประเทศไทยและนานาชาติในหลายๆเรื่อง แม้จะพ้นตำแหน่งเลขาธิการอาเซียนมาแล้ว

จึงเป็นที่น่าเสียดายที่ต้องสูญเสียท่านไปด้วยวัย 68 ปี ซึ่งในสมัยนี้ ถือว่าเป็นวัยที่ยังสามารถรับใช้ชาติบ้านเมืองและสังคมได้เป็นอย่างดียิ่ง

การถึงแก่อนิจกรรมของท่าน ชี้ให้เห็นอีกครั้งว่า “โรคหัวใจ” ยังคงเป็นโรคที่น่าสะพรึงกลัว เพราะได้คร่าชีวิตคนไทยในแต่ละปีเป็นจำนวนมาก

บางรายโชคดีที่มีอาการเตือนก่อน จึงไปตรวจร่างกายอย่างละเอียดถี่ถ้วน และได้รับการรักษาเยียวยาอย่างทันท่วงที

แต่ก็มีหลายรายที่ไม่มีอาการเตือนเลย พอเกิดอาการขึ้นก็ “วาย” ในฉับพลัน สุดที่แพทย์จะช่วยไว้ได้

นอกจากจะเขียนแสดงความรักความอาลัยที่มีต่อ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ บุคคลทรงคุณค่าที่ทำประโยชน์แก่ประเทศไทยและอาเซียนอย่างมากมายมหาศาล จนเป็นที่ประจักษ์อย่างดีของชาวโลกดังกล่าวแล้ว ผมก็ใคร่ถือโอกาสกราบเรียนท่านที่อยู่ในวัยทำงานอายุ 40-50 ปีขึ้นไป จนถึงคนอายุ 60 ปี 70 ปี ที่ยังทำงานอยู่ ให้หมั่นดูแลร่างกายและตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ

โดยเฉพาะหัวใจเป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุด ตรวจบ่อยๆก็ดีครับ...ถ้ารู้ตัวก่อนว่าเราเป็นโรคนี้แพทย์จะช่วยรักษา หรือป้องกันได้ทันท่วงที

ขอฝากถึงทุกๆท่านที่กำลังทุ่มเททำงานหนักอยู่ในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นงานเพื่อประเทศชาติ หรืองานเพื่อครอบครัวก็ตาม โปรดดูแลรักษาตัวเองกันด้วยนะครับ.

“ซูม”