วันเสาร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เอิร์น จิรวรรณ อดีตนักร้อง เปิดใจ! หลังลือสามีซุกกิ๊กดีกรีนางงามดัง!

แม้จะไม่ได้อยู่ในวงการบันเทิงเต็มตัวแล้ว สำหรับอดีตนักร้องสาวในยุค 90 เอิร์น จิรวรรณ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง หรือ จิรวรรณ เตชะหรูวิจิตร ที่ตอนนี้ได้แต่งงานมีครอบครัวกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ตัวเธอและสามียังมีชื่อเสียงอยู่ในแวดวงไฮโซให้ได้เห็น ให้ได้ยินอยู่บ้าง ล่าสุดกับข่าวลือใหญ่โต เมื่อมีคนลือกันสนั่นว่า เตียงของคู่นี้กำลังจะหัก เพราะสามีซุกกิ๊กดีกรีอดีตนางงาม หลังมีคนจับผิดภาพคล้ายอยู่สถานที่เดียวกันของ น้ำเพชร ฏีญาร์ภา กับ ดราฟ สามีของเอิร์น 

ล่าสุดเธอได้มานั่งเปิดใจในรายการ ยิ่งศักดิ์ยิ่งแซ่บ ทางช่อง 9 MCOT HD หมายเลข 30 ซึ่งเธอก็เคลียร์อย่างชัดเจนว่า ไม่ได้เป็นอย่างที่ข่าวออกมาแน่นอน และเรื่องนั้นก็ได้คุยเคลียร์กันเรียบร้อยแล้ว

ห่างหายจากวงการบันเทิงไปทั้งหมดกี่ปี? “อัลบั้มสุดท้ายตอนอายุ 21 ปี ก็ห่างหายไป 14 ปีค่ะ ตอนนี้เป็นพิธีกรรายการสอนภาษาอังกฤษกับภาษาจีน 1 นาทีค่ะ อาชีพหลักก็จะเกี่ยวกับด้านการศึกษาค่ะ ตอนนี้ได้มาช่วยดูแลโรงเรียนค่ะ ส่วนธุรกิจครอบครัวทำโรงแรมเอเชียค่ะ และธุรกิจมหาวิทยาลัยคือมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรีค่ะ”

แต่งงานกับสามีมากี่ปีแล้ว? “กำลังจะครบ 5 ปีค่ะ แต่ต้องบอกว่าเราโชคดีมาก ถึงแม้ว่าจะย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านที่อยู่กับคุณพ่อคุณแม่สามี คุณพ่อคุณแม่ก็น่ารัก ให้ความเป็นส่วนตัวกับครอบครัวใหม่ มีอะไรก็จะให้เราใช้ชีวิตอยู่กัน 2 คน ตอนเช้าก็จะมีรับประทานอาหารร่วมกัน

ส่วนกับสามีเราก็จะใช้ชีวิตกันปกติ ตอนที่เป็นแฟน คบกันแค่ปีเดียวแล้วแต่งงานกัน เพราะฉะนั้นอาจจะต้องมีช่วงแรกในการปรับตัว คือเราแต่ละคนอาจจะไม่ได้อยู่ด้วยกันตลอด 24 ชม. มาก่อน พอมาอยู่ด้วยกัน อาจจะกระทบกระทั่งกันบ้าง แต่เราก็ปรับตัวกันได้เร็ว คราวนี้ก็ไม่ค่อยมีปัญหาอะไรกันเลย”

ทำไมเราคบกันไม่นาน ถึงตัดสินใจแต่งงาน หรือกลัวใครจะมาเอาไป? “เอิร์นเป็นคนที่มีแฟนไม่เยอะ แต่ก็มีแฟนแบบที่คบกันมานานด้วย เรารู้สึกว่า ถ้ามันใช่ก็คือใช่แล้ว และก็พอแต่งงานกันก็ปรับตัวเข้าหากันมากกว่า”

ช่วงแรกๆ ที่อยู่ด้วยกัน สามีจะเสียงดัง? “คือคาแรกเตอร์เค้าเป็นอย่างนั้นอยู่แล้วค่ะ เป็นแบบทหาร แล้วเป็นคนที่เสียงดังอยู่แล้ว แนวห้าวๆ ตอนนี้ชีวิตคู่ดีขึ้นมากค่ะ เมื่อก่อนมีความคิดตามสไตล์เด็กคนหนึ่งว่า ถ้าเราไม่ผิด เราจะไม่ง้อ แต่มาตอนนี้พอมาใช้ชีวิตคู่ มันเป็นแบบนั้นไม่ได้

อย่างเวลาเราทะเลาะกันก็จะจบด้วยการแม้จะนอนเตียงเดียวกัน แต่ก็นอนหันหลังให้กัน และมันก็รู้สึกว่าเป็นพลังด้านลบทั้งหมด ไม่ได้มีใครแพ้ใครชนะจากการนอนหันหลังให้กัน ก็เลยเลือกที่จะไม่ว่าจะถูกหรือผิด ก็จะเป็นคนที่พูดกับเค้าก่อน แล้วทุกอย่างมันก็จะกลับไปเป็นครอบครัวกันเหมือนเดิม”

มีข่าวสามีซุกกิ๊กเป็นนางงาม จริงมั้ย? “เอิร์นได้ข่าวต่อจากเพื่อนค่ะ คือตอนนั้นเลี้ยงลูก แล้วข่าวนี้มาตอนต้นปีนะคะ เพื่อนส่งมา เราก็อ่านเสร็จก็โทรหาพี่ดราฟ ถามว่าข่าวนี้จริงมั้ย เค้าก็ขอเวลาอ่านก่อน แล้วเราก็คุยกัน อย่างภาพที่ออกมา มันเป็นการทำกิจกรรมปกติ อย่างภาพที่น้องเค้าไปปล่อยปลา หรือว่าไปทำนั่นทำนี่

อย่างภาพนั่งบนมอเตอร์ไซค์ ก็เป็นรถที่จอดอยู่ที่บ้านค่ะ เค้าเป็นกลุ่มที่ขับรถด้วยกัน น้องเค้าขอถ่ายรูปบนรถ แต่ไม่ต้องกลัวค่ะ เพราะที่บ้านนั้นคุณพ่อคุณแม่สามีก็อยู่ด้วย ฉะนั้นอะไรที่เป็นพลังด้านลบไม่ต้องกลัวเลย เอิร์นเลยค่อนข้างมั่นใจว่า ถ้ามาที่บ้านยังไงก็เป็นกลุ่มเพื่อนอยู่แล้ว จริงๆ เอิร์นค่อนข้างชิลมากกับข่าวแบบนี้

คือก็มีโน่นมีนี่มาให้ได้ยินเรื่อยๆ แต่เราให้เกียรติซึ่งกันและกัน เราให้อะไรสามีไป สามีก็น่าจะให้สิ่งนั้นกลับคืนกับเรา เราค่อนข้างให้เกียรติซึ่งกันและกันค่ะ”

อย่างรูปรถซุปเปอร์คาร์ เค้าก็เข้าไปนั่งแล้วขอถ่ายรูปรถเธอด้วยเหรอ? “ใช่ค่ะ คือมันเป็นอย่างนี้เค้าก็มาขอถ่ายเหมือนกัน มาที่บ้านก็เปิดคันนี้ๆ แล้วขอถ่ายหน่อยได้มั้ย”

สามีเราก็น่าจะคิดหน่อยมั้ย ว่าพาคนมาที่บ้านแล้วเค้ามาขอถ่ายรูปอย่างนี้ ก็จะกระทบกับภรรยา? “(หัวเราะ) จริงๆ สามีเป็นคนที่คือเค้าคิดเยอะนะคะเรื่องครอบครัว แต่ถ้าในเรื่องเพื่อน เค้าเป็นคนเพื่อนเยอะ แต่อาจไม่ได้คิดในรายละเอียด อย่างเพื่อนๆ ก็มีถ่ายภาพกัน แต่ไม่ได้เป็นจุดโฟกัสของสังคม”

ตอนที่เห็นภาพออกไปใหม่ๆ กลัวมั้ยว่าสังคมจะเข้าใจผิด? “ถามว่าตกอกตกใจมั้ย คือเราค่อนข้างจะเคลียร์กับสามีน่ะค่ะ แต่ว่าเราก็ไม่ได้มีอะไร เพราะมันเป็นภาพที่ถ่ายที่บ้าน แล้วเอิร์นก็อยู่ที่บ้าน แต่ว่าแค่ไม่ได้เดินมาส่วนของโรงรถมาเจอกับกลุ่มเพื่อนๆ”

คนอาจจะมองว่าเราระหองระแหงกับสามี แล้วสามีก็พาภรรยาใหม่มาที่บ้าน? “จริงๆ เราคุยกับสามีหลังจากที่เราเคลียร์กันแล้ว ก็เห็นว่ามันไม่ได้มีอะไร และเราก็ไม่ได้เป็นคนคิดมาก คือเราก็ถามเค้านะคะ ว่าภาพนี้มายังไง สามีก็จะบอกว่า วันนั้นไง ที่กลุ่มเพื่อนมาที่บ้าน แต่เอิร์นก็จะไม่ทราบว่ามีใครมาบ้าง คือเราถามได้ เค้าไม่โกรธค่ะ เราก็ถามแนวที่ไม่ได้จับผิดค่ะ ไม่ได้จี้ค่ะ ค่อยๆ ถามค่ะ”

เอิร์นไว้ใจสามีใช่มั้ย? “ถามว่าไว้ใจมั้ย คือเราให้เกียรติซึ่งกันและกัน และเอิร์นเชื่อว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเค้าคือสถาบันครอบครัวค่ะ เพราะฉะนั้นอะไรที่เข้ามาทำให้ครอบครัวรู้สึกว่าเสียพลังด้านบวกไป เอิร์นคิดว่าพี่ดราฟเค้าคงจะไม่ทำ อันนี้คือความเชื่อใจที่จะทำ แต่ถามว่าไว้ใจ 100% มั้ย ผู้ชายไม่มีใครไว้ใจได้ 100% หรอกค่ะ ก็ไม่ได้โลกสวยขนาดนั้น แต่งงานก็ตอนอายุ 30 แล้ว หลังจากที่คุยกันแล้ว ก็ไม่ต้องมานั่งตามข่าวอีก เพราะเรารู้แล้วจุดยืนเราเป็นยังไง”

สุดท้ายแล้ว เรารู้จักผู้หญิงที่เป็นข่าวกับสามีเรามั้ย? “ไม่รู้จักค่ะ ไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว ไม่เคยทักทายหรือพูดคุยกัน ถามว่าทำไมถึงไม่ยกสายหากัน คือเราอยู่เฉยๆ นี่แหละค่ะ คือเราก็รู้ว่าเรื่องจริงเราไม่มีอะไร เราอยู่อย่างนี้ดีกว่า เพราะเราก็ไม่รู้ว่าเราจะโทรไปเพื่ออะไร ถ้าน้องเค้าจะทำก็เป็นสิทธิ์ของเค้า เราแค่รู้ตัวว่าเรามีจุดยืนยังไง สามีเรามีจุดยืนยังไง เราไม่ต้องไปเสียความเป็นตัวเองเพื่อเรื่องอะไรแบบนี้ค่ะ”

สามีเป็นคนหล่อ แล้วมีข่าวกุ๊กกิ๊กแบบนี้บ่อยมั้ย? “มีค่ะ ตอนเป็นแฟนเราก็จะทราบบ้าง คือพี่ดราฟเค้าเป็นคนที่มีเพื่อนได้ทั้งผู้ชายผู้หญิงค่ะ”

ช่วงที่มีข่าวน้องนางงามคนนี้ บ้านเราเกือบแตกเลย? “ไม่มีเลยค่ะ เราทราบข่าวนี้ตอนเย็นใช่มั้ยคะ เราก็เคลียร์กัน พอรุ่งขึ้นโลกก็เป็นสีปกติเลยค่ะ คือเราไม่รู้จะไปจับผิดสามีเรื่องอะไร เราแค่ถามเพื่อให้เค้าทราบว่า ตอนนี้มันมีข่าวนี้ออกมานะ เค้าก็แค่อธิบายให้กับเรา คือเราสำหรับเอิร์นเป็นคนที่ไม่ค่อยยืดเยื้อค่ะ ถ้าเค้าพูดคำไหนเราก็จะจบตรงนั้น”

แล้ววันรุ่งขึ้นเรายังมองเค้าเหมือนเดิมเหรอ? “ก็ยังเป็นพี่ดราฟคนเดิมค่ะ”

ตลอดเวลาที่อยู่กับสามี มีข่าวแรงๆ ออกมา เรากระชับสัมพันธ์กับสามียังไง? “เราเป็นคนที่คบกันแบบเพื่อนด้วยค่ะ ส่วนหนึ่งที่เรารู้สึกว่าผู้ชายคนนี้มีความมั่นคง คือเค้าเป็นลูกชายที่ดูแลคุณแม่ทุกกระเบียดนิ้วมาก เราก็เลยรู้สึกว่าผู้ชายคนนี้ให้ความสำคัญกับครอบครัว อีกเรื่องคือเค้าเป็นคนสม่ำเสมอ ตอนที่เป็นแฟนเราเค้าก็จะส่งมากู๊ดมอร์นิ่งทุกเช้า แล้วก็กู๊ดไนต์ก่อนนอนทุกคืน ไม่ว่าจะเลิกงานดึกขนาดไหน เราก็เลยรู้สึกว่าเค้ามีความสม่ำเสมอ แล้วเราก็จะไม่มานั่งจิกว่าอะไรยังไง อย่างเช่นว่า เราโทรไปถามกลับกี่โมง เค้าบอกกลับสี่ทุ่ม เราก็โอเค เราจะไม่มานั่งจิกว่าอยู่ไหนๆ ถ้าคนๆ นึงจะโกหก เราก็ต้องเชื่ออยู่แล้ว เพราะเราไม่ได้ขับรถออกไปตามหาว่าเค้าทำอย่างนั้นจริงรึเปล่า มันเหนื่อยเกินไปสำหรับเรา ถ้าจับได้ว่าเค้าโกหกเราก็นอนไม่หลับอีก คือทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับเรา เราไม่อยากเสียเวลาไปกับตรงนั้น”

พ่อแม่ทั้งคู่ว่ายังไงบ้าง? “พ่อแม่สามีไม่ได้พูดเรื่องนี้เลยนะคะ แต่ว่าพ่อกับแม่เอิร์นเค้าก็จะมีถาม เราก็จะบอกข้อมูลไปตามที่เรารับมา คุณแม่ก็โอเค จบ ส่วนความสนิทกับคุณแม่สามี ท่านเป็นคนที่น่ารักมากค่ะ เวลาเรามีเรื่องอะไรเราก็สามารถที่จะปรึกษาท่านได้ แต่ว่าท่านทำงานเยอะมาก ท่านก็จะห่วงเราค่ะ”

เรามีความเครียดมั้ย ในเวลาที่มันเป็นข่าวตลอดเวลา? “ไม่นะคะ แต่เราก็ยังแปลกใจอยู่เลยว่า เราออกจากวงการมาแล้ว มันก็ยังมีข่าวอยู่เลย”

เอาความรู้สึกอะไรมา ทำไมถึงทนข่าวต่างๆ ได้? “คำว่าครอบครัวนี่แหละค่ะ เราต้องใช้อะไรที่มันมีเหตุผล พอเรามีลูกปุ๊บเนี่ย เอิร์นค่อนข้างจะนิ่งขึ้นนะคะ จุดโฟกัสสำคัญเราคือลูก แต่เรื่องสามีก็สำคัญนะคะ แต่เวลาที่เราคุยกับสามีเราค่อนข้างจะใช้เหตุผลมากกว่า ถ้าเรารับข่าวมาปุ๊บแล้วเราปรี๊ดใส่สามี บางทีเค้าทำงานยุ่งๆ เค้าก็อาจจะปรี๊ดใส่เราเหมือนกัน”

ใช้อะไรมัดใจสามี? “น่าจะเป็นเรื่องของความเข้าใจซึ่งกันและกัน พี่ดราฟกับเอิร์นค่อนข้างจะเหมือนเพื่อน เวลาเรามีอะไรเราก็จะปรึกษาซึ่งกันและกัน เค้าเหมือนเพื่อนเหมือนพี่ชาย บางเรื่องเราเลยกล้าพูดกับเค้า ถ้ามาเจอผู้หญิงแนวง้องแง้งๆ เค้าก็จะไม่โอเค คือเราเข้าใจว่าเค้าเป็นคนแบบไหน ถ้าเค้าไม่ชอบอะไร เราก็จะไม่ทำแบบนั้น”

อะไรที่ทำให้เราไว้ใจเค้า ว่าเค้าจะไม่ไปทำแบบนี้กับใคร? “เอิร์นว่าจริงๆ การที่เราจะมีความสุขได้มันเริ่มที่ตัวเอง ถ้าเราเลือกที่จะไว้ใจเค้าแล้ว เราก็ไม่ต้องไปคิดอะไรมากค่ะ เอิร์นมั่นใจมากว่า พี่ดราฟเค้าเป็นคนที่เห็นครอบครัวสำคัญที่สุดค่ะ”

แบ่งปันความคิดให้ภรรยามีความสุข? “จริงๆ อยากจะให้ทุกคนคิดว่า การที่เราเกิดมาคู่กัน เราไม่ได้เป็นเจ้าของของคนอีกคนหนึ่ง แต่เราแค่เป็นส่วนที่เติมเต็มแล้วก้าวเดินไปพร้อมกันอย่างมีความสุข เพราะฉะนั้นการที่เรากำหนดชีวิตเค้าให้เป็นอย่างที่เราอยากได้

เพราะฉะนั้นการที่เรารู้จักไว้ใจและให้เกียรติซึ่งกันและกัน แล้วก็ปล่อยวางบ้างในบางเรื่อง ไม่ต้องเอาเรื่องเล็กๆ น้อยๆ มาเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิต คำนึงถึงพลังบวกในครอบครัว และสิ่งที่เราเต็มใจทำให้กันและกันดีกว่าค่ะ ถ้าเราปล่อยวางได้ ทุกคนจะใช้ชีวิตคู่อย่างมีความสุข

และจะมองเห็นสิ่งดีๆ ของคนที่มาเคียงข้างเราได้มากขึ้นค่ะ แทนที่จะมองไปยังจุดลบของเค้า การที่เค้าเลือกใครสักคนมาเป็นคู่ชีวิต แสดงว่าเค้าต้องมองเห็นอะไรดีๆ ในชีวิตเรา เพราะฉะนั้นให้มองสิ่งดีๆ ของชีวิตเราไว้ค่ะ”.