วันเสาร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เปิดใจ 'น้องเจน' นางฟ้าไร้เสียง ดีกรีแข้งโต๊ะเล็กทีมชาติไทย

เปิดใจ "น้องเจน" สุชาดา เพียขันทา นักฟุตซอลหญิงทีมชาติไทย ผู้ได้รับฉายา นางฟ้าไร้เสียง แห่งวงการโต๊ะเล็กไทย...


วันที่ 1 ธ.ค. ทีมข่าวได้เฝ้าติดตามดูการซ้อมของ "น้องเจน" สุชาดา เพียขันทา อายุ 23 ปี ผู้ได้รับฉายาว่า นางฟ้าไร้เสียง แห่งวงการโต๊ะเล็กของไทย ดีกรีติดทีมชาติไทยนักฟุตซอลหญิง ซึ่งปกติน้องเจน จะมาออกกำลังกายที่สนามกีฬา อบจ.ขอนแก่น เพื่อฟิตร่างกายให้พร้อมอยู่สม่ำเสมอ ทั้งการวิ่ง การเดาะบอล การควบคุมการเลี้ยงลูกบอล เพื่อให้ร่างกายยืดหยุ่น

เมื่อปี 2014 น้องเจน มีโค้ช นิกร หรือนายนิกร บุญครุฑ อายุ 40 ปี ซึ่งสอนอยู่ที่โรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดปราจีนบุรี สอนวิชาพลศึกษา มองเห็นแววของน้องเจน ว่าจะสามารถเล่นกีฬาฟุตบอลได้ จึงจับน้องเจนมาคัดตัวทีมชาติ ทุ่มเทสอนน้องเจนจนสามารถพัฒนาตัวเอง ผ่านการคัดเลือกจนติดทีมชาติไทย ไปแข่งขันกีฬาฟุตบอลและฟุตซอลคนพิการทางการได้ยินทีมชาติไทย ติดทีมชาติฟุตซอลคนหูหนวกชิงแชมป์โลก ปี 2015 และฟุตบอลชิงแชมป์โลกปี 2016 ในตำแหน่งศูนย์หน้า

น้องเจน เปิดเผยถึงชีวิตก่อนจะมาเป็นนักกีฬาฟุตซอลทีมชาติไทยว่า "ตัวเองต้องผ่านอุปสรรค ทั้งแรงกาย แรงใจ ต้องก้าวข้ามผ่านอุปสรรคในเรื่องการสื่อสาร ความน้อยเนื้อต่ำใจ ผันเปลี่ยนเป็นแรงบันดาลใจให้กับตัวเองก่อนจะเป็นนักกีฬาฟุตซอล เป็นนักกีฬากรีฑามาก่อน คว้าเหรียญรางวัลมาหลายรายการจากการแข่งขันกีฬาคนพิการแห่งชาติ กว่า 70 เหรียญ" 

นอกจากนี้ น้องเจน ยังกล่าวต่ออีกว่า "เคยรู้สึกท้อ น้อยเนื้อต่ำใจ ที่ตัวเองเกิดมาไม่ปกติเหมือนคนทั่วไป และเคยยอมแพ้มาแล้วอีกด้วย แต่ที่เสียใจที่สุด เพราะว่า ฟังอ่านปากโค้ชสอนไม่เข้าใจ ว่าต้องทำวิธีใด ทำให้ถูกต้องยังไงดี แต่ก็ฮึดสู้ พยายามฝึกฝนใหม่ด้วยจินตนาการของตัวเอง จนเกิดการพัฒนาไปในทิศทางที่ดี สื่อสารกับโค้ชและเพื่อนร่วมทีมเข้าใจ ปัจจุบันอยู่ในจุดสูงสุดของชีวิตแล้วที่ได้ติดทีมชาติไทย และผ่านเรื่องราวร้ายๆ ในทางความคิดด้วยกำลังใจจากโค้ชและเพื่อนๆ จนทำให้มีความมั่นใจในตัวเอง ซึ่งอยากจะฝากถึงเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่กำลังตกอยู่ในภาวะน้อยใจ หรือยอมแพ้ เหมือนครั้งที่ตัวเองเคยเป็น อยากให้คิดถึงพ่อแม่ แม้จะเกิดมาไม่ปกติ อยากจะให้ทุกคนคิดสู้ ต้องมีเป้าหมาย และเดินไปให้สำเร็จถึงเป้าหมายเหมือนกับตัวเอง ซึ่งมันจะเป็นพลังทำให้เราสามารถยืนอยู่ในสังคมและเป็นความภาคภูมิใจของพ่อแม่และทุกคนได้”