วันอาทิตย์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ขัดขวางหน้าที่พลเมืองดี?

ทุกฝ่ายที่ออกมาแสดงความคิดเห็น ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ องค์กรภาคประชาชน สื่อมวลชน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และสหประชาชาติ ต่างตำหนิการกระทำของตำรวจและรัฐบาล กรณีเข้าสกัดกั้นจนเกิดการปะทะ และจับกุมแกนนำชาวเทพา 16 คน ขณะที่เดินเท้าเข้าสงขลา เพื่อยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรี คัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา

สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนสหประชาชาติ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ถูกจับกุมทุกคน และยกเลิกข้อกล่าวหา เพราะการประท้วงโดยสันติเป็นส่วนสำคัญ ของสังคมประชาธิปไตย เพื่อก่อให้เกิดสำนึกรับผิดชอบ และการมีส่วนร่วมของประชาชน ต้องถือว่าเป็นการสอนบทเรียนประชาธิปไตย โดยองค์การโลก

ผู้แทนยูเอ็นระบุว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ได้รับรายงานหลายครั้ง กรณีที่คนไทยผู้คัดค้านโครงการพัฒนาโดยสงบ ถูกข่มขู่จากทางการ และบริษัทเจ้าของโครงการพัฒนา มีสมาชิกในชุมชนและนักกิจกรรมถูกเข่นฆ่า ทำร้ายร่างกาย โดนข้อหาอาญา และถูกขัดขวางการชุมนุมโดยสันติ จึงขอเรียกร้องให้ทางการรับประกันสิทธิในการชุมนุม และการแสดงความคิดเห็น

ถือเสียว่าเป็นการสอนเรื่องพื้นฐานประชาธิปไตย เช่นเดียวกับจดหมายลาออกจากคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ของ ศ.ดร.สมภาร พรมทา บางตอนความว่านายทหารบางคนมีวัฒนธรรมเป็นปัญญาชน ...แต่เหตุการณ์ที่รัฐกระทำต่อชาวเทพา ทำให้คิดว่าไม่มีประโยชน์ที่จะทำงานทางวัฒนธรรม ต่อไป เพราะผู้นำรัฐไม่จัดให้พูดจากัน การพูดเป็นวัฒนธรรมพื้นฐานของมนุษย์

เสียงท้วงติงหรือเสียงวิจารณ์จากยูเอ็น อาจไม่กระทบโดยตรงต่อการเมืองหรือเศรษฐกิจไทย ประเทศไทยเคยเป็น “จำเลย” ของสหประชาชาติ ถูกเรียกไปซักถามปัญหาสิทธิมนุษยชน ที่นครเจนีวา และเคยแพ้มติสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ ด้วยคะแนน เสียง 55 ต่อร้อยกว่าเสียง เมื่อไทยแข่งขันเป็นสมาชิกในคณะมนตรีความมั่นคงยูเอ็น

ทั้งสหประชาชาติ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน องค์กรภาคประชาชน และนักวิชาการ ต่างเห็นพ้องกันว่าการเดินเท้าเข้าสงขลา เพื่อยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรี ของชาวอำเภอเทพาราว 500 คน เป็นการชุมนุมโดยสงบ เป็นการใช้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ แต่รัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐมองว่าเป็นการ “ต่อสู้หรือขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่”

ยังมีอีกหลายข้อหา เช่น กีดขวางการจราจร ปิดกั้นทางหลวง และพกพาอาวุธ (ซึ่งได้แก่คันธง) ซํ้ายังมีการใส่โซ่ตรวนผู้ถูกจับกุม เป็นการมองจากด้านรัฐเพียงด้านเดียว น่าจะมองด้านประชาชนด้วย เพราะถ้ามองจากด้านประชาชน อาจจะเห็นว่า เจ้าหน้าที่ขัดขวางการชุมนุม ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ.