วันศุกร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ตร.ท่องเที่ยวแถลง 4 คดีรวด จับแท็กซี่กรรโชกทรัพย์เลบานอน-โรแมนซ์สแกม

“บิ๊กโจ๊ก” นำทีมตำรวจท่องเที่ยว แถลง 4 คดีรวด ได้ผู้ต้องหา 24 ราย คดีแรกจับแท็กซี่กรรโชกทรัพย์หนุ่มเลบานอน อีกคดีแก๊งโรแมนซ์สแกม แสร้งรักออนไลน์ และสวมบัตรคนไทย ส่วนคดีสุดท้ายยุทธการอินทรีทมิฬ กวาดล้างผิวสีทั่วกรุง

เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 30 พ.ย. ที่ กก.1 บก.ทท. พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รรท.รอง ผบช.ทท. พล.ต.ต.ประเสริฐ เงินยวง ผบก.ทท.1 พล.ต.ต.ธรรมนูญ ไตรทิพยพงศ์ ผบก.ภ.จว.สมุทรปราการ พ.ต.อ.อาชยน ไกรทอง รอง ผบก.ทท.1 พ.ต.อ.พนัญชัย ชื่นใจธรรม รอง ผบก.ทท. 2 พ.ต.อ.นิธิธร จินตกานนท์ รอง ผบก.สปพ พ.ต.อ.ชูตระกูล ยศมาดี ผกก.สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และตำรวจท่องเที่ยว ตำรวจ 191 ตำรวจ สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บช.ปส. และ สตม. ร่วมกันแถลงผลการระดมกวาดล้างคดีสำคัญ 4 คดี ได้แก่ แท็กซี่กรรโชกทรัพย์ ขบวนการโรแมนซ์สแกม สวมบัตรคนไทย และ ยุทธการอินทรีทมิฬ

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า คดีแรกจับกุมแท็กซี่กรรโชกทรัพย์นักท่องเที่ยวชาวเลบานอน ตำรวจท่องเที่ยว สนธิกำลังตำรวจ สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จับกุม นายสุนทร รอดทรัพย์ อายุ 45 ปี และ นายวัชฤทธิ์ จันทร์อยู่ อายุ 42 ปี ข้อหาร่วมกันกรรโชกทรัพย์ จับกุม นายสุนทร ได้ที่สนามบินดอนเมือง และจับกุม นายวัชฤทธิ์ ได้ที่วัดหนองเอื้อง จ.เพชรบุรี

การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจาก นายมูฮัมมัด มุดดาฟา ดาร์ฮาร์ ชาวเลบานอน ซึ่งเป็นผู้เสียหายได้ถูก นายสุนทร ชักชวนให้โดยสารรถแท็กซี่ สีเขียวเหลือง ทะเบียน มฉ 8715 กรุงเทพมหานคร ซึ่งมี นายวัชฤทธิ์ เป็นคนขับจากสนามบินดอนเมือง เพื่อไปท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยตกลงราคาที่ 1,000 บาท แต่ระหว่างทางกลับถูกกรรโชกค่าโดยสารเพิ่มอีก 1,400 บาท แต่ผู้เสียหายไม่ยินยอม จึงร่วมกันข่มขู่ให้นำทรัพย์สินมีค่ามาให้

โดยนายสุนทรได้แย่งเอาเงินสด 400 ดอลลาร์สหรัฐ และชุดหูฟังไป ผู้เสียหายกลัวจึงรีบหนีลงจากรถ ก่อนเดินทางมาแจ้งความร้องทุกข์ ต่อมา เจ้าหน้าที่จึงได้สืบสวนจนจับกุมผู้ต้องหาทั้งสองได้ จากการตรวจสอบประวัติ พบว่าผู้ต้องหาทั้งสองรายมีประวัติอาชญากรรมในคดียาเสพติด และเคยก่อเหตุในลักษณะนี้หลายครั้ง โดย นายวัชฤทธิ์ คนขับรถแท็กซี่ยังคงให้การภาคเสธ แต่ยอมรับว่าได้ค่าจ้าง 800 บาท และที่หลบหนีไปเพราะกลัวความผิด

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า การกระทำดังกล่าวมีมานานแล้ว แต่ไม่ได้รับการปราบปราม ซึ่งระยะหลังทางกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยวร่วมกับกรมการขนส่งทางบก เริ่มระดมกวาดล้างแท็กซี่ที่กระทำความผิด จึงฝากไปยังประชาชนหากพบแท็กซี่ที่อยู่นอกสนามบิน มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมสามารถแจ้งมาได้ที่เบอร์โทร 1155 นอกจากนี้ มีตัวแทนจากสถานเอกอัครทูตเลบานอนประจำประเทศไทย เดินทางมาขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว ที่สามารถจับกุมผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี โดยได้มอบแจกันดอกไม้ให้กับเจ้าหน้าที่อีกด้วย

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวต่อว่า คดีที่สอง ยุทธการปราบปรามเครือข่าย แสร้งรักออนไลน์ ตำรวจท่องเที่ยว และตำรวจ 191 จับกุมขบวนการโรแมนซ์สแกม ได้ผู้ต้องหาทั้งหมด 7 ราย ชาวไนจีเรีย 1 ราย ชาวไทย 6 ราย ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์ และร่วมกันทุจริต หรือนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน หรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน

โดยมีพฤติกรรมหลอกลวงเหยื่อผ่านสื่อโซเชียล ให้เหยื่อเชื่อว่าเป็นคนมีฐานะ และต้องการสมรสด้วย โดยใช้ภาพชาวต่างชาติหน้าตาดีเป็นภาพโปรไฟล์ ก่อนจะทักข้อความไปหาหญิงสาวชาวไทย พูดคุยหว่านล้อมทำนองชู้สาว เมื่อผู้เสียหายเชื่อใจก็จะโทรศัพท์ไปขอยืมเงิน รวมถึงใช้วิธีการหลอกลวงว่าจะส่งของมาให้ แต่ต้องเสียค่าดำเนินการเป็นเงินประมาณ 2-4 หมื่นต่อราย ซึ่งมีเหยื่อหลายรายหลงเชื่อโอนให้ไปให้ และมารู้ตัวทีหลังว่าถูกหลอก และจากการตรวจสอบยังมีชาวไทยร่วมขบวนการทำหน้าที่เป็นคอลเซ็นเตอร์พูดคุยผ่านทางโทรศัพท์ สร้างสถานการณ์หลอกผู้เสียหายว่ามีสินค้า หรือพัสดุส่งมาจากต่างประเทศ ซึ่งติดค้างอยู่ที่สนามบิน โดยเหยื่อต้องโอนเงินมายังศุลกากร หรือเจ้าหน้าที่ขนส่ง เพื่อที่จะนำพัสดุออกไปได้ รวมถึงยังทำหน้าที่นายหน้าหาคนเปิดบัญชี, รับจ้างเปิดบัญชี และรับจ้างลงทะเบียนหมายเลขโทรศัพท์

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวอีกว่า คดีที่สาม ตำรวจท่องเที่ยว ตำรวจ 191 และสน.ห้วยขวาง ได้จับกุมบุคคลต่างด้าวสวมบัตรประชาชนคนไทยประกอบธุรกิจนำเที่ยว นายภัทรวิชญ์ ค่ะตึ อายุ 41 ปี ผู้ต้องหาเป็นบุคคลต่างด้าวสวมบัตรประชาชนเป็นคนไทยมาประกอบธุรกิจนำเที่ยว โดยจับกุมได้ที่ ซ.นวมินทร์ 86 แขวงรามอินทรา เขตคันนายาว กรุงเทพฯ การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่สืบทราบว่า นายภัทรวิชญ์ กรรมการผู้จัดการบริษัทไทยตงหม่ง อินเตอร์เนชั่นแนล ทราเวล กรุ๊ป จำกัด มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับการสวมบัตรประชาชน จึงได้ทำการสืบสวนจนทราบว่า ได้ขอมีบัตร เมื่อวันที่ 25 ก.ย. 2545 ในชื่อ นายยอฟู ค่ะตึ ที่ว่าการอำเภอพบพระ อีกทั้ง พบว่าได้มีการขอเปลี่ยนชื่อสกุลบ่อยครั้ง กว่า 15 ปี ตำรวจจึงได้ทำการขออำนาจศาลอาญาออกหมายจับเลขที่ 2583/2560 ลงวันที่ 24 ก.ย. ในฐานความผิด ยื่นคำขอมีบัตรโดยมิได้มีสัญชาติไทย ด้วยการแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จ ปกปิดข้อความจริงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ใช้หรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จ หรือกระทำการเพื่อให้ตนเองมีรายการในทะเบียนบ้าน หรือเอกสารการทะเบียนราษฎรโดยมิชอบ และแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชน หรือเอกสารราชการ นำตัวส่ง สน.ห้วยขวาง ดำเนินการต่อไป

และคดีที่ 4 ยุทธการอินทรีทมิฬ (BLACK EAGLE) 8 ทลายเครือข่ายอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติและการท่องเที่ยว จากการปิดล้อมตรวจค้นพื้นที่ 17 เป้าหมาย 36 จุด สามารถจับกุมผู้ต้องหาทั้งหมด 14 ราย ประกอบด้วย บุคคลต่างด้าว เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต รวม 9 ราย เป็นชาวอูกานดา 8 ราย และไนจีเรีย 1 ราย นอกจากนี้ ยังจับกุมบุคคลต่างด้าวเข้ามา และอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด 5 ราย เป็นชาวอูกานดา 1 ราย เซเนกัล 1 ราย แอฟริกาใต้ 1 ราย และไนจีเรีย 2 ราย ส่งให้พนักงานสอบสวน สตม. ดำเนินการบันทึกประวัติ ก่อนดำเนินการตามกฎหมายต่อไป.