วันพฤหัสบดีที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ผลของแนวคิดอำนาจนิยม

การประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรในภาคใต้ครั้งแรก ต้องถือว่าไม่ราบรื่น ไม่ประสบความสำเร็จในการสร้างความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล คสช. แม้จะอนุมัติงบประมาณถึงกว่า 5 แสนล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภาคใต้ แต่ได้เกิดเหตุที่อาจนำไปสู่ความรู้สึกไม่ดี อย่างน้อย 2 เหตุการณ์ และกลายเป็นเรื่องราวโด่งาดังกลบข่าว ครม.สัญจร

เหตุการณ์แรกสื่อมวลชนพาด หัวข่าวว่า นายกรัฐมนตรี “ตะคอก” หรือ “ตวาด” ผู้แทนชาวประมงปัตตานี ที่เข้าร้องเรียนขอความช่วยเหลือ เรื่องที่ชาวประมงได้รับความเดือดร้อน จากนโยบายการประมงของรัฐบาล เหตุการณ์ที่ 2 คือการปะทะกันระหว่างตำรวจกับกลุ่มประชาชนชาวอำเภอเทพา ขณะที่เดินทางเข้าสงขลา เพื่อยื่นหนังสือนายกรัฐมนตรี

กลุ่มประชาชนราว 500 คน ที่ เดินทางเพื่อขอพบนายกรัฐมนตรี เป็นกลุ่มต่อต้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เทพา ถูกจับกุมตัวไป 16 คน และตั้งข้อหาหนัก 4 ข้อหา รวมทั้งข้อหากีดขวางการจราจร ปิดกั้นทางหลวง ต่อสู้หรือขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน และพกพาอาวุธ (ไม่คันธงปลายแหลม) ในที่สาธารณะ ซึ่งมีโทษจำคุก

การสลายการชุมนุมครั้งนี้ มี เสียงวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่าย ศาสตราจารย์ท่านหนึ่งถึงกับประท้วง ด้วยการลาออกจากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสังคม และองค์กรชุมชนภาคใต้ออกแถลงการณ์ ประณามการใช้ความรุนแรงต่อประชาชน เป็นการละเมิดสิทธิ และสะท้อนวิธีคิดแบบ “อำนาจนิยม”

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติ (กสม.) ออกแถลงการณ์ว่าการเดินเท้าของประชาชน เพื่อยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรี เป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ กรรมการ กสม. ท่านหนึ่งเปรียบเทียบว่า กลุ่มผู้สนับสนุนโรงไฟฟ้าถ่านหิน ได้รับการต้อนรับจากเจ้าหน้าที่ แต่กลุ่มผู้คัดค้านถูกขัดขวาง ความเป็นจริงก็คือไม่ใช่แค่ขัดขวาง แต่ถูกจับกุมคุมขังและยัดข้อหาด้วย

ฟังคำชี้แจงของนายกรัฐมนตรี และนายตำรวจผู้ใหญ่ที่รับผิดชอบ ทำให้รู้สึกว่าไทยอาจเป็นประเทศเดียวในโลกเสรี ที่ถือว่ากฎหมายธรรมดาและคำสั่งคณะรัฐประหารใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ รัฐบาลอ้างว่าผู้ชุมนุมขัดคำสั่ง คสช. และทำผิดกฎหมายการชุมนุมสาธารณะ “ไม่ขออนุญาต” ก่อนการชุมนุม ซึ่งเป็นการตีความกฎหมายผิดและอำนาจนิยม

พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ 2558 ออกโดยรัฐบาล คสช. ตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 แม้จะจำกัดเสรีภาพในการชุมนุม แต่ไม่ถึงกับจะต้อง “ขออนุญาต” จึงจะชุมนุมได้ เพียงแต่ต้อง “แจ้ง” ให้ตำรวจท้องที่ทราบก่อนการชุมนุม กฎหมายนี้อาจมีปัญหาว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ 2560 หรือไม่ จะต้องหาคำตอบต่อไป หลังจากการเลือกตั้งและมีรัฐสภาใหม่.