วันอาทิตย์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ไม่สน 2 พรรคจับมือ บิ๊กป้อมว่าไม่เป็นคู่แข่ง!

พท.ออกตัวไม่ใช่เวลาคิด

“บิ๊กป้อม” ยักไหล่ไม่สนใจ 2 พรรคใหญ่ เพื่อไทย-ประชาธิปัตย์จับมือหลังเลือกตั้ง สกัดนายกฯคนนอก ปิดทาง คสช.ต่อท่ออำนาจ พท.ออกลูกชิ่ง ชี้ยังไม่ถึงเวลาคิดเรื่องนี้ ซัด คสช.ไม่จริงใจปฏิรูปการเมือง แค่ปาหี่สร้างภาพเพื่อสืบอำนาจ ครม.ประยุทธ์ 5 พร้อมถวายสัตย์ “อดุลย์” ประเดิมลงพื้นที่ตรวจต่างด้าว “พรเพชร” ยัน ไม่มีรายการเตะถ่วงคว่ำ ก.ม.ลูก “วิษณุ” สำทับยังไม่เห็นปัญหาอุปสรรค ไม่ฟันธงเลือกตั้งท้องถิ่นก่อนระดับชาติ “สมชัย” ตามแซะ ก.ม.เลือกตั้งท้องถิ่นช่องโหว่เพียบ ดักคออย่าแก้ผ้าเอาหน้ารอด

ประเด็นสืบเนื่องจากเวทีสัมมนา กรณี 2 พรรคการเมืองใหญ่ พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์ เปรยถึงความเป็นไปได้ที่จะจับมือกันหลังการเลือกตั้ง เพื่อสกัดกั้นนายกฯคนนอก รวมทั้งการสืบทอดอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ปรากฏว่าบรรดาผู้มีอำนาจต่างไม่ให้ความสนใจขณะที่ 2 พรรคการเมืองใหญ่ไม่กล้าฟันธง

“บิ๊กป้อม” ยักไหล่ 2 พรรคใหญ่จับมือ

เมื่อวันที่ 29 พ.ย. เวลา 09.30 น. ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงข้อเสนอให้พรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยจับมือกันจัดตั้งรัฐบาลภายหลังเลือกตั้ง เพื่อสกัดกั้นนายกฯคนนอก รวมทั้งเป็นคู่แข่งพรรคทหารว่า ให้เขาจับไป เราก็ทำงานคงไม่เกี่ยว และเราไม่ใช่นักการเมือง ขณะนี้ทหารก็ยังไม่ได้ทำอะไรเลย จะมาเป็นคู่แข่งได้อย่างไร เมื่อถามว่า ขณะนี้รัฐบาลประสบปัญหาหลายด้าน เป็นช่วงขาลงหรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า ครม.ประยุทธ์ 5 ยังไม่ได้เริ่มทำงานเลย จะอยู่ในภาวะขาลงได้อย่างไร สำหรับ พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กลาโหม ที่จะเข้ามาทำหน้าที่แทน พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร อดีตรมช.กลาโหมนั้น ก็ทำหน้าที่เหมือน พล.อ.อุดมเดชต้องดูแลภาคใต้ด้วย แม้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะมอบหมายให้ดูเรื่องการปรองดองก็ตาม

พท.ชิ่งยังไม่ใช่เวลาคิดเรื่องจับมือ

นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงข้อเสนอให้พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์ จับมือกันหลังการเลือกตั้งว่า ได้สอบถามนายจาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคเพื่อไทย ที่ตอบคำถามในเวทีสัมมนา ทราบว่าสิ่งที่พูดไปเป็นการพูดถึงตัวเลขว่าถ้าจะไม่ให้มีนายกฯคนนอก ต้องให้ ส.ส. 376 คน โหวตให้คนที่มาจาก ส.ส. หรือแคนดิเดตนายกฯจากพรรคการเมืองให้เป็นนายกฯ ซึ่งต้องอาศัยเสียงของพรรคการเมืองใหญ่ๆ แต่ยังไม่ได้ไปไกลถึงขั้นเสนอให้พรรคเพื่อไทยจับมือกับพรรคประชาธิปัตย์ และเรื่องนี้เป็นความเห็นส่วนตัวในวงเสวนา ไม่ใช่ความเห็นของพรรค จึงไม่อยากให้คิดกันไปไกล พรรคเพื่อไทยมีจุดยืนและอุดมการณ์ที่ชัดเจนว่านายกฯควรมาจากตัวแทนของประชาชน พรรคจะทำงานการเมืองกับพรรคที่มีอุดมการณ์เหมือนกัน สิ่งที่พรรคเพื่อไทยควรทำในขณะนี้ถ้ามีการปลดล็อก คือการปฏิรูปปรับปรุงพรรคให้เป็นสถาบันทางการเมืองที่ดีขึ้น หาแนวทางแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และจัดทำนโยบายด้านต่างๆ เพื่อนำเสนอในการเลือกตั้งให้ประชาชนตัดสิน ดังนั้นเรื่องการจะจับมือกับพรรคใด จึงยังไม่ใช่เวลาที่จะพิจารณา

จวกพิธีกรรมสร้างภาพปาหี่ปฏิรูป

นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ได้ติดตามการทำหน้าที่ของนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ประธานกรรมการปฏิรูปด้านการเมือง ที่พยายามผลักดันการปฏิรูปการเมืองภายใต้การมอบหมายจากผู้มีอำนาจในปัจจุบันด้วยความห่วงใย เกรงว่าจะเป็นเพียงเครื่องมือสร้างความชอบธรรมให้กับกลุ่มผู้มีอำนาจ เพราะจนถึงวันนี้ยังไม่เห็นแก่นสารใดๆ ยังไม่เห็นความจริงใจในการเอื้ออำนวยให้สังคม ประชาชน และพรรคการเมือง ใช้สิทธิเสรีภาพในการถกเถียงแสวงหาคำตอบว่าประเทศของเราจะก้าวเดินไปทางไหน สิ่งต่างๆที่ผู้มีอำนาจทำดูแล้วเป็นเพียงพิธีกรรมสร้างความชอบธรรมที่จะอยู่ในอำนาจต่อไปอีกยาวนานมากกว่า การที่นายเอนกพูดว่าทหารคงไม่อยากอยู่ในอำนาจยาวนาน รู้สึกว่าเป็นความคิดส่วนตัวที่ขัดกับความจริงที่ปรากฏต่อสังคม หรืออาจกำลังมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน หรืออาจจำเป็นต้องพูดอย่างนั้นก็เป็นได้ วันนี้การกระทำของผู้มีอำนาจ ประกอบกับสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้น พบว่ามีความพยายามเข้ามาแทรกแซงกฎกติกา กลไกของระบบต่างๆ ให้เป็นไปตามความ ต้องการของตนที่จะสืบทอดเจตนารมณ์ของกลุ่มตนเองต่อไป

ครม.ใหม่เตรียมพร้อมถวายสัตย์ฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาล ว่า จากการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีกำหนดนำรัฐมนตรีใหม่เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพย วรางกูร เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ในวันที่ 30 พ.ย. เวลา 18.00 น. ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต กรุงเทพฯ โดยแต่งเครื่องแบบปกติขาว ติดเข็มที่ระลึก ม.ว.ก. ทั้งนี้ก่อนถึงกำหนดการเข้าเฝ้าฯ รัฐมนตรีใหม่ทั้งหมดจะรวมตัวกันที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ในเวลา 16.30 น. เพื่อถ่ายภาพทำบัตรประจำตัว สำหรับวันที่ 4 ธ.ค. ที่มีการประชุม ครม. ซึ่งเลื่อนขึ้นมาจากวันที่ 5 ธ.ค. ที่เป็นวันหยุดราชการ เนื่องในวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษาของในหลวงรัชกาลที่ 9 และเป็นวันชาติ รวมถึงเป็นวันพ่อแห่งชาตินั้น ถือเป็นการประชุม ครม.ประยุทธ์ 5 ครั้งแรก โดย ครม.ทั้งหมดจะถ่ายภาพหมู่ร่วมกันที่หน้าตึกไทยคู่ฟ้า ในเวลา 07.30 น. ก่อนการประชุม ครม.

รมต.ใหม่ขนของเข้าทำเนียบฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเย็นวันที่ 28 พ.ย.ที่ผ่านมา ทีมงานของ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยทีมงาน 2 ว่าที่ รมต. ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คือนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ และนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ได้ขนของเครื่องใช้ต่างๆ เข้าห้องทำงานตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล เรียบร้อยหมดแล้ว โดย พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี ใช้ห้องทำงานเดิมของ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร อดีตรองนายกฯ นายสุวพันธุ์ใช้ห้องทำงานเดิมของนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีต รมต.ประจำสำนักนายกฯ ที่ย้ายไปดำรงตำแหน่ง รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ส่วนนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ว่าที่ รมต.ประจำสำนักนายกฯ ใช้ห้องทำงานเดิมของนายออมสิน ชีวะพฤกษ์ อดีต รมต.ประจำสำนักนายกฯ

“อดุลย์” ประเดิมลุยตรวจต่างด้าว

ที่กระทรวงแรงงาน บริเวณชั้น 6 อาคาร 15 ชั้น ทีมงานของ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ว่าที่ รมว.แรงงาน ทยอยขนของใช้และเอกสารต่างๆ จำนวนนับสิบกล่องขึ้นไปบนห้องทำงานรัฐมนตรี พร้อมแจ้งให้จัดเตรียมที่จอดรถสำหรับทีมงานและคนติดตาม รวม 25 คัน โดย พล.อ.อดุลย์จะเริ่มเข้ามาทำงานในวันที่ 1 ธ.ค. จากนั้นวันที่ 2 ธ.ค. เวลา 09.30 น. พล.ต.อ.อดุลย์มอบนโยบายผู้บริหาร และหัวหน้าส่วนราชการ ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค พร้อมแถลงแนวทางดำเนินงาน และในวันที่ 3 ธ.ค. ประเดิมลงพื้นที่ตรวจงาน จ.สมุทรสาคร เพื่อประชุมติดตามสถานการณ์การทำงานของแรงงานต่างด้าว และตรวจเยี่ยมศูนย์รับแจ้งเข้า-ออก เรือประมง และศูนย์ออกเอกสารรับรองบุคคลของเมียนมา ที่ตลาดทะเลไทย

สั่ง ขรก.แรงงานดูแนวทำงาน พม.

นอกจากนี้ วันเดียวกัน คณะผู้บริหารกระทรวงแรงงาน นำโดยนายวรานนท์ ปีติวรรณ รองปลัดกระทรวงแรงงาน ได้เดินทางไปยังกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อเรียนรู้ระบบการทำงานของกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ตามคำสั่งของ พล.ต.อ.อดุลย์ในฐานะอดีต รมว.การพัฒนาสังคมฯ โดยศูนย์ปฏิบัติการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ศปก.พม.) ที่ พล.ต.อ.อดุลย์เป็นผู้ริเริ่มและเยี่ยมชมการทำงานของศูนย์ช่วยเหลือสังคม สายด่วน 1300 ซึ่ง พล.ต.อ.อดุลย์ต้องการให้นำไปปรับใช้ที่กระทรวงแรงงาน เพื่อเป็นศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์และแก้ปัญหาเร่งด่วน

“พรเพชร” ยันไม่คว่ำ ก.ม.ลูก ส.ส.–สว.

วันเดียวกัน เมื่อเวลา 13.00 น. ที่รัฐสภา นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้าพบนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ว่า มารับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน และมาแสดงความยินดีที่ กรธ.ส่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ให้กับ สนช.ครบทั้ง 10 ฉบับแล้ว ซึ่งไม่มีอะไรน่ากังวล รวมถึงซักถามรายละเอียดเพื่อความเข้าใจในเนื้อหาของร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. กับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. ที่ สนช.จะพิจารณาในวันที่ 30 พ.ย. เชื่อมั่นว่าจะผ่านไปได้ด้วยดี ส่วนจะมีการตั้ง กมธ.ร่วมหรือไม่ ตนไม่รู้ แต่ยืนยันสนช.ตระหนักถึงความสำคัญของร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ พยายามทำให้ดีที่สุดตามเงื่อนเวลาที่กฎหมายกำหนด และไม่มีการคว่ำร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับแน่

“วิษณุ” เชื่อไร้อุบัติเหตุ ก.ม.แหกโค้ง

ด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่ได้มีการหารือถึงโรดแม็ปเลือกตั้ง เพราะเป็นเรื่องที่ต้องไปคุยกันที่ทำเนียบฯ ไม่ใช่ที่รัฐสภา ส่วนเรื่องของกฎหมายลูกการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. ก็ไม่ได้คุยกัน เพราะยังไม่เห็นว่าจะมีอุปสรรคอะไร และส่วนตัวก็ไม่คิดว่าจะมีการคว่ำอะไร

ไม่ฟันธง ลต.ท้องถิ่นก่อนระดับชาติ

นายวิษณุยังให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการจัดเตรียมเลือกตั้งท้องถิ่นว่า ร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งท้องถิ่น หลังกระทรวงมหาดไทยและ กกต.ส่งข้อเสนอแนะมาแล้ว คาดว่าจะนำเสนอที่ประชุม ครม.ได้ในเดือน ธ.ค. และจะเสนอ สนช.ได้ในต้นปีหน้า เมื่อถามว่า การเลือกตั้งท้องถิ่นจะเกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งระดับชาติใช่หรือไม่ นายวิษณุตอบว่า ไม่กล้าตอบ เพราะไม่ทราบว่า สนช.จะใช้เวลาพิจารณากฎหมายนานเท่าไหร่ กฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่นมีถึง 6 ฉบับ ไม่เหมือนกฎหมายลูกที่มีกรอบเวลาดำเนินการ ขณะนี้ทางนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ได้มอบหมายให้ สนช.ศึกษาคู่ขนานไปพลางๆก่อนแล้ว แต่จะพยายามไม่ให้การเลือกตั้งท้องถิ่นและการเลือกตั้งระดับชาติชนกัน เพราะจะวุ่นวาย เนื่องจากเบอร์ผู้สมัครไม่เหมือนกัน

“สมชัย” ชี้ช่องโหว่ ก.ม.ลต.ท้องถิ่น

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. โพสต์เฟซบุ๊กถึงการแก้ไขกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่นว่า จะแก้ให้ดีหรือแค่แก้ (ผ้า) เอาหน้ารอด จากที่ดูร่างแก้ไข พ.ร.บ.เลือกตั้งท้องถิ่น ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแก้ไขและส่งมาให้ กกต.พิจารณา และขอให้ความเห็นแก้ไขเพียงแค่ 3 มาตรา เป็นการแก้คุณสมบัติของผู้มีสิทธิเลือกตั้งและผู้สมัครเลือกตั้งให้เข้มงวดขึ้นตามรัฐธรรมนูญใหม่เท่านั้น แต่ประเด็นอื่นๆที่จำเป็นต้องแก้ไขให้สอดคล้องกับกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง และกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. ยังไม่มีการแก้ไข อาทิ 1.คำว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดยังคงปรากฏทั่วไปในกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่น ทั้งที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. โละ กกต.จังหวัดทิ้งแล้ว 2.กลไกผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัดที่จะมาแทนที่ กกต.จังหวัด

ดักคออย่าแก้ผ้าเอาหน้ารอด

นายสมชัยระบุอีกว่า 3.รูปแบบการหาเสียง จะเลือกแบบที่ใช้ในการหาเสียงใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ที่ออกแบบใหม่เพื่อควบคุมการหาเสียงให้เป็นระเบียบ ใช้ทุนผู้สมัครน้อย หรือจะปล่อยให้หาเสียงเละเทะแบบเดิม 4.แก้ไขปัญหาการเอาเปรียบในการเลือกตั้งของผู้ดำรงตำแหน่งก่อนหน้าแล้วหรือยัง โดยเฉพาะในกรณีใช้อำนาจหน้าที่ งบประมาณ เพื่อให้เกิดความได้เปรียบ โดยอาศัยช่องว่างของกฎหมายต่างๆ หากประมาณด้วยสายตาแล้วน่าจะมีประเด็นที่ต้องถกกันเพื่อแก้ไขไม่ต่ำกว่า 50 มาตรา จะรีบแก้ให้เสร็จ ก็สมควรแก้ให้ดี อย่าให้เหมือนสุภาษิตไทยที่ว่า แก้ผ้าเอาหน้ารอด

ถกปฏิรูป ยธ.ปมอำนาจสอบสวน

ที่รัฐสภา นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ให้สัมภาษณ์หลังหารือร่วมกันกับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. และนายอัชพร จารุจินดา ประธานกรรมการปฏิรูปด้านกระบวนการยุติธรรม ว่า ได้หารือการปฏิรูปด้านกระบวนการยุติธรรม ทั้งงานสืบสวนสอบสวน กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และนิติเวช ได้บอกบางประเด็นที่นายกฯสนใจให้นายอัชพรทราบ โดยยังไม่มีข้อเสนออะไร เรื่องของตำรวจพัวพันกันไปหมด ทั้งดีเอสไอ กรมอื่นๆ เช่น สรรพสามิต ต่างอยากมีอำนาจสอบสวน ทางคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ก็อยากดำเนินคดีเอง ส่วนตัวไม่อยากให้กระจายอำนาจสอบสวน ส่วนอัยการเขาคงมีการเตรียมการแล้ว การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมต้องดูให้ครอบคลุม เริ่มตั้งแต่ต้นน้ำ ตำรวจ พนักงานสอบสวน กลางน้ำคืออัยการ ปลายน้ำคือศาล ถัดไปอีกก็ราชทัณฑ์ กรมบังคับคดี ทั้งหมดต้องดำเนินการตามที่กำหนดในรัฐธรรมนูญ

ชงตั้ง กอ.ตร.สอบร้องเรียนวินัย

ขณะที่นายมานิจ สุขสมจิตร ประธานอนุกรรมการด้านสื่อสารสังคม คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ) แถลงผลการประชุมว่า คณะกรรมการมีข้อเสนอให้ตั้งคณะกรรมการอิสระพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจ (กอ.ตร.) มีอำนาจรับเรื่องร้องเรียน สอบสวนข้อเท็จจริง หากผิดจริงให้ส่งให้ผู้บังคับบัญชาลงโทษทางวินัย เนื่องจากปัจจุบันประชาชนสามารถร้องเรียนตำรวจได้หลายช่องทาง แต่มีข้อจำกัดจาก พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 ว่าด้วยหมวดการดำเนินการทางวินัยที่บัญญัติว่า เมื่อมีการร้องเรียนตำรวจผู้ใดทำผิดวินัย เป็นหน้าที่ของผู้บัญชาการต้องรีบสืบสวนหาข้อเท็จจริง หากเป็นการผิดวินัยร้ายแรงให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวน เป็นเหตุให้สำนักงานจเรตำรวจไม่สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากสถิติในปี 58-60 มีร้องเรียนกว่า 3,100 เรื่อง แต่สำนักงานจเรตำรวจสืบสวนได้เฉลี่ยปีละ 50 เรื่องเท่านั้น ถือว่าน้อยมาก โดยจะให้ ก.ตร.แต่งตั้งคณะกรรมการสรรหา กอ.ตร. 7 คน โดยผู้ทรงคุณวุฒิใน ก.ตร.เป็นประธาน และแต่งตั้งคนนอก 6 คน ต้องคัดเลือกให้เสร็จใน 30 วัน แล้วจัดทำบัญชีเรียงลำดับไว้ให้ ผบ.ตร.นำชื่อเสนอนายกฯเพื่อกราบบังคมทูลโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง

ป.ป.ช.ชี้ ก.ม.ใหม่ไม่ปิดกั้นตรวจสอบ

เมื่อเวลา 13.30 น. ที่อาคารศรีจุลทรัพย์ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) จัดเวทีเสวนาโต๊ะกลม “การเปิดเผยทรัพย์สินและบทบาทหน้าที่ของ ป.ป.ช.ตามพระราชบัญญัติ ป.ป.ช.ใหม่” โดยนายวรวิทย์ สุขบุญ รองเลขาธิการ ป.ป.ช. รักษาราชการเลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวว่า รัฐธรรมนูญปี 2560 กำหนดให้มีการเปิดเผยข้อมูลมากขึ้น โดยมีตำแหน่งที่ต้องเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นคือ ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง ผู้ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระ และผู้บริหารท้องถิ่นด้วย จากเดิมให้เปิดเผยเฉพาะนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ส.ส. และ ส.ว.เท่านั้น แต่ให้ปกปิดข้อมูลส่วนตัวบางอย่าง เช่น เลขที่บัตรประชาชน วันเดือนปีเกิด เลขที่บัญชีธนาคาร ภาพถ่ายทรัพย์สิน เพื่อป้องกันไม่ให้นำข้อมูลส่วนตัวไปใช้ในทางมิชอบ จนถูกมองว่าปิดกั้นประชาชนมีส่วนร่วมตรวจสอบนักการเมือง ซึ่ง ป.ป.ช.ต้องมาดูถึงความเหมาะสมว่าการปกปิดข้อมูลบางส่วนนั้น ต้องไม่เป็นการปิดกั้นการตรวจสอบ ขณะเดียวกัน ข้อมูลที่จะเปิดเผยต้องไม่กระทบสิทธิส่วนตัวมากเกินไป ส่วนตัวมองว่าประเด็นดังกล่าวไม่ใช่ปิดกั้นการตรวจสอบ เพราะข้อมูลที่ประชาชนแจ้งให้ ป.ป.ช.ทราบ ไม่จำเป็นต้องเป็นข้อมูลเชิงลึกถึงขั้นต้องได้เลขที่บัญชีธนาคาร เลขที่โฉนด อีกทั้งระยะหลังนักการเมืองไม่เคยนำทรัพย์สินไว้ในชื่อตัวเอง แต่นำไปไว้ในชื่อนอมินีแทน ซึ่งข้อมูลส่วนนี้เป็นสิ่งที่ป.ป.ช.อยากได้มากกว่า

ชง ขรก.ทุกระดับยื่นบัญชีทรัพย์สิน

นายภัทระ คำพิทักษ์ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต กล่าวว่า หลักการที่ กรธ.เสนอเรื่องการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินในร่างกฎหมายลูก ป.ป.ช.นั้น ไม่ได้แตกต่างจากปี 2540 และ 2550 การระบุว่า มาตรา 104 ของกฎหมาย ป.ป.ช. ที่ให้ ป.ป.ช.เปิดเผยข้อมูลบัญชีทรัพย์สินต่อสาธารณชนได้โดยสรุปเท่านั้น เจตนารมณ์ของ กรธ.คือไม่ต้องการให้นำข้อมูลส่วนตัวของผู้แสดงบัญชีทรัพย์สินไปใช้ในทางไม่ถูกต้อง ที่ผ่านมา สนช.หลายคนบอกว่าถูกนำข้อมูลส่วนตัวไปใช้ในทางไม่ถูกต้อง จึงไม่อยากให้เปิดเผยข้อมูลที่อาจเกิดอันตรายแก่เจ้าของข้อมูลได้ ฉะนั้น เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย ล่าสุด กมธ.ได้แก้ไขเนื้อหามาตรา 104 กฎหมายลูก ป.ป.ช. โดยตัดคำว่า “โดยสรุป” ทิ้งไป และให้ ป.ป.ช.ไปกำหนดเองว่า มีข้อมูลส่วนใดที่จะไม่เปิดเผยได้บ้าง ขณะนี้มีข้อมูลอยู่ในข่ายปกปิดได้ตามระเบียบ ป.ป.ช. 14 อย่าง อาทิ เลขที่บัตรประชาชน วันเดือนปีเกิด ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ ทะเบียนรถ เลขที่โฉนด เลขที่บัญชีธนาคาร ภาพถ่ายทรัพย์สิน ที่อยู่โรงเรือน สิ่งปลูกสร้าง ที่อยู่ของผู้ให้กู้ยืมเงิน ข้อมูลเหล่านี้เมื่อยื่นต่อ ป.ป.ช.แล้ว ป.ป.ช.อาจไม่จำเป็นต้องเปิดเผยต่อสาธารณะ หรือทำแถบดำคลุมข้อมูลเหล่านี้ไว้ได้ เนื้อหาอีกส่วนที่ กมธ.จะเสนอเพิ่มเติมเข้ามาในร่างกฎหมายลูก ป.ป.ช.คือให้ข้าราชการทุกระดับยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อหน่วยงานเมื่อเข้ารับราชการ และทุก 3 ปี เก็บเป็นข้อมูลไว้ตรวจสอบ หากมีการร้องเรียนเข้ามา

ฟันอดีตเลขาฯ “บุญทรง” รวยผิดปกติ

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก ป.ป.ช. ว่า ในวันที่ 30 พ.ย. เวลา 13.00 น. คณะกรรมการ ป.ป.ช.จะแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนชี้มูลความผิด พ.ต.นพ.วีรวุฒิ วัจนะพุกกะ อดีตเลขานุการนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ กรณีร่ำรวยผิดปกติที่เกี่ยวกับโครงการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) หลังตรวจสอบพบว่า นพ.วีระวุฒิเข้าข่ายมีพฤติการณ์ทรัพย์สินร่ำรวยผิดปกติ โดย พ.ต.นพ.วีระวุฒิเป็นหนึ่งในจำเลยคดีทุจริตระบายข้าวแบบจีทูจี ที่หลบหนีคดีไม่มาฟังคำพิพากษา และถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองออกหมายจับอยู่ในขณะนี้ ตามกระบวนการหลังจากที่ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดร่ำรวยผิดปกติแล้ว จะส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำสั่งยึดทรัพย์ให้ตกเป็นของแผ่นดินต่อไป

“บวรศักดิ์” บวชถวาย 91 ปีสังฆราช

ช่วงบ่าย เวลา 14.30 น. ที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรมหาวิหาร มูลนิธินักศึกษาสถาบันพระปกเกล้าเพื่อสังคม จัดโครงการอุปสมบทพระภิกษุถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เนื่องในโอกาสเจริญพระชันษา 91 ปี โดยมีผู้เข้าร่วมบรรพชาจำนวน 95 รูป และอุปสมบทเป็นสามเณร 4 รูป อาทิ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมการปฏิรูปประเทศ ด้านกฎหมาย นายประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ กรรมการ และนายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกฯ โดยสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้โปรดประทานพระโอวาท และทรงปลงผม รวมทั้งพระราชทานไตรจีวร แก่ผู้สมัครบรรพชาอุปสมบททุกคน โดยนายบวรศักดิ์เปิดเผยว่า คณะทั้งหมดจะเดินทางไปทำพิธีบรรพชาอุปสมบท ณ พระอุโบสถวัดไทยพุทธคยา ประเทศอินเดีย ระหว่างวันที่ 30 พ.ย.-8 ธ.ค. และในวันที่ 5 ธ.ค.จะไปปฏิบัติธรรมอุทิศถวายในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่กุสินารา แสวงบุญต่อ ก่อนกลับประเทศไทยวันที่ 10 ธ.ค.