วันพุธที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

แม่ชีศันสนีย์ สู้มะเร็งด้วยธรรมชาติ บำบัดกายใจเพียง 2 เดือนก้อนเนื้อฝ่อ

“แม่ชีศันสนีย์” แห่งเสถียรธรรมสถาน ยอมรับป่วยเป็นมะเร็งในระยะลุกลาม แต่อาการดีขึ้นมาก หลังใช้การรักษาทางการแพทย์แผนปัจจุบันร่วมกับใช้ธรรมชาติบำบัด และเจริญภาวนาก่อนนอนทุกวัน ทำให้เซลล์มะเร็งหยุดการขยายตัว ก้อนเนื้องอกฝ่อจาก 10 ซม. เหลือเพียง 1 ซม. เตรียมพิมพ์หนังสือวิธีรักษาโรคมะเร็งเผยแพร่เป็นวิทยาทาน

ลูกศิษย์ลูกหาทั่วประเทศพากันมีความห่วงใยต่ออาการป่วยมะเร็งของแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต แต่ก็โล่งใจ เมื่อทราบว่าเนื้อร้ายของมะเร็งได้ฝ่อลงแล้ว โดยเมื่อวันที่ 29 พ.ย. ที่เสถียรธรรมสถาน ซอยวัชรพล เขตบางเขน กทม. แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ผู้ก่อตั้งสถานบำเพ็ญธรรม “เสถียรธรรมสถาน” เปิดแถลงข่าวยืนยันถึงอาการป่วยตามที่มีกระแสข่าวแพร่สะพัดไปก่อนหน้านี้ว่า แม่ชีศันสนีย์ได้เกิดป่วยเป็นมะเร็งในระยะลุกลาม ท่ามกลางกลุ่มลูกศิษย์ที่เป็นห่วงและสื่อมวลชนมาฟังการแถลงข่าวอย่างหนาแน่น

ทั้งนี้ แม่ชีศันสนีย์ กล่าวว่า ได้ป่วยเป็นมะเร็งที่กระเพาะอาหาร เริ่มพบอาการผิดปกติมาตั้งแต่ช่วงสงกรานต์คือเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา จากการมีแผลในกระเพาะอาหารและมีอาการเลือดซึมออกมา ได้เฝ้าสังเกตอาการมาตลอด จนอาการรุนแรงขึ้นในช่วงปลายเดือน เม.ย. จึงเข้ารักษาที่ รพ.ศิริราช ผลตรวจการแพทย์พบว่า แผลที่กระเพาะอาหารกลายเป็นก้อนเนื้อใหญ่ 2 ก้อน ขนาด 10 เซนติเมตร กว่าๆ เบียดกดทับอวัยวะภายในช่องท้องกับซี่โครงและกระจายไปทั่วหน้าท้อง แพทย์ระบุว่าไม่สามารถผ่าตัดได้ จึงได้รักษาทั้งทางการแพทย์ ที่ รพ.ศิริราช โดยบำบัดด้วยยาทดลองรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาว ควบคู่กับการใช้ธรรมชาติบำบัดทั้งกายและใจ ด้วยการปรับพฤติกรรมการกินอยู่ แบ่งเวลาการทำงานใหม่ รับประทานผลไม้มากขึ้น เจริญภาวนาก่อนนอนทุกวันวันละ 2 ชั่วโมง จนอาการป่วยเริ่มดีขึ้นตามลำดับ

แม่ชีศันสนีย์กล่าวอีกว่า ช่วงแรกที่เริ่มเข้าสู่กระบวนการรักษาทางการแพทย์และใช้ธรรมชาติบำบัดทั้งกายและใจ ด้วยการปรับพฤติกรรมการกินอยู่ใหม่ แม้จะทำให้น้ำหนักตัวลดลงอย่างมาก น้ำหนักลดลงจาก 56 กิโลกรัม เหลือ 42 กิโลกรัม แต่สุขภาพก็ดูแข็งแรงขึ้น เพียงสองเดือนแรก ก้อนเนื้องอกก็ลดขนาดจาก 10 เซนติเมตรกว่าๆ ลงเหลือแค่ 3 เซนติเมตร เซลล์มะเร็งที่กระจายไปทั่วช่องท้องก็ลดการขยายตัว ล่าสุดเมื่อวันที่ 28 พ.ย.ไปตรวจ แพทย์บอกว่าอาการป่วยดีขึ้นมาก ก้อนเนื้องอกที่กระเพาะอาหารได้ฝ่อลงเพียงขนาด 1 เซนติเมตร และไม่พบการกระจายตัวหรือการเติบโตของเซลล์มะเร็งอีก แต่ยังจำเป็นต้องทานยาอยู่ต่อเนื่อง ทำให้มั่นใจว่าจะไม่ตายเพราะโรคมะเร็งแน่นอน

แม่ชีศันสนีย์กล่าวต่อไปว่า การแถลงข่าวในวันนี้ เจตนาเพื่ออยากให้กำลังใจและข้อปฏิบัติสำหรับคนที่ป่วยเป็นมะเร็ง อยากให้คนที่ป่วยอยู่ ทำใจให้สบาย อย่ามองว่าการป่วยเป็นมะเร็ง คือความตาย หากแต่ความกลัวโรคมะเร็งในใจ จะทำให้ เราตายทั้งเป็นมากกว่า ถ้าเราทำใจให้สบาย หมั่นพูดคุยกับร่างกาย เป็นคนไข้ที่ดีปฏิบัติตามที่หมอสั่ง ใช้ธรรมชาติบำบัดทั้งกายและใจ อาจจะมีชีวิตอย่างมีความสุข สุขภาพแข็งแรงอย่างแม่ชีได้ ขณะนี้กำลังบันทึกขั้นตอนการรักษาโรคมะเร็งในกระเพาะอาหารเรียบเรียงเป็นหนังสือเพื่อเผยแพร่เป็นวิทยาทานช่วยเหลือผู้เจ็บป่วยคนอื่น ในโอกาสต่อไป

อีกเรื่องหนึ่งจากกรณีนายแสงชัย แหเลิศตระกูล มีการแจกแคปซูลสมุนไพรเพื่อช่วยผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ จ.ปราจีนบุรี ทุกๆ ต้นเดือน ทำให้กระทรวงสาธารณสุข มีการตรวจสอบถึงความปลอดภัย ซึ่งที่ผ่านมายังไม่พบอันตราย ทำให้เกิดคำถามและข้อวิพากษ์วิจารณ์ว่า สมุนไพรดังกล่าวช่วยรักษาโรคมะเร็งได้จริงหรือไม่ มีความปลอดภัยมากน้อยเพียงใด และจะดำเนินการอย่างไรให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนมากที่สุด

ล่าสุด นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก พร้อมด้วยนายแสงชัย แหเลิศตระกูล เจ้าของตำรับแคปซูลสมุนไพรช่วยผู้ป่วยโรคมะเร็ง ร่วมกันแถลงข่าวเมื่อวันที่ 29 พ.ย. ถึงความร่วมมือที่จะเกิดขึ้น โดย นพ. เกียรติภูมิกล่าวว่า การแจกสมุนไพรดังกล่าวแก่ ผู้ป่วยมะเร็งที่สิ้นหวังในระยะสุดท้ายของคุณแสงชัย ทำให้ผู้ป่วยเหล่านี้มีความหวังและกำลังใจในการต่อสู้กับโรคมะเร็ง กรมแพทย์แผนไทยฯ ในฐานะกรมวิชาการ เห็นว่าอาจเป็นเรื่องที่มีประโยชน์ต่อสังคม จึงร่วมกับสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปราจีนบุรีและคุณแสงชัย ร่วมมือทำวิจัยตำรับสมุนไพรดังกล่าวเพื่อให้เกิดความชัดเจน แต่ขอย้ำว่า ผู้ป่วยมะเร็งจะต้องตรวจวินิจฉัยจากแพทย์แผนปัจจุบันก่อน การรักษายังต้องอิงตามแพทย์แผนปัจจุบัน ส่วนแพทย์แผนไทยจะเป็นทางเลือกคู่ขนาน การรักษาโรคต่างๆ สามารถรักษาร่วมกันระหว่างแพทย์แผนไทยและแพทย์แผนปัจจุบัน

นพ.ปราโมทย์ เสถียรรัตน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยฯ กล่าวว่า การวิจัยจะมีทั้งหมด 2 ระยะ โดยระยะแรกใช้เวลาประมาณ 3 เดือน กรมการแพทย์แผนไทยฯ จะวิจัยในกลุ่มผู้รับยา มีประมาณ 5-6 พันคนต่อเดือน มีความร่วมมือกับสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองปราจีนบุรี ในการอำนวยความสะดวก เพื่อเก็บข้อมูลผู้มารับยา จะศึกษาขั้นต่ำที่ 2 พันคน โดยพิจารณาว่าเป็นมะเร็งชนิดไหน ระยะเท่าไร มีการตรวจสอบข้อมูลกับสถาบันมะเร็งแห่งชาติและดูว่ารับยามานานเท่าไร ให้ผลเป็นอย่างไร จะมาศึกษาตรงนี้ ส่วนกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จะตรวจสอบความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ เช่น สเตียรอยด์ การปนเปื้อนของแบคทีเรีย และตรวจหาสารสำคัญของสมุนไพร

นพ.ปราโมทย์กล่าวอีกว่า ขณะที่สถาบันมะเร็งแห่งชาติ จะดำเนินการวิจัยสมุนไพรว่า มีผลต่อเซลล์มะเร็งในหลอดทดลองอย่างไร มีผลต่อเซลล์มะเร็งประเภทไหน ระยะเท่าไร ส่วนการวิจัยในระยะที่สองคือ หากผลการทดลองออกมาดี ก็จะมาวิจัยต่อถึงขนาดของสมุนไพรที่ควรได้รับ วิธีในการกินต่างๆ เพื่อให้มีความปลอดภัย คือนำไปสู่การพัฒนามาตรฐานวัตถุดิบและยาสำเร็จของตำรับต่อไป คาดว่าหากถึงขั้นนี้จะใช้เวลาประมาณ 1 ปี สำหรับการไปเก็บข้อมูล คงไม่ไปรบกวนกระบวนการในการแจกจ่ายสมุนไพรดังกล่าว แต่จะเพิ่มการให้ความรู้ประชาชน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มารับยาที่ไม่ไปรักษากับแพทย์แผนปัจจุบัน ทั้งที่ยังคงรักษาได้ เป็นต้น

ขณะที่นายแสงชัยกล่าวว่า ขอขอบคุณกรมการแพทย์แผนไทยฯที่ให้โอกาสนำตำรับสมุนไพร มาวิจัยร่วม เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน จริงๆแล้วมีบริษัทยาต่างประเทศ เช่น จีน ญี่ปุ่น มาขอให้ผลิตให้ แต่หากตำรับสมุนไพรมีผลดีจริง ก็อยากให้เป็นสมบัติของชาติ ในการดูแลคนไทยมากกว่า ที่ผ่านมาได้จ่ายสมุนไพรให้กับกลุ่มที่หมดหนทางในการรักษากับแพทย์แผนปัจจุบันแล้ว แต่ขณะนี้คนเริ่มมามากขึ้น โดยคนที่ยังเป็นไม่มากก็มาขอรับยา อยากให้รักษากับแพทย์แผนปัจจุบันก่อน เพราะในระยะแรกสามารถรักษาหายได้ด้วยแพทย์แผนปัจจุบัน ส่วนวันที่ 3 ธ.ค. ที่จะมีการแจกสมุนไพร อาจมีคนมากถึงประมาณ 10,000 คน จะมีการปรับกระบวนการในการแจกสมุนไพร จากเดิมสแกนบัตรประชาชนในเวลา 02.00 น. แล้วให้คูปองมารับสมุนไพรในเวลา 10.00 น. แต่จะเปลี่ยนเป็นสแกนบัตรรับคูปองและสมุนไพรเลย จะมีการประเมินว่าแบบไหนจะสะดวกต่อประชาชนที่สุด

เมื่อถามว่า จากการแจกสมุนไพรมา 12 ปี เคยเก็บข้อมูลหรือไม่ผู้ป่วยที่มามีอาการดีขึ้นหรือไม่ นายแสงชัยกล่าวว่า เนื่องจากตนไม่ใช่แพทย์ จึงไม่สามารถเก็บข้อมูลประวัติผู้ป่วยได้ แต่จากประสบการณ์ การสังเกตจากใบค่าตรวจเลือดและสุขภาพของผู้ป่วยด้วยสายตา พบว่า ส่วนใหญ่ผู้ที่เป็นมะเร็งทั้งมดลูก รังไข่และเต้านม ได้ผลดี สำหรับตัวผลิตภัณฑ์สมุนไพร มีส่วนประกอบจากน้ำมันรำข้าว ที่ได้จากการสีครั้งแรก ข้าวเย็นเหนือ ข้าวเย็นใต้ และพิลังกาสา โดยใช้ทุนของตัวเองร่วมกับการได้รับสมุนไพรมาฟรีๆ จากชาวบ้าน ส่วนกระบวนการผลิตนั้นมีห้องผลิตอยู่แล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีนายแสงชัยจำเป็นต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานการผลิตสมุนไพรหรือไม่ ต้องขึ้นทะเบียนเป็นหมอพื้นบ้านหรือไม่ นพ.เกียรติภูมิ กล่าวว่า ปัจจุบันกฎหมายมีเพียงอาหารและยา ซึ่งอาหารหรืออาหารเสริมไม่สามารถบอกสรรพคุณ แต่ยาต้องมีสรรพคุณ มีสารสำคัญ การออกฤทธิ์ ผ่านการวิจัยทดลองทั้งในหนู ในคน จนกว่าจะเป็นยา แต่สมุนไพรเป็นสารกึ่งยา ไม่ใช่ทั้งอาหารและยา จึงต้องมีกฎหมายเฉพาะในการขึ้นทะเบียน ขณะนี้กรมได้ผลักดัน พ.ร.บ.ผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. ... ซึ่งจะครอบคลุมเรื่องของการผลิตการขึ้นทะเบียน ซึ่งคงไม่ต้องมีการทดลองถึงขั้นยา แต่สามารถบอกสรรพคุณได้มากกว่าอาหาร ส่วนการโฆษณาก็ต้องมีการคุ้มครองผู้บริโภค โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา

นพ.เกียรติภูมิกล่าวว่า ส่วนการขึ้นทะเบียนเป็นหมอพื้นบ้านนั้น คุณแสงชัยได้ส่งเรื่องเข้ามาขอขึ้นทะเบียนเช่นกัน โดยกรมอยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียดและเกณฑ์ต่างๆ ซึ่งการจะเป็นหมอพื้นบ้านต้องได้รับหนังสือรับรองหมอพื้นบ้าน หรือเป็นผู้ที่มีบทบาทในการดูแลชาวบ้านในชุมชน ซึ่งอาจไม่มีใบประกอบโรคศิลปะแต่ต้องผ่านการรับรองจากกรมก่อน โดยหลักเกณฑ์คัดกรองหมอพื้นบ้าน คือ 1.มีผู้มารับบริการสม่ำเสมอต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 10 ปี พิจารณาตามความชำนาญเฉพาะของหมอพื้นบ้าน เช่น หมองู หมอกวาดยาเด็ก หมอกระดูก ซึ่งความรู้จะไม่ได้ครอบคลุมแบบแพทย์แผนไทยที่ดูแลได้ทุกส่วนของร่างกาย 2.สืบทอดความรู้จากบรรพบุรุษหรือท้องถิ่น 3.มีความสามารถในการบำบัดรักษาโรค 4.ไม่หวงวิชา 5.มีการถ่ายทอดความรู้ 6.ไม่เรียกร้องค่ารักษามากเกินควร 7.เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับจากคนในชุมชน และ 8.มีคุณธรรม