วันพฤหัสบดีที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

33 ปีเอดส์ไทย ในวันเอดส์โลก

สังคมไทยได้เรียนรู้ และมีประสบการณ์กับผู้ติดเชื้อเอชไอวี และผู้ป่วยเอดส์มานานกว่าสามทศวรรษ

ผู้ติดเชื้อเอชไอวีคนแรกของไทยถูกตรวจพบเมื่อปี พ.ศ.2527 ช่วงนั้นยังไม่มีใครเตรียมความพร้อมรับมือกับปัญหา ทั้งในแง่การดูแลรักษา และการอยู่ร่วมกับผู้ติดเชื้อฯ

จากวันนั้นถึงวันนี้ กาลเวลาผ่านมาถึง 33 ปีเต็ม สถานการณ์ด้านโรคเอดส์ก็ยังคงเต็มไปด้วยสารพันปัญหา เพียงแต่กระแสความสนใจของผู้คนในสังคมเกี่ยวกับเอดส์...ดูจะลดน้อยลงไป หลังจากมีสิ่งที่เรียกว่า

“ยาต้านไวรัส”

เฉลิมพล พลมุข รองประธานบริหารมูลนิธิธรรมรักษ์ (วัดพระบาทน้ำพุ) บอกว่า เมื่อไม่นานมานี้ องค์การสหประชาชาติ ได้สำรวจข้อมูลผู้ติดเชื้อเอชไอวี และผู้ป่วยเอดส์ทั่วโลก พบว่ามีจำนวนทั้งสิ้นประมาณ 36.7 ล้านคน

เฉพาะที่ รัสเซีย มีการแพร่ระบาด และพบผู้ติดเชื้อเอชไอวีแล้ว 1,087,399 คน อินเดีย มีผู้ติดเชื้อเอชไอวีประมาณสองล้านกว่าคน จีน ซึ่งมีประชากรมากกว่า 1.36 พันล้านคน มีผู้ติดเชื้อเอชไอวีประมาณ 810,000 คน

แต่ละประเทศล้วนตั้งเป้าไว้ว่า จะลดการติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ให้เหลือปีละไม่เกิน 1,000 คน ลดการตายจากการเป็นเอดส์ ให้เหลือปีละไม่เกิน 4,000 คน และลดการเลือกปฏิบัติเกี่ยวกับการติดเชื้อเอชไอวี การป่วยด้วยโรคเอดส์ และเพศภาวะลงให้ได้ ร้อยละ 90

เมื่อ 17 ปีที่แล้ว ทั่วโลกยังมีผู้ติดเชื้อเอชไอวีได้รับยาต้านไวรัส ไม่ถึงหนึ่งล้านคน เทียบกับเมื่อปีที่แล้ว มีผู้ติดเชื้อเอชไอวีทั่วโลกได้รับยาต้านไวรัส 18.6 ล้านคน โดยคาดว่าในปี ค.ศ.2020 จะมีผู้ติดเชื้อเอชไอวีได้รับยาต้านไวรัสประมาณ 30 ล้านคน

สำหรับบ้านเรา เมื่อปีที่แล้ว พบว่า มีผู้ติดเชื้อเอชไอวีทั้งสิ้น 427,332 คน เป็นชาย 249,025 คน หญิง 178,307 คน จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2559 มีผู้ติดเชื้อฯ ที่ได้รับยาต้านไวรัสเพียง 265,525 คน

ในจำนวนนี้เป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ 6,304 คน ซึ่งพบว่าทุกๆ 1 ชั่วโมง ยังมีผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่เพิ่มขึ้น 1 คน และตายจากโรคเอดส์ 2 คน หรือมีผู้ป่วยเอดส์ตายปีละประมาณ 15,000 คน

เป็นที่น่าสังเกตว่า ผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ พบใน กลุ่มชายรักชาย ร้อยละ 53 จาก การติดเชื้อของคู่สามี-ภรรยา ร้อยละ 30 และ ในกลุ่มผู้ใช้เข็มฉีดยาเสพติดร่วมกัน อีกร้อยละ 5 กระทรวงสาธารณสุขวางเป้าหมายไว้ว่า ในปี พ.ศ.2579 จะต้องมีผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ ปีละไม่เกินหนึ่งพันคน

จะเห็นว่ายังมีผู้ติดเชื้อเอชไอวี และผู้ป่วยเอดส์ในสังคมไทยที่ยังไม่ได้เข้าสู่ระบบยาต้านไวรัส หรือมิได้เข้าสู่กระบวนการดูแลรักษาอย่างมีประสิทธิภาพอีกจำนวนมาก

เฉลิมพลบอกว่า ในแง่ตัวเลขจำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวี และผู้ป่วยเอดส์ในระดับโลกยังมิได้ลดจำนวนลง ตามเป้าหมายที่หน่วยงานระดับโลกได้ตั้งตามความคาดหมายเอาไว้ ทั้งๆที่สถานการณ์เอดส์ ผู้ติดเชื้อเอชไอวี หรือการเป็นผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ได้ถูกค้นพบมานานแล้ว

“หลังจากผมมีโอกาสได้เข้าร่วมประชุมเอดส์ระดับชาติ และระดับโลกในหลายเวที สิ่งที่พบเห็นก็คือ แต่ละหน่วยงานต่างนำเสนอตัวเลขของผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยเอดส์ในประเทศของตน การแพร่ระบาดด้วยสาเหตุต่างๆ การรณรงค์ป้องกันโดยใช้ถุงยางอนามัย การดูแลรักษาทั้งการแพทย์สมัยใหม่และการแพทย์ทางเลือก เท่าที่แต่ละประเทศมีภูมิปัญญาท้องถิ่น”

แต่หลังจากเสร็จสิ้นการประชุมสัมมนา เฉลิมพลบอกว่า ข่าวหรือข้อมูลในแวดวงเอดส์ แทบจะไม่ถูกนำเสนอในสังคมเลย จนหลายคนถึงกับสงสัยว่า ทุกวันนี้ในสังคมไทยยังมีผู้ติดเชื้อเอชไอวี และผู้ป่วยเอดส์อีกหรือไม่

เฉลิมพลมองว่า อาจเป็นเพราะเมื่อสิบปีที่ผ่านมานี้ รัฐบาลได้ตัดลดงบประมาณในการจัดประชุมสัมมนาเกี่ยวกับเอดส์ รวมทั้งงานเอดส์ถูกโยนไปให้หน่วยงานของรัฐ แบบต่างคนต่างทำ

ในรอบปีหนึ่ง กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข จัดกิจกรรม เพื่อให้ผู้ติดเชื้อฯได้เข้าถึงการดูแลรักษาพยาบาล เช่น กำหนดให้วันที่ 1 กรกฎาคมของทุกปี เป็น วันรณรงค์ตรวจเอชไอวี โดยมีกิจกรรมให้คำปรึกษา ประเมินพฤติกรรมเสี่ยง ตรวจรับทราบผลเลือด ทักษะในการป้องกัน โดยรณรงค์ว่า “ตรวจเร็ว รักษาเร็ว ยุติเอดส์”

ส่วนองค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดให้วันที่ 1 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันเอดส์โลก (World AIDS Day) โดยมีสัญลักษณ์เป็นโบสีแดง ที่แสดงถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีหน่วยงานทั้งของรัฐและองค์กรเอกชนในระดับประเทศและระดับโลกออกมาให้ความสำคัญในวันดังกล่าว ซึ่งมีกิจกรรมทั้งการให้ความรู้ การรณรงค์ป้องกัน การดูแลรักษา การอยู่ร่วมกันในครอบครัว และสังคม

แต่ก็น่าประหลาดใจ ที่จำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวีในเมืองไทย และระดับโลกก็ยังคงเพิ่มขึ้น ทั้งในกลุ่มผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง แบบชายรักชาย ทั้งในและนอกเรือนจำ นักบวชบางคนในศาสนา รวมไปถึงพฤติกรรมที่เสพสารเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้น ในผู้ติดเชื้อเอชไอวี หรือรับเชื้อด้วยวิธีอื่น

เฉลิมพลบอกว่า แม้ขณะนี้ตามโรงพยาบาลหลายแห่งมีระบบการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวี และผู้ป่วยเอดส์ อยู่ในระดับดี ถึงดีมาก แต่บรรยากาศที่มูลนิธิธรรมรักษ์ วัดพระบาทน้ำพุ ก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง นั่นคือ ยังมีผู้ติดเชื้อเอชไอวี และผู้ป่วยเอดส์ ไปอยู่อย่างเนืองแน่นวัด

ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุที่ลูกหลานนำไปฝากไว้ และผู้ป่วยเอดส์หลายคน ที่บอกกับหลวงพ่อท่านเจ้าคุณ พระราชวิสุทธิ-ประชานาถ เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ว่าขอฝากผีฝากไข้ชีวิตที่เหลืออยู่ไว้กับหลวงพ่อ

รองประธานบริหารมูลนิธิธรรมรักษ์ บอกว่า รัฐบาลของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มีนโยบายที่จะปฏิรูปประเทศในประเด็นต่างๆ การใช้มาตรา 44 ของรัฐบาลกับหลายปัญหา ดูเหมือนว่าช่วยแก้ปัญหาได้ในระยะยาว แต่ปัญหาของผู้ขายบริการทั้งชายและหญิง ดูเหมือนว่ายังถูกละเลย

“ท่านนายกฯออกทีวีเมื่อวันที่ 21 พ.ย.ที่ผ่านมา ท่านบอกว่า การมีสติ ทำให้เราห่างไกลจากโรคเอดส์ ข้อนี้ผมเห็นด้วย แต่เวลานี้ความเสี่ยงจากการแพร่กระจายของเชื้อ การเป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวี รวมทั้งการเป็นผู้ป่วยเอดส์ ยังคงเป็นปัญหาในแวดวงสาธารณสุข รวมทั้งเรื่องจำนวนบุคลากร ที่ต้องจัดไปให้การดูแลคนเหล่านั้นถามว่ารัฐบาลมีนโยบายในเรื่องเหล่านี้ชัดเจนแล้วหรือไม่ เพียงไร”

“คณะกรรมการเอดส์ระดับชาติ มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานโดยตำแหน่ง แถมทุกวันนี้ผู้ติดเชื้อเอชไอวี และผู้ป่วยเอดส์บางคน มีศักยภาพ ความรู้ ความสามารถที่จะช่วยสร้างและพัฒนาชาติบ้านเมืองได้ หากท่านจะใช้โอกาสนี้ปฏิรูปองค์กร หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผมว่ายังไม่สาย” เฉลิมพลทิ้งท้าย.