วันเสาร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ไม่ดันประชารัฐ นายกขู่ โละทิ้งท้องถิ่น

ไม่สน2ขั้วจับมือ ‘ลุงป้อม’เชิดใส่! จับกับใครก็เชิญ

“บิ๊กตู่” เมิน พท.-ปชป.จุดพลุจับมือขวางนายกฯคนนอก สกัด คสช. ต่อท่ออำนาจ ลั่นไม่สนใจใครจะร่วมกับใครก็เชิญ เดินหน้าคลุกฐานเสียงหอบ 14 รมต. ถก ครม.สัญจร จ.สงขลา ขู่ยุบทิ้งท้องถิ่นไม่ช่วยดันประชารัฐ “บิ๊กป้อม” เชิดใส่เราทำงานของเราไป “สุดารัตน์” ชี้ข้อเสนอ 2 ขั้วจูบปากเรื่องอนาคต จี้ทุกพรรคหาช่องกลับคืนสู่ประชาธิปไตย ประธานสภาที่ปรึกษา ปชป.เรียก “นิพิฏฐ์” เข้าห้องจับเข่าคุย ยัน “ชวน” ไม่มีปัญหาขัดข้อง “เอนก” รับงานยากแซะทหารพ้นวงจรการเมือง “ประยุทธ์” แจงดึง “วีระศักดิ์” นั่ง รมว.การท่องเที่ยวฯไม่เกี่ยวบิ๊กดีลการเมือง ส่ง “บิ๊กช้าง” เป็น รมช.กลาโหม เร่งสานต่อสร้างความปรองดอง อุ้มเพื่อนรัก “บิ๊กฉัตร” ทำงานดี ไม่มีอะไรเสียหาย ทีมงาน “อดุลย์” หอบข้าวสาร 2 กระสอบเข้ากระทรวง ปัดแก้เคล็ดเหมือนขึ้นบ้านใหม่ “มีชัย” โล่งอกปิดจ๊อบ 10 ก.ม. ลูกส่งต่อ สนช.

จากกรณีที่แกนนำพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคเพื่อไทยพูดถึงข้อเสนอให้ 2 ขั้วใหญ่จับมือกันจัดตั้งรัฐบาล เพื่อป้องกันนายกรัฐมนตรีคนนอก ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นำ ครม.ลงพื้นที่จัดการประชุม ครม.สัญจรที่ จ.สงขลา พร้อมแสดงท่าทีไม่สนใจ ระบุจะเดินหน้า ทำงานเพื่อประเทศชาติต่อไป

“บิ๊กตู่” ควง 14 รมต.ถก ครม.สัญจร

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 28 พ.ย. ที่อาคารคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย อ.เมือง จ.สงขลา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการหรือ ครม.สัญจร ครั้งที่ 3/2560 ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด ก่อนเริ่มการประชุมนายกฯร่วมถ่ายภาพกับรัฐมนตรี 14 คน เนื่องจากมี รมต. 4 คนติดภารกิจและขอลากิจ ขณะที่อีกส่วนหนึ่งยังต้องรอขั้นตอนการเข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนปฏิบัติหน้าที่วันที่ 30 พ.ย.ก่อน โดยเปลี่ยนสถานที่ถ่ายภาพมาที่หน้าห้องประชุม ครม.แทนแหลมสมิหลา เนื่องจากฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องตั้งแต่คืนวันที่ 27 พ.ย. จนถึงเช้าวันที่ 28 พ.ย.และนายกฯยังได้ยกเลิกสักการะอนุสาวรีย์กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ต.บ่อยาง อ.เมือง ทั้งนี้ นายกฯได้เดินเยี่ยมชมนิทรรศการที่นักศึกษานำมาจัดแสดง อาทิ เครื่องผลิตไบโอดีเซล การเลี้ยงสาหร่ายพวงองุ่นแบบอินทรีย์ และผลงานการออกแบบแฟชั่นนิพนธ์ เป็นต้น พร้อมสอบถามนักศึกษาว่าเรียนอะไรกันบ้างและเรียนไปเพื่ออะไร นักศึกษาตอบว่าเรียนเพื่อ ทำงาน นายกฯจึงกล่าวว่า เรียนจบแล้วต้องมีงานทำทุกคน เพื่อพัฒนาศักยภาพตัวเองทุกคนต้องสร้างความแตกต่าง อยู่ที่วิธีคิดและสมอง ขอให้ทุกคนเป็นคนดี ช่วยกันพัฒนาประเทศไปสู่ไทยแลนด์ 4.0

ปัดตั้ง “วีระศักดิ์” หวังดีลการเมือง

ต่อมาเวลา 14.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ถึงการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประยุทธ์ 5 ที่มีนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตรัฐมนตรีจากพรรคชาติไทยเข้ามาเป็น รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ว่า ไม่สนใจว่าใครจะเป็นคนจากพรรคไหน ตนไม่รู้ เพราะวันนี้ไม่มีพรรค ถ้าพามาทำไม่ดีก็กลับไปพักผ่อน เป้าหมายต้องการให้มาทำเพื่อประชาชน ทำงานด้วยกันด้วยความไว้วางใจ ไม่ได้ต้องการดีลการเมืองกับใคร เพราะตนไม่ใช่นักการเมือง ไม่ดีลกับใครทั้งสิ้น เน้นการแสดงผลงานให้เห็น และนายวีระศักดิ์เท่าที่เคยเห็นการทำงานจากการร่วมงานน่าจะทำงานได้ดี สื่อก็ออกมาพูดไม่ใช่หรือว่าอยากเปลี่ยนแปลงบ้าง ทหารไม่ดีบ้างก็ลองหมุนดูแล้วกัน และหวังจะดีขึ้น จากเดิมที่ดีอยู่แล้ว ทั้งนี้ การปรับ ครม.ตนไม่มีทางเลือก และไม่ใช่การปรับเพื่อเพื่อนพ้อง

ส่ง “บิ๊กช้าง” เร่งสร้างปรองดอง

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ส่วนการปรับ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร พ้นจาก รมช.กลาโหม ที่ผ่านมา พล.อ.อุดมเดชทำงานร่วมกับตนถึง 3 ปีแล้ว และวันนี้ พล.อ.อุดมเดชก็ยังอยู่ใน คสช.ได้พูดกับ พล.อ.อุดมเดชไปก่อนหน้านี้แล้วท่านบอกเข้าใจดี สิ่งสำคัญวันนี้ตนกำลังเน้นไปสู่เรื่องความปรองดองก็มอบหมายให้ พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กลาโหม มาดูเรื่องความปรองดอง เนื่องจากเป็นหัวหน้าคณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง เรื่องภาคใต้ในส่วนของ คปต.ส่วนหน้า วันนี้ได้หารือกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหมแล้วว่า จะมอบหมายให้ พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รมช.ศึกษาธิการ รับผิดชอบ คงวิจารณ์อีกว่าเปลี่ยนจากทหารก็ใช้ทหารอีก อยากถามว่าถ้าไม่เป็นทหารลงไปเดินภาคใต้ได้หรือไม่ พล.อ.สุรเชษฐ์ลงไปทุกสัปดาห์อยู่แล้ว

อุ้ม “บิ๊กฉัตร” ทำงานดีไม่มีเสียหาย

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ในส่วนการปรับเปลี่ยนตำแหน่ง รมว.เกษตรและสหกรณ์นั้น ยืนยันอีกครั้งว่า พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี อดีต รมว.เกษตรฯ ไม่ได้ทำอะไรเสียหาย ที่ผ่านมาทำงานหลายอย่างในเชิงโครงสร้าง หลายอย่างมีการปรับ รูปแบบในการทำงาน หลายอย่างเป็นเรื่องของการ บริหารจัดการ รวมทั้งการเพิ่มขีดความสามารถในการสร้างความเข้มแข็งของเกษตรกร ซึ่งมีโครงการหลักในหลายโครงการ มีการเปลี่ยนแปลง มีรายได้เพิ่มเติม แต่สิ่งที่มีความจำเป็นวันนี้คือเราจะต้องเพิ่มเติมในระยะที่ 2 ตนก็อยากได้คนใหม่มาทำงานบ้าง นโยบายเดิมที่ทำไว้ก็ต้องทำต่อ เราทำในเชิงโครงสร้างของกรอบใหญ่ไปแล้ว ก็อยากได้คนใหม่ๆหัวใสมาทำงานต่อ ยืนยันการปรับ ครม.ครั้งนี้ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับใครทั้งสิ้น และขอบคุณที่ทุกคนอดทน

ขู่ยุบท้องถิ่นไม่ช่วยดันประชารัฐ

ต่อมาเวลา 15.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ได้เยี่ยมชมตลาดประชารัฐ ที่หอประชุมอเนกประสงค์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย ที่มีอาหารพื้นบ้านมาจัดแสดงและจำหน่ายหลายชนิด โดยนายกฯได้ร่วมทำลอดช่องกะลา และชิมทองม้วนมะพร้าวอ่อนและข้าวยำ จากนั้นนายกฯพบปะประชาชน และมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรือที่อยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติให้แก่ ผวจ. 7 จังหวัด ได้แก่ จ.ตรัง นครศรีธรรมราช นราธิวาส พังงา พัทลุง ระนอง และสุราษฎร์ธานี โดยกล่าวกับประชาชนตอนหนึ่งว่า วันนี้ยังปลดทุกข์ให้ทุกคนไม่ได้ 3 ปีที่ผ่านมาตนและรัฐบาลทำงานเต็มที่ ดึงผู้ที่มีความรู้ความสามารถ มาช่วยงาน วันนี้ต้องทนต่ออุปสรรคหลายอย่าง ไม่ว่าน้ำท่วม ป่าไม้ ราคาพืชผลการเกษตร ต้องแก้ปัญหาเหล่านี้ให้หมด เพราะตนเกิดในประเทศไทย จึงอยากตายในประเทศไทย และท้องถิ่นต้องร่วมเดินหน้าประชารัฐ สร้างความเข้มแข็งให้พื้นที่ ถ้าทำไม่ได้ยุบก็ต้องยุบต้องรับผิดชอบงานที่กระจายอำนาจไปแล้วให้ได้ ส่วนปัญหาการทุจริต ค้าน้ำมันเถื่อนหรือผู้มีอิทธิพล ต้องไม่มีอีก ใครมีข้อมูล ใครอ้างชื่อนายกฯ รองนายกฯ หรือรัฐมนตรี เอาตัวมาจะจัดการให้ ยืนยันว่าตัวเลขเศรษฐกิจดีขึ้น แม้ชาวบ้านอาจบอกว่าไม่เห็นจะดีขึ้นตรงไหน

เด็ก “อดุลย์” ขนข้าวสารเข้ากระทรวง

เมื่อเวลา 15.30 น. ที่กระทรวงแรงงาน ทีมงานของ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.แรงงาน เริ่มขนของใช้ส่วนตัวของ พล.ต.อ.อดุลย์มาไว้ที่ห้องทำงานชั้น 6 ของอาคาร 15 ชั้น เป็นกล่องขนาดใหญ่ใส่จาน ชาม ช้อน แก้ว และเครื่องชงกาแฟ 17 กล่อง พร้อมข้าวสารหอมมะลิ 100% อีก 2 กระสอบ หนัก 200 กก.ขึ้นไปด้วย เจ้าหน้าที่ระบุว่านำมาจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ข้าวสาร 2 กระสอบ ไม่ใช่เป็นเคล็ดเข้าที่ทำงานใหม่เหมือนขึ้นบ้านใหม่ แต่จะใช้หุงข้าวเลี้ยงคนในสำนักงานรัฐมนตรี ที่ทำประจำตั้งแต่อยู่กระทรวง พม. ทั้งนี้ ทีมงานของ รมว.แรงงานคนใหม่ ไม่ได้ให้แก้ไขปรับปรุงอะไรเป็นพิเศษ แผ่นกระจกรูปภูเขาหิมาลัยขนาดใหญ่ที่ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล อดีต รมว.แรงงาน ใช้ตั้งขวางประตูเข้าห้องทำงาน ตามคำแนะนำของซินแสยังอยู่ที่เดิม

“กรณ์”ฝากความหวังที่ รมช.เกษตรฯ

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าทีมนโยบายพรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวเสนอมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรต่อรัฐบาลชุดใหม่ว่า ทีมนโยบายพรรคประชาธิปัตย์ขอเสนอ 3 มาตรการช่วยเหลือเกษตรกร ดังนี้ 1.ขอให้รัฐบาลนำโครงการประกันรายได้เกษตรกรมาใช้ฤดูกาลผลิต 2560/2561 ที่จะถึงนี้ ให้จ่ายสมทบเงินส่วนต่างแก่เกษตรกรโดยตรงเข้าบัญชีธนาคาร ธ.ก.ส. 12,000 บาทต่อตัน สำหรับข้าวเปลือกเจ้า และ 16,000 บาทต่อตันสำหรับข้าวเปลือกหอมมะลิ ข้าวเปลือกเหนียว 2.ขอให้รัฐบาลสนับสนุนต้นทุนค่าเก็บเกี่ยวและค่าปรับปรุงคุณภาพข้าวไร่ละ 1,200 บาท โดยเพิ่มจากครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่ หรือ 12,000 บาท เป็นไม่เกิน 20 ไร่ หรือ 24,000 บาท และ 3.ขอให้รัฐบาลส่งเสริมให้ชาวนาเก็บข้าวไว้ในยุ้งฉางของตนเองหรือชุมชน โดยสนับสนุนสินเชื่อชะลอขายข้าวสัดส่วนร้อยละ 90 ของราคาตลาด รัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยให้ชาวนาแทน เรามีความหวังกับ รมต.กระทรวงเกษตรฯชุดใหม่ โดยเฉพาะนายลักษณ์ วจนานวัช น่าจะสนับสนุนโครงการประกันรายได้ เพราะคุ้นเคยโครงการนี้สมัยเคยคุม ธ.ก.ส. และนายวิวัฒน์ ศัลยกำธร ที่น่าจะช่วยยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรกรไทยให้เป็นสินค้าระดับพรีเมียมได้

“ประยุทธ์” เมิน 2 ขั้วจับมือสกัด คสช.

ด้านความเคลื่อนไหวของฝ่ายการเมืองที่แกนนำพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์เริ่มชักชวนให้ 2 พรรคใหญ่ ร่วมจับมือกันจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งทั่วไป เพื่อสกัดนายกฯคนนอกและการสืบทอดอำนาจของรัฐบาล คสช. เมื่อเวลา 14.00 น.ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย จ.สงขลา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ให้สัมภาษณ์กรณีที่มีแกนนำพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคเพื่อไทย ออกมาระบุว่า มีความเป็นไปได้ที่จะจับมือกันทางการเมืองว่า “เป็นเรื่องของเขา ผมไม่สนใจว่าใครจะร่วมกับใครก็เชิญ ผมไม่เกี่ยวข้อง เพราะผมจะทำงานให้ประเทศของผม เรื่องอื่นค่อยว่ากัน”

“บิ๊กป้อม” เชิดใส่ทำงานของเราไป

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงสูตรการเมืองพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์จับมือกัน เพื่อต้านนายกฯคนนอก โดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในการเลือกตั้งครั้งต่อไปว่า ไม่ทราบ แล้วจะไปว่าอะไรเขา เราทำงานของเราไป เขาอยากจับมือก็จับกันไป ต้องไปถามนักการเมือง ตนไม่ใช่นักการเมือง ตอนนี้เรามีหน้าที่ทำงานก็ต้องทำงานไปเท่านั้น

“เอนก” ชี้ทุกพรรคไม่เกี่ยงกติกาใหม่

เมื่อเวลา 09.00 น. ที่สำนักงานสภาพัฒนาการเมือง คณะกรรมการปฏิรูปการเมือง ที่มีนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นประธาน ได้เชิญคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย มาแสดงความคิดเห็น โดยนายเอนกกล่าวว่า จากการหารือกับตัวแทนพรรคการเมืองที่ผ่านมาได้รับความร่วมมืออย่างดี ทุกคนพร้อมปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญโดยไม่มีข้อต่อรองใดๆ เพราะต้องการเห็นความเลือกตั้งที่นำไปสู่ความสงบ เป็นนิมิตหมายที่ดีไม่มีพรรคใดตั้งเงื่อนไขว่าจะไม่ร่วมกับพรรคการเมืองใดในตอนนี้ ส่วนตัวเห็นว่าเป็นบรรยากาศที่ดี เพราะต้องคิดถึงบ้านเมืองไม่ใช่คิดถึงแต่จุดยืนหรืออุดมการณ์ของพรรคอย่างเดียว นอกจากนี้ ผู้แสดงความคิดเห็นทั้งหลายมีข้อเสนออย่างไม่เป็นทางการ ถ้ามีโอกาสที่เหมาะสมก็อยากจะหารือร่วมกับ คสช.และรัฐบาล

ป้องทหารไม่อยู่ในอำนาจถาวร

นายเอนกกล่าวต่อว่า จากนี้จะเชิญผู้มีประสบการณ์ วิสัยทัศน์ หลาย 10 คนมาหารือกัน เมื่อถามว่า จะเชิญผู้มีอำนาจ คสช.หรือทหาร ร่วมประชุมด้วยหรือไม่ นายเอนกกล่าวว่า มีการเชิญทหารเข้ามาร่วมประชุมด้วย ทหารไทยมีข้อดีอย่างหนึ่งคือไม่คิดที่จะอยู่ในอำนาจอย่างถาวร ไม่เหมือนทหารในประเทศอื่นๆ และถึงเงื่อนไขที่เข้ามาไม่ได้เป็นความต้องการของทหาร มันอยู่ที่สังคมที่เรียกร้องอยากให้เข้ามาจัดการเรื่องที่ระบบปกติไม่สามารถจัดการได้ เมื่อสิ่งที่ประชาชนคาดหวังให้ทหารทำเสร็จแล้วประชาชนก็อยากให้ทหารกลับ ซึ่งหมายความว่าประชาธิปไตยไทยมีความมั่นคง

รับแซะท็อปบูตพ้นการเมืองยาก

นายเอนกให้สัมภาษณ์ถึงข้อเสนอให้พรรคใหญ่จับมือกัน ว่าในมุมมองของคนทำปฏิรูปโอกาสที่สองพรรคจะร่วมมือกันก็เป็นไปได้แต่ไม่ง่าย เพราะทั้ง 2 ฝ่ายก็มีฐานมีมวลชนของตัวเองชัดเจน ขึ้นอยู่กับว่ามวลชนแต่ละพรรคจะคิดอย่างไร คิดว่าเป็นการส่งสัญญาณความปรองดองทางการเมือง ความไม่ลงรอยกันได้ลดไปพอสมควรแล้ว เมื่อถามว่าถ้ามองในมุมของ คสช. การที่พรรคการเมืองร่วมมือกันเป็นการป้องกันการตั้งรัฐบาลจากทหารหรือไม่ นายเอนกตอบว่า การที่จะไม่เอาทหารก็ดีในแง่ของประชาธิปไตย แต่ในแง่ความเป็นจริง ต้องยอมรับว่าทั้งรัฐธรรมนูญ และ ส.ว. เป็นสิ่งที่ คสช.สร้างเอาไว้ จึงยากที่ทหารจะไม่เข้ามาร่วมด้วย

“สุดารัตน์” กระทุ้งหาช่องคืนสู่ ปชต.

ด้านคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรณีนี้อาจเป็นความเห็นของฝ่ายที่มีแนวคิดประชาธิปไตย ซึ่งเป็นเรื่องอนาคตหลังการเลือกตั้ง แต่สิ่งที่เห็นว่าพรรคการเมืองควรดำเนินการก่อนการเลือกตั้ง ควรหาแนวทางร่วมกันในการคืนสู่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ไม่ใช่ประชาธิปไตยแค่เปลือก หรือ ชื่อ หรือหลังเลือกตั้งแล้วเป็นประชาธิปไตยไม่เต็มใบ ควรใช้โอกาสนี้ในการที่จะคืนสู่ประชาธิปไตย ทั้งนี้แกนนำพรรคเพื่อไทย เชื่อว่ากระบวนการไม่น่าจะเป็นอุปสรรคที่จะนำไปสู่การเลือกตั้ง ถ้าตั้งใจให้การเลือกตั้งเป็นไปตามระยะเวลา แต่กฎเกณฑ์และกฎหมายลูกที่ออกมาควรจะเดินหน้าไปสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริงด้วย และขณะนี้ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่า ต้องช่วยกันปฏิรูป เพราะปัญหาการเมืองดำรงอยู่เกือบ 10 ปี วันนี้โลกเปลี่ยนแปลงไปส่งผลต่อเศรษฐกิจและการเมือง ถ้าเราไม่ปรับตัวจะสูญเสียโอกาสในการแข่งขัน ส่วนที่คณะกรรมการปฏิรูปกำหนดประเด็นในการหารือโดยเฉพาะเรื่องรัฐธรรมาธิปไตย สอดคล้องกับดุษฎีนิพนธ์ที่ตนกำลังทำอยู่ เรื่องการเมืองวิถีพุทธ

“นิพิฏฐ์” ยัน “ชวน” ไร้ปัญหาผนึกกำลัง

ช่วงบ่ายวันเดียวกัน นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ได้เรียกนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรค เข้าพบที่ห้องทำงาน ท่ามกลางประเด็นข้อเสนอให้พรรคประชาธิปัตย์จับมือพรรคเพื่อไทย เพื่อสกัดกั้นนายกฯคนนอกในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

นายนิพิฏฐ์เปิดเผยภายหลังการเข้าพบว่า เป็นการพบปะพูดคุยแลกความคิดเห็นเป็นประจำอยู่แล้ว ครั้งนี้ก็เช่นกันแต่ไม่ได้พบนายชวน เนื่องจากมีแขกอยู่ในห้อง ก่อนหน้าที่จะมีเรื่องนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ทราบว่าตนจะไปร่วมเวทีเสวนาและรับทราบว่าจะพูดในแนวนี้อยู่แล้ว โดยเป็นการพูดเชิงตัวเลขคณิตศาสตร์ ถึงคะแนนการจัดตั้งพรรคที่จะต้องได้เสียง 375 เสียง ดังนั้น พรรคใหญ่ 2 พรรคอาจต้องจับมือกันหรือไม่ ทั้งนี้ยืนยันนายชวนไม่มีปัญหาในประเด็นดังกล่าว เพราะตนเข้าไปพูดคุยอยู่บ่อยๆ

“มีชัย” โล่ง 10 กฎหมายลูกพ้นมือ

เมื่อเวลา 13.30 น. ที่รัฐสภา นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงการส่งกฎหมายลูก 2 ฉบับสุดท้าย ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาว่า ได้ส่งกฎหมายลูก 2 ฉบับที่เหลือให้ สนช.เรียบร้อยแล้ว รู้สึกโล่งอก กรธ.กังวลเหมือนกันว่าจะทำไม่ทันกรอบเวลา 240 วัน ดูเหมือนยาว แต่ต้องทำกฎหมาย 10 ฉบับแล้วมันสั้น ไม่ถึง 1 เดือนต่อหนึ่งฉบับ การร่างกฎหมายลูกด้วยคนชุดเดียวกับที่ร่างรัฐธรรมนูญมีความสำคัญ จะรู้จุดสำคัญของรัฐธรรมนูญ ต่างจากเดิมที่ให้องค์อิสระทำแล้วเสนอ จากนี้จะส่งตัวแทนไปร่วมเป็นกรรมาธิการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. แล้วรอดูการปรับแก้ของ สนช. ซึ่งไม่มีสัญญาณความเห็นต่างอะไร เรารับฟังความเห็นจาก สนช. และมีตัวแทน กกต.เข้าร่วมประชุมตลอด ส่วน กรธ.จะนัดประชุมสัปดาห์ละ 1-2 วัน เพื่อพิจารณารายงานการประชุมที่ผ่านมา

แจงเลือก ส.ส.-ส.ว.ยึดตาม รธน.

นายมีชัยกล่าวอีกว่า เนื้อหาในร่างกฎหมายลูก ส.ส.เป็นไปตามหลักการในรัฐธรรมนูญ คือ ใช้บัตรใบเดียว ทุกคะแนนมีความหมาย ประชาชนเลือกหรือไม่เลือกใครก็ได้ คนที่จะชนะเป็น ส.ส.ต้องชนะคะแนนที่ประชาชนไม่เลือกใคร ถ้าคะแนนไม่เลือกใครชนะในเขตไหน ต้องเลือกตั้งใหม่ และผู้สมัครคนเดิมจะลงอีกไม่ได้ และเพื่อความสอดคล้องกันให้กำหนดเบอร์ผู้สมัครตามเขต เพื่อให้ประชาชนดูทั้งคนและพรรคก่อนจะเลือก ส่วนเนื้อหาร่างกฎหมายลูกว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. หลักการคือให้เลือกผู้สมัครจากระดับอำเภอ จังหวัด และประเทศ ผู้ได้รับเลือก 10 คนแรก จะได้เป็น ส.ว.อีก 5 คน ถัดมาให้เป็นสำรอง จะป้องกันการฮั้วมากที่สุดโดยแบ่งเป็น 4-5 สาย แล้วให้จับสลากเลือกข้ามกลุ่ม เพื่อให้แต่ละกลุ่มไม่รู้ว่าจะได้เลือกกลุ่มไหน เป็นการเลือกกันเองสำหรับคนที่สนใจ ต่างจากเลือกตั้ง ส.ส. เพราะพิธีรีตรองไม่มาก เวลาหาเสียงเงินทองไม่ต้องใช้ ค่าสมัคร 2,500 บาท ได้รับเลือกก็คืนให้ ปิดช่องไม่ให้พรรคการเมืองมายุ่ง มีอิสระมาจากหลากหลายอาชีพไปถึงรากหญ้าที่อยากทำงานด้านนิติบัญญัติอย่างแท้จริง

ปัดเอื้อพรรคกลางทำลายค่ายใหญ่

เมื่อถามถึงระบบเลือกตั้งแบบนี้เป็นการเอื้อประโยชน์ให้พรรคขนาดกลาง ลดฐานเสียงพรรคใหญ่ นายมีชัยกล่าวว่า ไม่จริง เป็นเรื่องเดากันทั้งนั้น เราคิดถึงประชาชนที่ไปลงคะแนนให้มีความหมายมากที่สุด ส่วนผลก็จะเป็นไปตามตรรกะของมัน นี่เป็นของใหม่ที่ยังไม่เคยใช้ ระบบนี้จะทำให้ทุกคะแนนมีความหมาย ส.ส.จะมีตามสัดส่วน โอกาสที่จะได้ ส.ส.มากกว่าสัดส่วน ส.ส.ที่พึงมี เป็นไปได้ยาก แต่เราก็เปิดช่องให้ ที่เกรงว่าจะได้เสียงข้างมากแล้วตั้งรัฐบาลไม่ได้ ก็ต้องดูด้วยว่า ได้มากขนาดไหนเดิมคะแนนที่แพ้จะไม่ถูกนับเลย แต่ครั้งนี้คะแนนนั้นจะถูกนับให้คะแนนบัญชีรายชื่อ แม้แต่คะแนนไม่เลือกใครก็ยังมีฤทธิ์มีเดช

กกต.แจกซีดีปรับปรุงข้อมูลสมาชิก

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง กล่าวถึงการปฏิบัติของพรรคการเมืองในการแจ้งปรับปรุงฐานข้อมูลสมาชิกพรรคตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมืองว่าเจ้าหน้าที่ กกต.กับเจ้าหน้าที่สำนักทะเบียนราษฎร กระทรวงมหาดไทย หารือกันเมื่อวันที่ 27 พ.ย. สำนักงานทะเบียนราษฎรยินดีจะช่วยตรวจสอบอัพเดตข้อมูลสมาชิกของพรรคการเมืองเรื่องการยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ และมีการเปลี่ยนที่อยู่หรือไม่ ส่วนคุณสมบัติอื่นพรรคการเมืองต้องสำรวจเอง กกต.ให้นโยบายกับสำนักงานฯ ว่า หลังระเบียบและประกาศ กกต.เกี่ยวกับพรรคการเมือง ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลใช้บังคับช่วง 2-3 วันนี้ กกต.ต้องอำนวยความสะดวกให้พรรคการเมืองปรับปรุงฐานข้อมูลสมาชิกพรรค วันที่ 4 ธ.ค.พรรคการเมืองมารับซีดีฐานข้อมูลและคู่มือแนวทางการปฏิบัติได้ พรรคการเมืองปรับปรุงฐานข้อมูลได้ทันที พรรคขนาดกลางน่าจะเสร็จทันกรอบ 90 วัน แต่ต้องมีการประชุมรับรอง ถ้ายังไม่ปลดล็อกให้ทำกิจกรรมได้ ก็ส่งให้นายทะเบียนพรรคการเมืองไม่ได้อยู่ดี ต้องขอขยายเวลามา ถ้าไม่ขยายเมื่อครบกำหนด กกต.ต้องสั่งให้พรรคการเมืองนั้นสิ้นสภาพ ถ้าถามว่า คสช.ควรปลดล็อกเมื่อไร กกต.ไม่ก้าวล่วง

หึ่งอัยการยื่นฟ้อง “สุเทพกับพวก”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงบ่ายวันที่ 28 พ.ย.คณะอัยการสำนักงานคดีพิเศษ ได้มีมติให้ยื่นฟ้องนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตแกนนำ กปปส.กับพวกรวม 54 ราย ในคดีขัดขวางการเลือกตั้ง กบฏ และข้อหาอื่น รวม 9 ข้อหา ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้มีความเห็นควรสั่งฟ้อง และส่งสำนวนนายสุเทพกับพวกรวม 58 คน ซึ่งต่อมาอัยการได้มีคำสั่งฟ้องครบทั้ง 9 ข้อหา และได้ยื่นฟ้องไปแล้ว 4 คน อีก 54 คน ชะลอการยื่นฟ้องไว้ มาเกือบ 3 ปีครึ่ง จนต่อมามีนักกฎหมายและทนายความไปยื่นร้องต่อ ป.ป.ช.ว่า อัยการสูงสุด (อสส.) ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยอัยการนัดยื่นฟ้องนายสุเทพกับพวกต่อศาลอาญา ในวันที่ 20 ธ.ค.2560