วันพฤหัสบดีที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เชือด 4 ข้อหารวด 16 แกนนํา ม็อบต้านถ่านหิน

บิ๊กตู่ปัดจนท.ละเมิดสิทธิฯ บิ๊กป้อมซัดพวกฮาร์ดคอร์ กสม.จี้ทบทวน-ปล่อยตัว

ตำรวจนำตัวแกนนำม็อบและผู้ชุมนุมคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน อ.เทพา จ.สงขลา ไปฝากขังผัดแรกที่ศาลจังหวัดสงขลา หลังพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาหนัก 4 ข้อหา รวด ผู้ต้องหาทั้ง 15 คน วืดไม่ได้ประกันเพราะหาหลักทรัพย์มาประกันตัวไม่ได้ ต้องส่งตัวไปนอนคุก นายกฯซัดม็อบเทพาดึงดันไร้เหตุผล ยันเจ้าหน้าที่ยึดกฎหมาย ไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน ขณะที่หลายฝ่ายออกมาจวกยับ “บิ๊กตู่” อารมณ์ร้อนตวาดใส่ตัวแทนชาวประมงที่มายื่นหนังสือร้องเรียน กสม.จี้ทบทวนการแจ้งข้อหาม็อบ

จากเหตุการณ์กลุ่มผู้ชุมนุมคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน อ.เทพา จ.สงขลา เกิดปะทะกับตำรวจชุดควบคุมฝูงชน ขณะเตรียมเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้า คสช. ระหว่างเดินทางไปประชุม ครม.สัญจร ที่ จ.สงขลา ทำให้เจ้าหน้าที่บาดเจ็บ 4 นาย ขณะที่แกนนำผู้ชุมนุมคือนายดิเรก เหมนคร ผู้ประสานงานเครือข่ายคนสงขลา-ปัตตานี ไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน นายเอกชัย อิสกะทะ เลขาธิการคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้ นายอิสดาเรส หะยีเด รองนายกเทศมนตรี เทศบาลตำบลเทพา ถูกจับกุมพร้อมผู้ชุมนุมรวม 16 คน นำตัวไปสอบสวน ที่ สภ. เมืองสงขลา เหตุเกิดช่วงเย็นวันที่ 27 พ.ย.ที่ผ่านมา

แจ้งข้อหาหนัก 4 ข้อหา

ความคืบหน้าต่อมาเมื่อวันที่ 28 พ.ย. เจ้าหน้าที่ตำรวจระดมพนักงานสอบสวนแยกสอบปากคำแกนนำและผู้ชุมนุมทั้ง 16 คน จนเสร็จสิ้น พร้อมแจ้งข้อหารวม 4 ข้อหา คือ 1. ร่วมกันเดินหรือเดินแห่อันเป็นการกีด ขวางการจราจร ปิดกั้นทางหลวงหรือกระทำด้วยประการใดๆ บนถนนหลวงในลักษณะที่อาจเกิดอันตรายหรือเสียหายแก่ยานพาหนะหรือบุคคลอื่น 2.ปิดกั้นทางหลวงหรือกระทำการด้วยประการใดๆ บนถนนหลวงในลักษณะที่อาจเกิดอันตรายหรือเสียหายแก่ยานพาหนะหรือบุคคล 3. ร่วมกันตั้งแต่ 3 คนขึ้นไปต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้าย และร่วมกันทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงาน ซึ่งกระทำการตามหน้าที่หรือเพราะเหตุที่จะกระทำ หรือได้กระทำการตามหน้าที่เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจ 4. พกพาอาวุธ (ไม้คันธงปลายแหลม) ไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร แต่ผู้ต้องหาทั้ง 16 คน ให้การปฏิเสธ

ฝากขังแกนนำม็อบเทพา

ต่อมาเวลา 11.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองสงขลา นำตัวผู้ต้องหา 15 คน ประกอบด้วยนายเอกชัย อิสระทะ นายดิเรก เหมนคร นายอิสดาเรส หะยีเด นายปาฎิหาริย์ บุญรัตน์ นายรุ่งเรือง ระหมันยะ นายอัยโยบ มูเซะ นายอานัส อาลีมาเส๊ะ นายอามีน สะมาแอ นายเนติพงษ์ ชื่นล้วน นายเจะอาแซ เพ็ชรแก้ว นายสรวิชญ์ หลีเจริญ นายวิรพงษ์ หวังหวิน นายสมบูรณ์ คำแหง นายสมาน บิแหละ และนายยิ่งยศ ดามะลี ไปฝากขังผัดแรกที่ศาลจังหวัดสงขลา ระหว่างถูกนำตัวออกจากห้องควบคุม สภ.เมืองสงขลา นายเอกชัย อิสระทะ แกนนำได้ชูมือพร้อมตะโกนว่า “สู้ๆ” แต่ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น ขณะที่ผู้ต้องหาอีก 1 คน เป็นเยาวชนอายุ 16 ปี เจ้าหน้าที่นำตัวส่งศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสงขลา

“บิ๊กตู่” ซัดม็อบเทพาดึงดันไร้เหตุผล

เมื่อเวลา 14.00 น. ที่อาคารคณะวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย อ.เมืองสงขลา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุม ครม.สัญจร ถึงกรณีเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่กับกลุ่มคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาว่า จะมาว่ารัฐบาลละเมิดสิทธิมนุษยชนไม่ได้ เพราะมี พ.ร.บ. การชุมนุมในที่สาธารณะ และคำสั่ง คสช. ที่ห้ามชุมนุมเกิน 5 คน เป็นการชุมนุมทางการเมืองด้วย ถึงแม้เป็นการเรียกร้องก็ตามต้องฟังเหตุผล ได้ให้โอกาสให้ไปขออนุญาตชุมนุมก็ไม่ไปขอ ให้คนไปพบก็ไม่ยอมพบ จัดสถานที่ให้พูดคุยก็ไม่พูดคุย พยายามดึงดันมาตลอดทาง รัฐบาลเห็นใจในความที่อาจเจตนาดี แต่การยื่นข้อเสนอว่าขอพบนายกฯ เพื่อส่งเอกสาร ถามว่าเจตนาคืออะไร ถ้ามาก็เจอตนต่อหน้าสื่อก็จะทำให้เกิดปัญหาบานปลายไปเรื่อยๆ สิ่งสำคัญรัฐบาลพยายามผ่อนผันการบังคับใช้กฎหมายมาตลอด เพราะเป็นประชาชนอย่างที่กล่าวอ้างกันมา แต่ท้ายที่สุดมีการใช้กำลังกับเจ้าหน้าที่ ทุกคนรวมถึงสื่อต้องเข้าใจ ถ้าปล่อยไปอย่างนี้อีกหน่อยก็มีปัญหาหมดทุกที่ การต่อต้านใช้กำลังประทุษร้ายเจ้าหน้าที่ถือว่าเป็นความผิดซึ่งหน้า เพื่อเป็นตัวอย่างว่าจะไปทำกับคนอื่นอย่างนี้ไม่ได้ ช่องทางการรับฟังนั้น ตนฟังมากกว่าทุกรัฐบาลก็ขอให้ลดความขัดแย้งนี้ลงไป นี่ตนยังไม่ได้เอาความผิดเรื่องการชุมนุมเลย

ยัน จนท.ยึดกฎหมายไม่ละเมิดสิทธิ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ถ้าอีกหน่อยตีตำรวจได้ ตีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร มันได้ไหม มีอะไรก็ขอให้อยู่ในความสงบ พูดจากันดีๆ ผมก็พร้อมให้เลขาธิการนายกรัฐมนตรีไปพบและรับเรื่อง แต่ก็ยังไม่ยอมอีก จะต้องให้เป็นนายกฯรับเรื่องเท่านั้น ผมว่ามันไม่ใช่ มันมีขั้นตอนของมันอยู่ ขอฝากทำความเข้าใจด้วย หลายคนบอกผมว่าผมละเมิดสิทธิมนุษยชน ผมบอกแล้วเส้นแบ่งระหว่างสิทธิมนุษยชนกับการทำผิดกฎหมายมันเส้นเดียวกัน การละเมิดสิทธิมนุษยชนคือเจ้าหน้าที่มีความผิด เจ้าหน้าที่ทำ แต่ถ้าทำผิดกฎหมายแล้วมาบอกเจ้าหน้าที่ทำผิด มันก็คงไม่ใช่ สื่อกรุณาทำให้เข้าใจ ทำให้ถูกต้อง

ปัดเอื้อประโยชน์ให้ใครไม่ได้

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวด้วยว่า สำหรับกรณีโรง ไฟฟ้าถ่านหิน ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนอีไอเอ 3-4 ครั้งแล้ว ยังไม่เข้าคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม หากการทำอีไอเอ ยังไม่สมบูรณ์ และมีปัญหาข้อเรียกร้องอยู่ก็ต้องไปทำกันใหม่ถึงเข้าไปสู่การตัดสินใจ ขณะนี้ยังไม่ตัดสินใจว่าจะสร้างหรือไม่สร้าง ขอให้ทุกคนเข้าใจในระบบการบริหารจัดการภาครัฐให้ดีด้วย ไม่ใช่ทำเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับใคร มันผิด ทำไม่ได้หรอก โดยเฉพาะกับรัฐบาลระมัดระวังเรื่องข้อกฎหมายเต็มที่ ขอให้เห็นใจเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง และตำรวจด้วย

“บิ๊กตู่” แจงเหตุตวาดใส่ชาวประมง

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุม ครม.สัญจรถึงการแก้ปัญหาการทำประมงว่า เราจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงให้สอดคล้องกับแนวทางของสหภาพยุโรป (อียู) ในการแก้ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (ไอยูยู) ส่วนกรณีที่ตนจำเป็นต้องพูดเสียงดังไปเล็กน้อยเมื่อเหตุการณ์วันที่ 27 พ.ย. เพราะการพูดจาบางทีต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน การแก้ปัญหาประมงต้องสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่เช่นนั้นเขาจะต่อต้านสินค้าเรา พวกเรากันเองอย่าปกปิดราชการ ต้องให้หน่วยงานราชการไปดูแลแก้ไข ต้องหยุดการทำประมงไปช่วงหนึ่งเพื่อพักหรือชะลอการจับสัตว์น้ำพักฟื้นเพาะพันธุ์วางไข่ ถ้าวันนี้มาอ้างว่าทำให้สูญเสียรายได้ คงไม่ได้ ดังนั้นต้องไปพูดคุยหาวิธีการอื่นโดยไม่จำเป็นต้องพูดจารุนแรงใส่ตน วันนี้ต้องฟังชาวประมงที่อยู่ตามชายฝั่งด้วยที่บอกว่าจับปลาได้มากขึ้นปลาตัวใหญ่มากขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากโครงการพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ที่มีการทำปะการังเทียมเป็นที่พักฟื้น เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลา

ยันรับฟังหาทางแก้ดีกว่าใช้อารมณ์

“เรื่องนี้ในต่างประเทศมีกฎหมายชัดเจนว่าจะต้องจับปลาที่ไหน ปลาต้องมีขนาดเท่าไหร่ แต่ของเราไม่ได้เป็นแบบนั้น จับมาทุกอย่างทุกชนิด เพราะฉะนั้นมันไม่ได้ ผมไม่ต้องการให้ใครเดือดร้อนทั้งสิ้น แต่ทุกคนต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของคนอื่นด้วย นึกถึงประเทศชาติ อย่าลืมว่าตลาดอียูเป็นตลาดใหญ่ ถ้าถูกต่อต้านทั้งหมด จะเป็นปัญหาใหญ่กับเรา เราไม่สามารถไปตอบโต้ได้มากนัก ขอให้ฟังซึ่งกัน และกัน ผมรับฟังทุกประการ ขอให้พูดกันดีๆ ผมจะหาทางให้ มันมากน้อย ก็ดีกว่ามาใช้อารมณ์” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว และทั้งนี้ได้ให้แนวทางไปว่า การทำประมงต้องดูในเรื่องของเรือขนาดเล็กจะควบคุมอย่างไรให้ปลอดภัย ดูความสมดุลกับธรรมชาติกับผลประโยชน์ที่ได้รับจากกิจการของคนแต่ละกลุ่มพอเพียงหรือไม่ ยิ่งการทำประมงนอกน่านน้ำที่ใช้เรือขนาดใหญ่ มีเรือ 3-4 หมื่นลำ ผิดกฎหมายก็มีมากแต่ตอนนี้ลดลงเป็นหมื่นลำ ต้องยอมรับตรงนี้ ถ้าไม่ยอมรับมันจะเริ่มต้นอะไรใหม่ไม่ได้ทั้งสิ้นทุกคนรวมถึงเจ้าหน้าที่ก็เหน็ดเหนื่อยกับเรื่องนี้ เพราะมันเป็นแรงกดดันเจ้าหน้าที่และรัฐบาล

กำชับปลัด มท.สอบกลุ่มรุกทะเล

เมื่อถามว่าที่ จ.สุราษฎร์ธานี กลุ่มนายทุนกิจการคอกหอยบุกรุกพื้นที่ 2 แสนกว่าไร่ มีการออกโฉนดทะเลจนทำให้ชาวประมงชายฝั่งไม่มีที่ทำกิน พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า กระทรวงมหาดไทยรับเรื่องไปตรวจสอบแล้ว ถ้าพบความผิดต้องดำเนินคดี “มันบุกรุกได้หรือ มันเป็นญาติกับผมหรือไง ปลัดกระทรวงมหาดไทยไปดูว่ามันบุกรุกอย่างไร ท้องถิ่นรู้หรือไม่ มหาดไทยรู้หรือยัง ปลัดมหาดไทยต้องไปดู ถ้าพบความผิดก็ดำเนินคดี โดยหลักเรื่องของที่ดินความผิดมันมี 2 อย่าง คือไปซื้อมาโดยสุจริตไม่รู้ว่าถูกหรือผิดเพราะมีโฉนดกรณีแบบนี้คงดำเนินคดีไม่ได้ ถ้าดำเนินคดีเราก็ถูกฟ้องเพราะเขาสุจริต แต่ในส่วนของทะเลคงไม่มีเรื่องออกโฉนดอะไรได้”

สั่งเด็ดขาดฟันทิ้งสวนยางรุกที่ป่า

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ให้สัมภาษณ์ถึงการแก้ไขปัญหาราคาพืชผลเกษตรตกต่ำว่า เคยบอกแล้วการปลูกพืชเชิงเดี่ยวนับวันจะมีปัญหา เพราะสถานการณ์เศรษฐกิจโลกภาคการเกษตร ทั้งข้าว ยางพารา และปาล์ม มีการใช้อย่างอื่นทดแทนได้ วันนี้เข้าใจว่าโลกส่วนใหญ่มีปัญหาเหล่านี้นั่นแหละคือประชาธิปไตย ดังนั้นเราเป็นคนเลือกก็ต้องรับฟังกฎกติกาคนอื่นด้วย วันนี้ได้สั่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดำเนินการกับนายทุนที่บุกรุกจะต้องตัดฟันทิ้งในพื้นที่ที่เป็นสวนป่า ต้องลดการกรีดยาง ส่วนพื้นที่ประชาชนบุกรุกมานานจะต้องหามาตรการดูแล ปัญหาที่ตนกังวลคนที่มีรายได้จากการกรีดยาง จะทำอย่างไรจึงให้ไปพิจารณาดูแลเอาคนพวกนี้มาปลูกป่าดูแลแทน ส่วนนายทุนต้องให้ไม่ได้ เพราะเป็นการละเมิดกฎหมาย วันนี้รัฐบาลแก้ปัญหาการบุกรุกป่า 2 ลักษณะ คือ เร่งพิจารณาที่ดิน ส.ป.ก.และการกำหนดการทำงานของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ที่จะอนุญาตให้ใช้ที่ดินทำกิน แต่ไม่ให้โฉนด จะทำพยายามทำให้ได้ในทุกจังหวัด

เร่งรัดใช้ยางพาราในประเทศ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า วันนี้ยางพาราเราผลิตมาได้ปีละ 6 ล้านตัน รัฐบาลเข้ามาทำให้ใช้ในประเทศได้ประมาณ 5 ล้านตัน ก่อนหน้านี้ใช้ได้แค่ 3 ล้านกว่าตัน แล้วบอกรัฐบาลไม่ทำ รัฐบาลกำลังส่งเสริมการลงทุนบีโอไอในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) และพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ ตนได้ตรวจสอบกับบีโอไอในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีการร้องขอสิทธิประโยชน์ลงทุนในประเทศไทยเกี่ยวกับยาง จะเพิ่มการใช้ยางในประเทศได้อีก 5 แสนตันเป็นอย่างน้อย ในช่วงนี้ต้องให้เวลาสร้างโรงงานและมีผลิตภัณฑ์ยาง และให้การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) และประธานคณะกรรมการบอร์ดการยาง ไปพิจารณาเร่งรัดใช้ยางให้เป็นรูปธรรม ทำยางรองพื้นถนนกับคอสะพาน โดยปีนี้จะเร่งส่งเสริมการใช้ยางให้ได้ 2 แสนตัน พร้อมกำลังหารือกับภาคเอกชนในการรับซื้อยางใหม่จากพื้นที่นำไปสู่การผลิต และหน่วยงานที่ต้องการใช้ยางนำไปใช้ประโยชน์ ภายใน 3 เดือนนี้จะเร่งเรื่องเหล่านี้ให้มีความก้าวหน้า

“บิ๊กป้อม” ซัด 16 คน แค่พวกฮาร์ดคอร์

เมื่อเวลา 14.00 น. ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย จ.สงขลา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงการควบคุม 16 แกนนำคัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน อ.เทพา ว่า ม็อบดังกล่าวกระทำความผิดซึ่งหน้า ขัดขวางการทำงานเจ้าหน้าที่ มีการตีตำรวจ แต่เจ้าหน้าที่ไม่ได้ใช้ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 ความจริงถ้าจะยื่นหนังสือถึงนายกฯ ส่งแค่กระดาษแผ่นเดียวก็ได้ และก่อนหน้านี้มีการประสานแล้วว่าไม่ต้องเดินทางมา แต่เขาไม่หยุด แล้วจะให้ทำอย่างไร เมื่อถามว่า สาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้เจ้าหน้าที่กับผู้ชุมนุมปะทะกันจนมีคนบาดเจ็บทั้งสองฝ่ายคืออะไร พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า “คนหนึ่ง ถือไม้ก็มี เขามาทำเจ้าหน้าที่ โดยขณะนี้ทั้ง 16 คน ถูกควบคุมตัวอยู่ ซึ่งเป็นพวกฮาร์ดคอร์ เป็นพวกใจร้อน ไม่ใช่แกนนำอะไรทั้งสิ้น เราไม่ได้ใช้เรื่องการเมือง ไม่เกี่ยวกับเรื่องทางการเมืองเลย

แจงเหตุทำนายกฯลมออกหู

ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย จ.สงขลา พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงกรณีนายกฯ ดุชาวประมงที่มายื่นหนังสือร้องเรียนให้แก้กฎระเบียบการทำประมง ว่า ตนอยู่ในเหตุการณ์พบว่าบทสนทนาที่ชาวประมงมายื่นหนังสือใช้ถ้อยคำก้าวร้าวรุนแรงทั้งที่มาขอให้รัฐบาลช่วย โดยไม่เคยฟังเหตุผลมาก่อน เช่น พูดว่า “นายกฯรู้มั้ยว่าพวกเราเดือดร้อนแสนสาหัส ทำไมต้องไปเอาฝรั่งมาบังคับ ทำไมรัฐบาลนี้ ไม่ดูแลชาวประมง” นายกฯฟังแล้วพยายามชี้แจง แต่ไมค์อยู่กับท่านเลยทำให้เสียงค่อนข้างดัง เหมือนนายกฯดุกลับ แต่ท่านพยายามอธิบายเรื่องกฎกติกาของอียูว่าเป็นกติกาสากล อยากทำความเข้าใจว่านายกฯไม่ได้ตั้งใจดุ แต่ต้นเหตุ ปฐมเหตุมาจากลีลาคำพูดของชาวประมงใช้วาจาค่อนข้างรุนแรง ออกแนวการเมืองเล็กๆว่าอย่าไปสนใจกติกาสากลให้ดูคนไทยเป็นหลัก ซึ่งคงเป็นไปไม่ได้

ลั่นไม่ให้กฎหมู่เหนือกฎหมาย

พล.ท.สรรเสริญกล่าวอีกว่า ส่วนเหตุการณ์กลุ่มผู้เห็นต่างการสร้างโรงไฟฟ้า อ.เทพา พยายามจะมายื่นหนังสือกับนายกฯนั้น เดิมนัดหมายกับเลขาธิการนายกฯ ว่าจะยื่นหนังสือในวันที่ 28 พ.ย. แต่กลับใจจะยื่นวันที่ 27 พ.ย. ทั้งที่รู้ว่านายกฯ มีภารกิจที่ จ.ปัตตานี ตารางค่อนข้างแน่นมาก พร้อมกันนี้ตนได้ติดต่อขอเฮลิคอปเตอร์เพื่อให้เลขาธิการนายกฯมาพบผู้ชุมนุม แต่ผู้ชุมนุมปฏิเสธไม่พบใครนอกจากนายกฯคนเดียว แล้วตัวแทนกลุ่มพยายามปลุกเร้า ใช้ด้ามธงทำร้ายเจ้าหน้าที่ ดั้งจมูกแตก ข้อมือ เขียว ส่วนผู้ชุมนุมเจ้าหน้าที่ควบคุมตัว 16 คน ทำให้มีภาพลักษณ์ว่าเจ้าหน้าที่พยายามทำร้าย เจ้าหน้าที่ไม่ได้ทำร้ายประชาชน แต่ถ้าใครอยู่นอกกฎกติกาไม่เคารพกฎหมายเป็นจุดเริ่มต้นของการละเมิดกฎหมาย ไม่รับฟังเหตุผลคนอื่น เอาความคิดตัวเองเป็นที่ตั้ง รัฐบาลนี้ไม่ยอมให้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย นายกฯรับฟังปัญหาทุกอย่าง ยื่นที่ไหนมีศักดิ์และสิทธิเหมือนกัน

เตือนน้ำผึ้งหยดเดียวไฟลามทุ่ง

นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ทำเสียงดุตัวแทนชาวประมงที่มายื่นหนังสือร้องเรียนให้แก้กฎระเบียบการทำประมงว่า เสียงของท่านเหมือนเจ้านายตวาดเด็กรับใช้ ประชาชนได้ยินทั้งประเทศ ขวัญหนีดีฝ่อกันหมด ทั้งที่เป็นชาวประมงที่เป็นเจ้าของภาษีที่เดือดร้อน ควรน้อมรับฟังอย่างกัลยาณมิตร เพราะอาจเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวที่กำลังขยายวงเป็นไฟลามทุ่งในชั่วข้ามคืน ส่วนกรณีตำรวจจับผู้ประท้วงโรงไฟฟ้าแล้วนายกฯสั่งการให้จัดการเด็ดขาด ยิ่งสะท้อนภาพความเป็นเผด็จการมากขึ้น ทั้งที่รัฐบาลเพิ่งประกาศสิทธิมนุษยชนเป็นวาระแห่งชาติ รัฐต้องให้เกียรติผู้ประท้วงเท่าเทียมกับผู้สนับสนุน เลิกใช้ความรุนแรงใดๆ ไหนว่าท่านมีนโยบายปรองดอง แต่สิ่งที่ทำมันสวนทางกัน ต้องลดความโมโห ดู พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และอดีตนายกฯ เป็นตัวอย่าง เมื่อคิดจะเป็นนายกฯที่มาจากการเสนอชื่อของพรรคการเมืองในสมัยหน้า ต้องปรับปรุงเสียแต่วันนี้ ถ้ายังเป็นลุงตู่มุทะลุขี้โมโห ประชาชนถามก็ตวาด ใครถามก็บอกรำคาญ อนาคตของรัฐบาลจะเป็นอย่างไร ตนหวังดี อยากให้เป็นนายกฯนานๆ ตามที่ต้องการ แต่ถ้าท่านฟิวส์ขาดรายวัน ภาวะวิกฤติศรัทธารัฐบาลจะมาในไม่ช้า

ปชป.สวดผู้นำใส่อารมณ์กับมวลชน

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ และอดีต ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนายกฯพูดจาค่อนข้างรุนแรงกับชาวประมงที่มายื่นข้อเรียกร้องว่า ต้องยอมรับข้อเท็จจริงว่า จากนโยบายของรัฐบาลนี้ให้ชาวประมงต้องหยุดเรือ เดือดร้อน มีคนตกงานจำนวนมาก การที่นายกฯใช้อารมณ์พูดจาค่อนข้างรุนแรงถือเป็นภาพลักษณ์ที่ไม่ดี ทุกคนมีสิทธิเครียดได้ แต่ในฐานะนายกฯ ไม่สามารถใช้อารมณ์หรือพูดจาหยาบคายกับคนไทย ผู้เดือดร้อนจากนโยบายของรัฐบาลนี้ ส่วนกรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐทำร้ายร่างกายม็อบโรงไฟฟ้าจนได้รับบาดเจ็บก็ดูไม่ดี การชุมนุมของประชาชนเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ถือว่าเป็นภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อรัฐบาล ชาวสงขลาและคนใต้ไม่ได้ต่อต้านโรงไฟฟ้า แต่ต้องการโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาด เช่น โรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวล พลังงานแก๊สเหลว หรืออย่างอื่นที่ไม่ใช่ถ่านหิน การที่เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ความรุนแรง ผู้มีอำนาจในรัฐบาลนี้จะปฏิเสธไม่ได้

ลั่น ปชป.พร้อมยืนข้างชาวสวนยาง

นายวิรัตน์ กล่าวว่า ส่วนการสกัดไม่ให้ชาวสวนยางเข้ามา เพื่อร้องเรียนต่อนายกฯ เป็นความเจ็บปวดของชาวสวนยางทั่วประเทศ วันที่รัฐบาลนี้เข้ามาบริหารประเทศราคายางสูงกว่าปัจจุบันมาก แต่ตอนนี้ราคายางเหลือ 3 กิโล 100 บาท ชาวสวนยางไม่สามารถดำรงชีพอยู่ได้อย่างปกติสุข การที่รัฐบาลไม่ยอมรับฟังความเดือดร้อนของประชาชน จะบอกว่ารัฐบาลนี้รักประชาชนก็ฟังยาก ในฐานะพรรคประชาธิปัตย์ร่วมหัวจมท้ายกับพี่น้องชาวสงขลาและชาวใต้มาตลอด พวกเราขอแสดงความเห็นใจพี่น้องที่เดือดร้อนทุกคน พร้อมจะยืนหยัดเคียงประชาชนตลอดไป

พท.เหน็บลงใต้เพื่อไปข่มขู่ชาวบ้าน

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า รัฐบาลไปจัดประชุม ครม. สัญจรที่ภาคใต้ ตั้งใจจะไปเรียกเรตติ้งช่วงขาลง เพราะพื้นที่บางส่วนของภาคใต้เป็นพื้นที่ของพรรค การเมืองและกลุ่มการเมืองที่สนับสนุนใกล้ชิด พล.อ.ประยุทธ์ แต่ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของประชาชนมีมาก ทั้งปัญหาราคายางพารา ปาล์มน้ำมัน ปัญหาชาวประมง ความขัดแย้งโครงการพลังงาน โรงไฟฟ้าถ่านหิน ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประชาชนเห็นว่าเป็นโอกาสสะดวกที่จะได้ร้องทุกข์ แต่ชาวประมงแค่จะมายื่นหนังสือร้องทุกข์กลับถูก พล.อ.ประยุทธ์ตะคอกใส่ อยากถามว่าการลงทุนเดินทางด้วยเครื่องบินซี 130 นั่งรถกันกระสุน จัด ครม.สัญจรภาคใต้ ทั้งที่มีรัฐมนตรีมาร่วมเพียง 14 คน เพื่อมาตะคอกมาข่มขู่ประชาชนหรือ ปัญหาประชาชนถูกละเมิดสิทธิถูกข่มขู่คุกคามโดยเจ้าหน้าที่รัฐในรัฐบาลชุดนี้ ตอกย้ำภาพลักษณ์และมุมมองซ้ำเติมปัญหาหรือไม่ ท่านให้ทุกคนเคารพกฎหมาย แล้วท่านเคารพสิทธิและเสรีภาพประชาชนหรือไม่ ประเทศไม่ใช่ค่ายทหาร ที่จะสั่งประชาชนซ้ายหันขวาหันได้ตามใจตลอดเวลา

สับกินเงินภาษีแต่เป็นนาย ปชช.

นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวในหัวข้อ “อาการหนัก” โดยระบุว่า เพิ่งแสดงความคิดเห็นว่าภารกิจเร่งด่วนของประเทศคือการปฏิรูปกองทัพให้หลุดพ้นจากแนวคิดอำนาจนิยม เคารพกฎหมาย สิทธิเสรีภาพผู้อื่น และเคารพอำนาจประชาชน ภาพ พล.อ.ประยุทธ์ว้ากใส่ชาวประมงภาคใต้ที่มาขอให้รัฐบาลแก้ไขปัญหา คือเครื่องยืนยันความเห็นของตน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นผลผลิตของกองทัพ เคยเป็น ผบ.ทบ. ปัจจุบันเป็นหัวหน้ารัฐบาล แม้มาจากการยึดอำนาจ แต่ทุกรัฐบาลมีหน้าที่ดูแลประชาชน พล.อ.ประยุทธ์รับเงินเดือนจากภาษี แต่ทำตัวเป็นนายประชาชน พล.อ.ประยุทธ์เพิ่งพูดเมื่อคืนวันศุกร์ให้ใช้คำพูดดีๆ ต่อกัน แต่กลับแสดงความหยาบคายใส่ชาวใต้ ครม.ก็เพิ่งประกาศให้สิทธิมนุษยชนเป็นวาระแห่งชาติ แต่รัฐบาลกลับใช้กำลังกับชาวเทพา ที่ไม่เห็นด้วยกับโรงไฟฟ้าถ่านหิน ทั้งหมดเป็นตัวอย่างไม่ดีของเยาวชนและผู้ที่กำลังเรียนทหาร ส่วนคนไทยโชคไม่ดีที่มีคนแบบนี้มาเป็นผู้นำรัฐบาล ตนไม่เคยให้ราคา พล.อ.ประยุทธ์ เพราะขนาดมีอำนาจเบ็ดเสร็จ แต่กลัวการเลือกตั้ง ที่บ้านตนไม่เรียกคนที่เก่งแต่กับผู้หญิงและประชาชนมือเปล่า ไม่มีอาวุธว่านักเลง เค้าเรียกกันว่า “กระจอก”ครับ

กสม.จี้ทบทวนแจ้งข้อหาม็อบ

ที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นางเตือนใจ ดีเทศน์ อ่านแถลงการณ์ กรณีการสลายการชุมนุมและจับกุมกลุ่มแกนนำเครือข่ายประชาชนสงขลา-ปัตตานี ไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน ว่า กสม.เห็นว่าโครงการโรงไฟฟ้าเทพามีข้อท้วงติงว่าอาจมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอย่างรุนแรงและกว้างขวาง ไม่เฉพาะในพื้นที่ จ.ปัตตานี แต่จะขยายไปยังพื้นที่ใกล้เคียงด้วย กสม.ได้ตรวจสอบและอยู่ระหว่างจัดทำรายงาน เบื้องต้นพบมีปัญหาการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร การจัดกระบวนการการมีส่วนร่วมและสร้างความเข้าใจกับประชาชน โดยเฉพาะผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง อันเป็นเหตุของการเดินเท้าเพื่อเข้ายื่นหนังสือคัดค้านโครงการต่อนายกฯ ซึ่งยังอยู่ในขอบเขตของการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ กสม.ขอเรียกร้องให้นายกฯสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทบทวนการแจ้งข้อกล่าวหาแก่นักปกป้องสิทธิมนุษยชน นายกฯควรเปิดโอกาสให้เครือข่ายฯได้เข้าพบเพื่อนำเสนอข้อห่วงใยและข้อเสนอการพัฒนาโครงการที่ยั่งยืนต่อรัฐบาลโดยสงบและปราศจากการขัดขวางจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ กสม.ขอให้รัฐบาลและหน่วยงานเจ้าของโครงการ ยึดมั่นในแนวปฏิบัติของสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน รวมทั้งคำประกาศวาระแห่งชาติ : สิทธิมนุษยชนร่วมขับเคลื่อน Thailand 4.0 ซึ่งครม.มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 21 พ.ย.2560 เป็นแนวทางดำเนินโครงการด้วย

ซัดเลือกปฏิบัติต้อนรับแต่กลุ่มหนุน

ด้านนางอังคณา นีละไพจิตร กสม.กล่าวว่า แม้ขณะนี้จะมี พ.ร.บ.ชุมนุมในที่สาธารณะ แต่รัฐธรรมนูญก็คุ้มครองการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชน ที่ดำเนินการโดยสงบและไม่รุนแรง การจัดกิจกรรมมีทั้งกลุ่มที่สนับสนุนและคัดค้าน แต่ภาพที่ออกมากลายเป็นว่ากลุ่มที่สนับสนุนได้รับการต้อนรับจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่กลุ่มที่คัดค้านถูกขัดขวาง จะถือว่าเข้าข่ายเลือกปฏิบัติหรือไม่ อีกทั้งผู้ร่วมกิจกรรมมีทั้งเด็กและสตรี เมื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าระงับการเคลื่อนไหวกลับไม่พบว่ามีเจ้าหน้าที่ผู้หญิงเข้าปฏิบัติหน้าที่ สะท้อนว่ารัฐไม่มีการคำนึงถึงความอ่อนไหวในเรื่องเพศสภาพ นอกจากนี้ ไทยก็ยอมรับข้อเสนอในการที่จะคุ้มครองสิทธิของนักต่อสู้ ดังนั้น จึงหวังว่ารัฐบาลจะปล่อยตัวแกนนำที่ถูกควบคุมไว้โดยเร็วและไม่มีการตั้งข้อกล่าวหา

ผวจ.นครฯแจงถกม็อบเสียงดัง

นายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ผวจ.นครศรีธรรมราช กล่าวถึง กรณีอดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ทำหนังสือถึงกระทรวงมหาดไทย ให้ตรวจสอบพฤติกรรมของนายสกล จันทรักษ์ รอง ผวจ.นครศรีธรรมราช ที่ปรากฏ คลิปโต้เถียงกับแกนนำเกษตรกรสวนยางพาราว่า การใช้ภาษาในคลิปคนที่อื่นอาจดูว่ามันเสียงดัง แต่นี่เป็นลักษณะของคนนครฯ ไม่ได้เป็นปัญหาเลย นายสกลปฏิบัติตามขั้นตอนด้วยการอธิบายเหตุผลให้เกษตรกรรับทราบ แต่แกนนำต้องการปราศรัย ถือว่าไม่ใช่การยื่นหนังสือตามที่แจ้งกับเจ้าหน้าที่ล่วงหน้า หากมีการกล่าวปราศรัยจะเข้าสู่การบังคับใช้กฎหมายตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ จึงทำให้เกิดการถกเถียงเหมือนอย่างเช่นที่ปรากฏในคลิป แต่ภายหลังได้มีการขอโทษและมีความเข้าใจกันแล้วและเรื่องนี้ได้ข้อยุติแล้วไม่ต้องตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ

เพจ “ประยุทธ์” เสียใจตวาดประมง

กรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ตวาดใส่นายภรัณยู เจริญ ชาวประมง ระหว่างลงพื้นที่ตรวจราชการที่ จ.ปัตตานี หลังนายภรัณยูขอให้รัฐบาลแก้กฎระเบียบที่กำหนดให้ชาวประมงออกเรือไปทำประมงได้ 220 วันต่อปี ซึ่งน้อยเกินไป ทำให้ผู้ประกอบอาชีพประมงขาดทุน อยากให้แก้เพิ่มวันออกเรือ ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 28 พ.ย. เฟซบุ๊ก Gen.Prayut Chan-o-cha โดยทีมงาน พล.อ.ประยุทธ์ ได้โพสต์ข้อความว่า “นายกฯ เสียใจที่ได้ว่ากล่าวชาวประมงไป ขอให้เข้าใจสิ่งที่รัฐบาลได้แก้ปัญหาการทำประมงที่ผิดกฎหมาย เพื่อให้อุตสาห-กรรมประมงของไทยสามารถอยู่และส่งออกได้ สอดคล้องกับพันธสัญญาที่ต้องดำเนินการ รวมทั้งเพื่อรักษาสมดุลของธรรมชาติให้การประมงเกิดความยั่งยืนต่อไปในอนาคต สำหรับปัญหาความเดือดร้อนต่างๆที่ร้องเรียนมา ได้สั่งการให้หน่วยงานที่รับผิดชอบไปดูรายละเอียด ขณะที่มีผู้เข้ามาโพสต์แสดงความคิดเห็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่ขอนายกฯ ใจเย็นๆใช้น้ำเย็นเข้าลูบ ไม่ควรใช้น้ำร้อนสาดใส่ รวมถึงมีชื่นชมว่า เป็นผู้นำที่ดี เมื่อรู้ว่าผิดก็ออกมายอมรับและขอโทษ

“นิพิฏฐ์” สอนมวย “ตู่” ลงพื้นที่ ครม.สัญจร

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีเพจทีม “ประยุทธ์” โพสต์แสดงความเสียใจที่นายกฯ ตวาดชาวประมง จ.ปัตตานี ว่า ถามว่าเรื่องนี้เสียคะแนนนิยมไหม ตนว่ามันไม่เกี่ยวกันหรอก เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง จึงไม่ต้องคำนึงถึงคะแนนนิยม เพียงแต่เหมาะสมหรือไม่เท่านั้น เรื่องนี้เห็นทีมงานโฆษกรัฐบาลออกมาชี้แจงแล้วว่านายกฯ เสียใจกับเรื่องดังกล่าว ตนว่าผิดพลาดตรงที่ผู้จัดงานวันนั้น ให้นายกฯถือไมโครโฟนแบบไมค์ลอย ทำเหมือนว่าเป็นนักร้องกำลังเล่นคอนเสิร์ต ร้องเพลงไปด้วยพูดไปด้วย ตนเห็นตั้งแต่ทีแรกคิดแล้วว่าแบบนี้ต้องมีปัญหาแน่ เพราะไม่เคยเห็นนายกรัฐมนตรีคนไหนทำ ผู้จัดงานควรจะให้นายกฯพูดเป็นกิจจะ ลักษณะ เป็นเรื่องเป็นราว ที่จริงตนไม่กล้าแนะนำเดี๋ยวโดนนายกฯว้ากเอา แต่อยากจะบอกด้วยใจบริสุทธิ์ว่า ถ้าจะลง ครม.สัญจรครั้งต่อไป ทีมงานไม่ควรให้ พล.อ.ประยุทธ์ถือไมค์ลอย หรือถ้าอยากถือจริงๆ ก็ควรถอดแบตเตอรีในไมค์ลอยออก เสียงจะได้ไม่ดัง

วืดยังไม่ได้ประกันตัว

ล่าสุดแกนนำและผู้ชุมนุมคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน อ.เทพา ที่ตกเป็นผู้ต้องหาทั้ง 15 คน ถูกนำตัวไปฝากขังผัดแรกที่ศาลจังหวัดสงขลายังไม่ได้รับการประกันตัว โดยทนายความได้ยื่นเรื่องขอประกันตัว แต่พนักงานสอบสวนคัดค้านการประกันตัว รวมทั้งตีหลักทรัพย์ที่จะยื่นค้ำประกันคนละ 90,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,350,000 บาทนั้น ทางผู้เกี่ยวข้องหามาให้ไม่ทัน ทำให้ทั้งหมดถูกส่งตัวไปควบคุมที่เรือนจำกลางจังหวัดสงขลา มีเพียงผู้ต้องหาอายุ 16 ปี ที่ส่งตัวไปศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสงขลา ได้ประกันตัวเพียงคนเดียว เนื่องจากวงเงินหลักทรัพย์ประกันตัวจำนวน 5,000 บาท โดยในวันที่ 29 พ.ย. ทีมทนายความจะยื่นเรื่องขอประกันตัวอีกครั้ง ส่วนชาวบ้านที่มารอลุ้นที่หน้าศาลจังหวัดสงขลา นับร้อยคนแยกย้ายกลับไปอย่างสงบ

เครือข่ายนักวิชาการจี้ปล่อยตัวผู้ต้องหา

วันเดียวกัน เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสังคมและองค์กรชุมชนภาคใต้ได้ออกแถลงการณ์ ตามที่ได้มีการสลายการชุมนุมชาวบ้านเครือข่ายคนสงขลา-ปัตตานี ไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน ที่ได้จัดกิจกรรมเดินเท้าออกจากพื้นที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา เพื่อยื่นหนังสือต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรเมื่อวันที่ 27 พ.ย. ทำให้มีผู้บาดเจ็บ และมีการถูกจับกุมดำเนินคดี 16 คน เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสังคมฯ ได้ติดตามความเคลื่อนไหวมาอย่างต่อเนื่อง เห็นว่าชาวบ้านจัดกิจกรรมด้วยท่าทีที่อ่อนน้อมถ่อมตน สงบ สันติ และปราศจากอาวุธ ภายใต้การใช้สิทธิเสรีภาพตามกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 และกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมือง และการเมืองที่เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป การสลายการชุมนุมด้วยความรุนแรงของเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่เพียงเป็นการละเมิดสิทธิตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ยังสะท้อนวิธีคิดแบบ “อำนาจนิยม” ที่เห็นประชาชน-ชาวบ้านเป็นศัตรู ไม่มีมนุษยธรรมและความชอบธรรม ทำให้สังคมไทยอยู่ในบรรยากาศและการกระทำที่พร้อมใช้ความรุนแรงโดยรัฐต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด

เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสังคมฯ จึงขอประณามการใช้ความรุนแรงและเรียกร้องดังนี้ 1.ให้ปล่อยตัวผู้ถูกจับกุมทั้ง 16 คน โดยไม่มีเงื่อนไขในทันที 2.รัฐบาลต้องเคารพและปกป้องสิทธิมนุษยชนสมดังเจตนาที่ประกาศเป็นวาระแห่งชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดำเนินนโยบายการขับเคลื่อนโครงการพัฒนาและนโยบายสาธารณะต่างๆ ทั้งนี้ เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสังคมฯ จะร่วมกับประชาชนและภาคประชาสังคมต่างๆในการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมเคลื่อนไหวเพื่อบรรลุข้อเรียกร้องข้างต้นโดยเร็วที่สุด