วันพุธที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

นายกฯ ยันพร้อมรับฟัง ขออย่าใช้อารมณ์ พูดแรงใส่ สั่งแก้ประมงผิด ก.ม.

นายกฯ ยันรัฐเร่งแก้ปัญหาประมงให้ถูกกฎหมาย พร้อมรับฟังทุกคนแต่อย่าใช้อารมณ์พูดแรงใส่ตน สั่งปลัด มท.ตรวจสอบนายทุนรุกที่ทำกินชาวประมงชายฝั่ง หากพบผิดต้องดำเนินคดี

เมื่อวันที่ 28 พ.ย.60 ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย อ.เมือง จ.สงขลา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงการแก้ปัญหาการทำประมง ว่า เราจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงให้สอดคล้องกับแนวทางของสหภาพยุโรป (อียู) ในการแก้ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (ไอยูยู) ซึ่งที่จริงแล้วเราไม่สามารถตอบได้ว่า ปลาที่เราจับได้จากเรือประมงของเราจับมาจากที่ไหน อย่างไร พิสูจน์ไม่ได้ ซึ่งเราต้องทำให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น รวมถึงการรักษาทรัพยากรสัตว์น้ำของเราในพื้นที่เขตทะเล ที่เป็นอาณาเขตของเราและในทะเลชายฝั่ง ซึ่งรวมถึงประมงชายฝั่งและประมงพื้นบ้าน ในส่วนของภายในประเทศเรา คือ การจับปลาของประมงในพื้นที่ทะเลในอาณาเขต ต้องไม่ล่วงล้ำกับประมงพื้นบ้าน ซึ่งเราต้องแก้ปัญหาให้ได้

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า สำหรับเหตุการณ์เมื่อวันที่ 27 พ.ย.ที่ผ่านมา ตนจำเป็นต้องพูดเสียงดังไปเล็กน้อย เพราะการพูดจาบางทีต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน ตนบอกแล้วว่าทุกอย่างตนจะรับแก้ปัญหาให้ แต่การแก้ปัญหาประมงต้องสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศด้วย มิฉะนั้นเขาจะต่อต้านสินค้าทั้งหมดของเรา ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าจะเอาไปขายที่ไหน สัตว์น้ำที่ถูกจับมาโดยไม่มีที่มา เขาก็จะไม่รับซื้ออีกแล้ว หรือแม้แต่การประกอบการใดก็ตาม ที่มีการใช้แรงงานไม่ถูกกฎหมาย มีการค้ามนุษย์ หรือใช้แรงงานเด็ก สิ่งเหล่านี้เขาจะไม่ซื้อทั้งหมด ซึ่งเรื่องเหล่านี้เราปิดใครไม่ได้ ดังนั้นพวกเรากันเองอย่าปกปิดราชการ ต้องให้หน่วยงานราชการไปดูแลแก้ไข สำหรับช่วงเวลาที่ให้มีการพักหรือชะลอการจับสัตวน้ำก็มีช่วงเวลาอยู่แล้ว โดยแต่ละปีจะมีการพักฟื้นการเพาะพันธุ์วางไข่ จึงต้องหยุดการทำประมงไปช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งที่ผ่านมาก็เป็นแบบนี้มาตลอด ถ้าวันนี้มาอ้างว่าทำให้สูญเสียรายได้ไป คงไม่ได้ ดังนั้นต้องไปพูดคุยหาวิธีการอื่น โดยไม่จำเป็นต้องใช้การพูดจารุนแรงใส่ตน วันนี้ต้องฟังชาวประมงที่อยู่ตามชายฝั่ง ที่เขาบอกว่าเขาจับปลาได้มากขึ้น ปลาตัวใหญ่มากขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากนโยบายหรือเป็นโครงการพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ที่ทำให้มีการทำปะการังเทียม เพื่อเป็นที่พักฟื้น เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลา และเป็นที่หลบคลื่นหลบลม

"เรื่องอย่างนี้ในต่างประเทศมีกฎหมายชัดเจนว่า จะต้องจับปลาที่ไหน ปลาต้องมีขนาดเท่าไร แต่ของเราไม่ได้เป็นแบบนั้น จับมาทุกอย่างทุกชนิด เพราะฉะนั้นมันไม่ได้ ผมไม่ต้องการให้ใครเดือดร้อนทั้งสิ้น แต่ทุกคนต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของคนอื่นด้วย นึกถึงประเทศชาติ อย่าลืมว่าตลาดอียูเป็นตลาดใหญ่ของเรา ในเรื่องการส่งออกสินค้าทุกอย่าง ถ้าถูกต่อต้านทั้งหมด จะเป็นปัญหาใหญ่กับเรา และเราไม่สามารถไปตอบโต้ได้มากนัก ดังนั้นขอให้ฟังซึ่งกันและกัน ตนรับฟังทุกประการ ขอให้พูดกันดีๆ ผมจะหาทางให้ มันมากน้อยก็ดีกว่ามาใช้อารมณ์" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ตนให้แนวทางไปว่า การทำประมงต้องดูในเรื่องของเรือขนาดเล็กของเขา จะควบคุมอย่างไรให้ปลอดภัย เครื่องมือจับสัตว์น้ำตื้นจะทำอย่างไร เพราะบางทีเขาขาดทุน นอกจากนี้ต้องไปดูว่าความสมดุลกับธรรมชาติ กับผลประโยชน์ที่ได้รับจากกิจการของคนแต่ละกลุ่มมันพอเพียงหรือไม่ เพราะบางครั้งมันขยายมากเกินไป ยิ่งการทำประมงนอกน่านน้ำที่ใช้เรือขนาดใหญ่ มีเรือ 3-4 หมื่นลำ ผิดกฎหมายก็มีมาก แต่ตอนนี้ลดลงไปแล้วเป็นหมื่นลำ เพราะมันไม่ถูกกฎหมายมาตลอด ซึ่งเราต้องยอมรับตรงนี้ ถ้าไม่ยอมรับมันจะเริ่มต้นอะไรใหม่ไม่ได้ทั้งสิ้น ทุกคนรวมถึงเจ้าหน้าที่ก็เหน็ดเหนื่อยกับเรื่องนี้ เพราะมันเป็นแรงกดดันเจ้าหน้าที่และรัฐบาล ดังนั้นถ้าเป็นปกติ มันทำไม่ได้ทั้งหมด เพราะไม่เคยทำกันมา จะทำให้สถานการณ์รุนแรงกันมาเรื่อยๆ

เมื่อถามว่า ที่ จ.สุราษฎร์ธานี กลุ่มนายทุนคอกหอยบุกรุกพื้นที่ 2 แสนกว่าไร่ มีการออกโฉนดทะเล จนทำให้ชาวประมงชายฝั่งไม่มีที่ทำกิน พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยไปรับเรื่องแล้ว ตรวจสอบว่าเขาบุกรุกกันอย่างไร ถ้าพบความผิดก็ต้องดำเนินคดี

"มันบุกรุกได้หรือมันเป็นญาติกับผมหรือไง ปลัดกระทรวงมหาดไทยไปดูว่ามันบุกรุกอย่างไร ผมรับไปตรวจสอบให้ ท้องถิ่นรู้หรือไม่ มหาดไทยรู้หรือยัง ปลัดมหาดไทยต้องไปดู ถ้าพบความผิดก็ดำเนินคดี โดยหลักเรื่องของที่ดิน ความผิดมันมี 2 อย่าง คือ เขาไปซื้อมาโดยสุจริตไม่รู้ว่าถูกหรือผิด เพราะมันมีโฉนด กรณีแบบนี้คงดำเนินคดีไม่ได้ ถ้าดำเนินคดีเราก็ถูกฟ้อง เพราะเขาสุจริต แต่ในส่วนของทะเลคงไม่มีเรื่องออกโฉนดอะไรได้" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว